On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เมื่อสโตนเฮนจ์ มีสถานะเป็นสุสานแล้ว ก็ย่อมเกี่ยวพันกับคติการนับถือผีบรรพชน ที่แพร่กระจายอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรมโบราณทั่วทั้งโลก
เกี่ยวกับเรื่องนี้นักโบราณคดีผู้สนใจในวัฒนธรรมหินตั้งหลายคน ได้หันมาใช้หลักฐานทางชาติพันธุ์วรรณา (ethnography) ซึ่งก็คือ การเข้าไปศึกษา ทำความเข้าใจวัฒนธรรม วิถีชีวิต พฤติกรรม ความเชื่อ และระบบสังคมของกลุ่มคนหรือชุมชนอย่างลึกซึ้ง แล้วนำมาเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมการสร้างหินตั้งในสมัยโบราณ
นักโบราณคดี ผู้สนใจในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์โบราณ แห่งมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม (Durham University) สหราชอาณาจักร อย่าง ศ.คริสโตเฟอร์ จอห์น สการ์เร (Christopher John Scarre) ที่ได้อ้างเอาไว้ในบทความเรื่อง “Stony Ground : outcrops, rocks and quarries in the creation of megalithic monuments” ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อ ค.ศ.2016 ว่า ในวงผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมหินตั้งในโลกปัจจุบันนั้น ได้หันมามองถึงความสำคัญ และสัญลักษณ์ของหินขนาดใหญ่ จากพื้นที่ไม่กี่แห่งในโลก ที่ยังคงดำเนินการก่อสร้างหินตั้งแบบดั้งเดิม มาจนถึงปัจจุบันนี้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวคิดในการสร้างหินตั้งในสมัยโบราณ
โดยหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าวก็คือ พื้นที่หมู่เกาะในภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งก็มีความเชื่อเรื่อง ‘ผีบรรพชน’ อยู่ให้เพียบไปหมดนี่แหละ
หนังสือที่ชื่อ “Indian Influence in Old Balinese Art” (อิทธิพลอินเดียในศิลปะบาหลีโบราณ) ของนักโบราณคดี ควบตำแหน่งนักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ ที่มีชีวิตอยู่ยุคอาณานิคม (แน่นอนว่าในยุคสมัยนั้น บรรดาสารพัดหน้าที่การงานนั้นยังมีลักษณะที่คลุมเครือมากกว่าในปัจจุบันนี้) อย่าง วิลเลม เฟรเดริก สตุตเตอร์เฮม (Willem Frederik Stuttertheim, พ.ศ.2435-2485) ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2478 ได้อ้างเอาไว้ว่า ก่อนที่จะนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น ชาวบาหลีเชื่อในผีบรรพชน ที่คาดกันว่าจะอาศัยอยู่ในที่ซ่อนตามแม่น้ำ หรือบนภูเขา พวกเขาเป็นเจ้าของแหล่งน้ำ เป็นผู้ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น หากปราศจากพวกเขาแล้ว ข้าวและผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ ก็จะไม่งอกเงยขึ้นมา
ชาวบาหลียังเชื่ออีกด้วยว่า ผีบรรพชนนั้น “เป็นผู้ก่อตั้งชุมชนหมู่บ้าน พวกเขาเป็นผู้กำหนดสร้างประเพณี และปกปักรักษาความเติบโตของชุมชน”
ความเชื่อในทำนองอย่างนี้ก็พบทั้งในเกาะใหญ่อย่าง ชวา และเกาะอื่นๆ ด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่มีการนำกระดูกบางส่วนของบรรพชนบรรจุไว้ในโกศหิน แล้วเก็บรักษาไว้ในเรือนผี (spirit house) ขนาดเล็ก ที่มีอยู่ในบ้านทุกหลัง ลักษณะอย่างนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคติการบูชาผีบรรพชน กับพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ (fertility rites) ต่างๆ นั้น จะจัดขึ้นรอบยุ้งฉางข้าวอยู่เสมอ
แต่สำคัญที่สุดก็คือ ผีบรรพชนของบาหลีนั้น ยังได้แบ่งสรรปันส่วน “พลังชีวิต” ให้แก่ทั้งมนุษย์, สิงสาราสัตว์ และพืชพรรณทั้งหลายด้วย
กรณีความเชื่อทำนองนี้ไม่ได้มีเฉพาะในบาหลี งานของผู้เชี่ยวชาญด้านอุษาคเนย์ศึกษา ชาวอังกฤษอย่าง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ วิกเตอร์ เทอเรนซ์ คิง (Victor Terence King) แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) สหราชอาณาจักร ได้ศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับหินของชาวมาโลห์ (Maloh) ในรัฐซาราวัก (แม้ว่าในทางการปกครอง รัฐแห่งนี้จะอยู่ในประเทศมาเลเซีย แต่ในทางภูมิศาสตร์นั้น ก็ต้องตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ในประเทศอินโดนีเซีย)
โดยที่คิงได้สรุปว่า พวกมาโลห์ถือว่า หินเป็นภาชนะรองรับพลังชีวิต และให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับหินที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ หินขนาดเล็กกว่าจะถูกเก็บรวบรวมและดูแล และนำไปใช้ในพิธีกรรมบำบัดรักษา ส่วนหินก้อนใหญ่มักถูกเชื่อมโยงกับคำอธิบายทางตำนานปรัมปรา และอาจกลายเป็นวัตถุบูชา หินและหินโผล่ที่แยกตัวออกมาถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยคิงได้เน้นย้ำอีกด้วยว่า
“…การปรากฏของหินในภูมิประเทศ…ไม่ได้ถูกอธิบายในแง่ธรณีสัณฐานหรือธรณีวิทยา แต่ถูกอธิบายในแง่เหนือธรรมชาติและตำนานปรัมปรา…”
ความเชื่อที่ว่า มนุษย์สามารถแบ่งถ่าย ‘พลังชีวิต’ ไปไว้ยัง ‘หิน’ ได้ คงจะเป็นสิ่งที่พบอยู่ทั่วไปในสังคมแบบดั้งเดิมของอุษาคเนย์ภาคหมู่เกาะ และควรจะมีอยู่ในภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ ของภูมิภาคแห่งนี้ด้วย
สตุตเตอร์เฮมอธิบายต่อไปว่า สวัสดิภาพของมนุษย์หรือชุมชนจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อ ‘พลังชีวิต’ ของเขา หรือชุมชน อยู่ในสภาวะที่สมดุล แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถที่จะรองรับพลังชีวิตในปริมาณมากได้อย่างเท่าเทียมกัน ผู้ที่ได้รับการพิจารณาว่ามีความสามารถเป็นเลิศที่สุดเท่านั้น จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะติดต่อกับผีบรรพชน เขาจะต้องมีหน้าที่เก็บรักษาพลังชีวิตให้อยู่ในสมดุลที่ดี
ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่ของสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมเท่านั้นนะครับ แต่ยังหมายถึงของตัวชุมชนเองด้วย เพื่อให้สมาชิกของชุมชนมีสุขภาพพลานามัยที่ดี ชุมชนก็จะเพาะปลูกสำเร็จอย่างมีประสิทธิผล และไม่มีภัยพิบัติใดๆ เกิดขึ้น โดยจะมีการประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ในการติดต่อกับผีบรรพชน
ในพิธีกรรมดังกล่าว ผู้ดำเนินพิธีจะนำพาตนเองเข้าสู่สภาวะที่อยู่ในภวังค์ (trance) และปล่อยให้ผีบรรพชนเข้าสิงสู่ในร่างของเขา ในขณะที่ผู้คนอื่นๆ (ที่เข้าร่วมพิธี) จะคุกเข่าลงต่อหน้าร่างอวตารของบรรพชน อันเป็น “ทายาทผู้สืบเชื้อสายมาจากภูเขา และจากแหล่งกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่น้ำทั้งหลาย ที่นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์”
สำหรับชาวบาหลีแล้ว เพียงแค่ผีบรรพชนของพวกเขาปรากฏกายขึ้นมาอย่างเดียวเท่านี้ ก็ถึงพร้อมโดยสมบูรณ์แล้ว ที่จะทำให้ได้รับ “พลังชีวิต” อันจะดลบันดาลให้เกิด “ความงอกงามของข้าว, ความสงบงันที่จะทำให้น้ำหลากท่วมท้นผืนดิน, การบรรเทาผลกระทบของโรคระบาดที่มีต่อประชากร ฯลฯ”
เมื่อผู้นำของหมู่บ้าน หรือนักบวชเสียชีวิตลง ศพของพวกเขาจะไม่ถูกกลบฝังจนกระทั่งบนกระดูกไม่เหลือเลือดเนื้อปรากฏอยู่เลย จึงค่อยถึงเวลาอันสมควรที่จะมีการตั้งหิน หรือรูปสลักไม้ของผู้ตายลงบนหลุมศพที่มีโกศ (buried jars) บรรจุกระดูก (ของเขา) ฝังไว้ พิธีการเลี้ยงฉลองจะถูกจัดขึ้นเพื่อเยียวยาการที่ชุมชนสูญเสีย “พลังชีวิต” จากการที่ผู้นำชุมชนตายลงไป ดังที่หนังสือเล่มเดิมของสตุตเตอร์เฮมได้อ้างว่า
“รูปสลัก (ไม้หรือหิน) นี้ถูกทำขึ้นเพื่อให้เป็นตัวแทนผู้ตายอย่างถาวร…เป็นการพยายามรักษาร่าง (person) ของผู้ตายในชุมชน แทนศพที่มีแต่จะเน่าสลายเสื่อมโทรมลงไป พร้อมกันกับที่ได้สร้างสถานที่ที่ผู้ตายจะจดจำได้จนชั่วกัลปาวสาน ว่าเป็นตัวของเขาเอง เพื่อให้เขาพึงพอใจที่จะอวตาร (ผ่านร่างทรง) ณ ที่แห่งนั้น”
พูดง่ายๆ ว่า เป็นเหมือนการสร้าง “ร่างกาย” ให้ผู้ตายขึ้นมาใหม่ ด้วยไม้ หรือหิน อย่างที่เรียกกันว่า “ร่างเสมือน” (substitute body) นั่นแหละครับ
สําหรับที่สโตนเฮนจ์ อันเป็นสถานที่บรรจุอัฐิธาตุของบรรพชนเอาไว้ที่หลุมออเบรย์ ซึ่งเคยมีเสาไม้ หรือไม่ก็เสาหินบลูสโตนปักอยู่ในหลุมนั้น ก็ควรจะนับว่า “เสา” เหล่านั้น เป็น “ร่างเสมือน” ด้วยเช่นกัน
โดยอาจจะสังเกตได้ว่าในกรณีของสโตนเฮนจ์ แสงอาทิตย์แรกจะขึ้นหลังหินฮีลสโตน (Heel Stone) ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และส่องเข้าสู่ใจกลางกลุ่มหินตั้งที่สโตนเฮนจ์ ในทุกวันครีษมายัน (Summer Solstice) แน่นอนว่า ย่อมต้องรวมถึงแสงสุดท้ายของวันดังกล่าวด้วยเช่นกัน
สำหรับที่สโตนเฮนจ์ อันเป็นสถานที่บรรจุอัฐิธาตุของบรรพชนเอาไว้ที่หลุมออเบรย์ ซึ่งเคยมีเสาไม้ หรือไม่ก็เสาหินบลูสโตนปักอยู่ในหลุมนั้น ก็ควรจะนับว่า “เสา” เหล่านั้น เป็น “ร่างเสมือน” ได้ด้วยเหมือนกัน
โดยอาจจะสังเกตได้ว่าในกรณีของสโตนเฮนจ์ แสงอาทิตย์แรกจะขึ้นหลังหินฮีลสโตน (Heel Stone) ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และส่องเข้าสู่ใจกลางกลุ่มหินตั้งที่สโตนเฮนจ์ ในทุกวันครีษมายัน (Summer Solstice) แน่นอนว่า ย่อมต้องรวมถึงแสงสุดท้ายของวันดังกล่าวด้วยเช่นกัน
วันครีษมายันนั้น คือวันที่มีช่วงกลางวันยาวนานที่สุด และกลางคืนสั้นที่สุด ในซีกโลกเหนือ โดยจะตรงกับช่วงวันที่ 20-21 มิถุนายน ในแต่ละปี ตามคำจำกัดความทางดาราศาสตร์ของฤดูกาล วันครีษมายันยังเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูร้อน ซึ่งจะกินระยะเวลายาวนานไปจนถึงวันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วง ตรงกับช่วงราววันที่ 22-23 กันยายน ของทุกปี
ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่ในหลายวัฒนธรรมโบราณทั่วโลกจะมีพิธีเฉลิมฉลองกันในวันครีษมายัน โดยเฉพาะในแผ่นดินที่หนาวยะเยือก และไม่ค่อยเห็นแสงตะวัน อย่างแผ่นดินยุโรป
การที่แสงแรกแห่งฤดูร้อนอันแสนอบอุ่น และเป็นสัญลักษณ์ของฤดูกาลเพาะปลูก พาดผ่านทะลุเข้ามายังศูนย์กลางของสโตนเฮนจ์ อันเป็นที่สถิตของผีบรรพชน รวมถึงมีร่างเสมือนของผีบรรพชน เมื่อเทียบกับความเชื่อทั่วไปในคตินับถือบรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็ควรมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการที่ผีบรรพชนได้ดลบรรดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่ลูกหลาน ที่เซ่นให้ดี และพลีให้ถูก
สโตนเฮนจ์ จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมหินตั้ง ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นทั้งร่างเสมือน ที่ใช้ติดต่อกับผีบรรพชนซึ่งตายไปแล้ว เพื่อร้องขอวิงวอนความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ โดยมีสัญลักษณ์คือแสงแรกในฤดูร้อนของแต่ละปีนั่นเอง
