bg-single

ตรวจแถว แนวรบ กองทัพ ‘สื่อ’ หนังสือพิมพ์ ก่อน มิถุนายน 2475

17.09.2025

บทความพิเศษ

ตรวจแถว แนวรบ

กองทัพ ‘สื่อ’ หนังสือพิมพ์

ก่อน มิถุนายน 2475

หากศึกษาผ่าน “ราษฎรสามัญหลังวันปฏิวัติ 2475” อันปรับมาจากวิทยานิพนธ์ของ ศราวุฒิ วิสาพรม ซึ่งตีพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์มติชน ในชุดศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ เมื่อเดือนมีนาคม 2559

บทว่าด้วย สู่การปฏิวัติ พ.ศ.2475 การเคลื่อนไหวของราษฎรและความเปลี่ยนแปลงสังคมสยาม ก็จะเห็น การเคลื่อนไหว 2 ประการที่สำคัญ

1 การเคลื่อนไหวแบบจารีต 1 การเคลื่อนไหวแบบก้าวหน้า

นี่ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องแล้วแต่มุมมอง หากมองในแบบของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ หน่อแห่งความเป็น “สมัยใหม่” ก็จะเริ่มตั้งแต่ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ความคิดที่ก้าวหน้ารุกเข้ามาพร้อมกับเรือกำปั่นจากตะวันตกซึ่งมิได้มีแต่เพียงโปรตุเกสและฮอลันดา สเปน

หากที่สำคัญยังเป็นอังกฤษ เป็นฝรั่งเศส เยอรมนี แม้กระทั่งอเมริกา

หากยึดตามขนบอันเคยได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงก็มีจุดเริ่มมาจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือการเข้ามาของ “แท่นพิมพ์” การเกิดของ “หนังสือพิมพ์” อันไม่เพียงแต่จะมีคนอย่างหมอบรัดเลย์ หากแต่ยังมีคนอย่างหมอสมิท เป็นหวอดสำคัญของการหนังสือพิมพ์และสำนักพิมพ์

กระนั้น การศึกษาของ ศราวุฒิ วิสาพรม ก็เป็นการประมวลมาได้เป็นอย่างดีต่อการเคลื่อนไหวในทางความคิดและในทางการปฏิบัติ

นั่นก็คือ

เงาสะท้อน ความคิด

เงาสะท้อน ไหวเคลื่อน

การเคลื่อนไหวแบบจารีต คือ ลักษณะการเคลื่อนไหวทางการเมืองของราษฎรที่สัมพันธ์กับลักษณะโครงสร้างทางการเมืองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองของราษฎรในกรอบแคบๆ

ตัวอย่างของการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว คือการถวายฎีกา

ซึ่งสามารถจำแนกย่อย มีทั้งฎีกาแสดงความคิดเห็น หนังสือร้องทุกข์และหนังสือแสดงความคิดเห็น

และอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง คือ ข่าวลือซุบซิบนินทา

ซึ่งก่อนการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ไม่นาน มีข่าวลือหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยของเจ้านายบ้าง คำพยากรณ์สิ้นราชวงศ์จักรีบ้าง จะเกิดกบฏ “เจ๊กจะลุก” บ้าง

ที่มีการลืออย่างแพร่หลายและเป็นที่รับรู้ของคนในสังคม

ในขณะที่การเคลื่อนไหวแบบก้าวหน้าหรือ “แบบใหม่”(ในความหมายเชิงเปรียบเทียบที่มองว่าระบอบราชาธิปไตย/สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบเดิม/ล้าหลัง)

คือ การเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นฐานทั้งในรูปแบบ “ประชาธิปไตย” และ “สังคมนิยม” ซึ่งเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีความแตกต่างไปจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นอยู่

โดยรูปแบบของการเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงออก อาทิ การแสดงความคิดเห็นผ่านทางหนังสือพิมพ์ การจัดตั้งสมาคมการเมือง ดังเช่นกรณีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวจีนสยามทั้งฝ่ายก๊กมินตั๋งและฝ่ายคอมมิวนิสต์

ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้ง 2 รูปแบบต่างก็เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ท้าทายอุดมการณ์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งทางรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เองก็ทราบถึงการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ดังกล่าว

จึงได้มีการป้องกันและปราบปราม ดังเห็นได้วิทยานิพนธ์ “ปฏิกิริยาของรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อการเคลื่อนไหวตามแนวคิดประชาธิปไตยและสังคมนิยมก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475”

ของ สุวดี เจริญพงศ์ แห่งบัณฑิตวิทยาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ท้าทายระคายเคืองต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่พอสมควร

สภาพ ของ หนังสือพิมพ์

ก่อน 24 มิถุนายน 2475

ยิ่งเมื่ออ่าน The End of the Absolute Monarchy in Siam ของ Benjamin A. Batson อันตีพิมพ์โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2543

ในบทว่าด้วย “โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม” ก็ยิ่งมองเห็นภาพการเคลื่อนไหวทั้งด้านที่จารีตและด้านที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

นั่นเริ่มจาก

พัฒนาการที่สำคัญในปลายทศวรรษ 1920 คือ การขยายตัวของหนังสือพิมพ์ไทยและอย่างน้อยในกรุงเทพฯ “ความคิดเห็นของประชาชน” ได้มีการเจริญเติบโตขึ้นซึ่งในกลุ่มนี้เป็นเสียงของผู้ที่มีการศึกษาเป็นส่วนใหญ่

ในการพิจารณาถึงปัญหาของสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งข้อสังเกตว่า

“การมีหนังสือพิมพ์โดยเสรีทำให้ปัญหามีเพิ่มขึ้น”

ภาพไหว วูบวาบ ของสื่อ

ของ หนังสือพิมพ์ ดอกเห็ด

ต้นสมัยรัชกาลที่ 7 มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในสยาม ก่อนปี 1932 มีหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่ประเภทรายวันเกิดใหม่ 136 ฉบับ และประเภทรายวันเกิดใหม่ 36 ฉบับ

เกือบทุกฉบับพิมพ์ในกรุงเทพฯ แต่มีบ้างบางฉบับที่พยายามจะทำให้เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เช่น หนังสือพิมพ์ “ศรีเชียงใหม่” ออกที่เชียงใหม่ 10 วันครั้งซึ่งออกในปี 1927 และอยู่ได้หลายเดือน

ชีวิตของหนังสือพิมพ์ใหม่ๆ เหล่านี้สั้นมาก ทำให้กงสุลอเมริกันท่านหนึ่งเขียนไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 1920 ว่า

“มีหนังสือพิมพ์ในสยามหลายฉบับที่ไม่มีอิทธิพลใดๆ นัก และไม่มีความรับผิดชอบด้วย จำนวนพิมพ์ก็น้อย พิมพ์ได้ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ ‘ดอกเห็ด'”

ในบรรดาหนังสือพิมพ์ที่ออกเป็นครั้งคราว 136 ฉบับที่ออกในต้นรัชกาลที่ 7 มีไม่ถึง 20 ฉบับที่อยู่ได้นานถึง 5 ปี

ในขณะที่อัตราการปิดตัวของประเภทรายวันก็มากพอๆ กัน

ตัวอย่างเช่น ช่วงปี 1926/1927 บรรดาหนังสือพิมพ์ใหม่ประเภทที่ออกเป็นครั้งคราว 46 ฉบับ ในปีแรกปิดไป 30 ฉบับ ปีที่สองปิด 8 ฉบับ ปีที่สามปิด 5 ฉบับ และปีที่สี่ปิด 2 ฉบับ

ในขณะที่วันที่ปิดของอีกฉบับหนึ่งไม่มีใครทราบ เข้าใจว่าปิดไปในปีที่ 3

สำหรับหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกใหม่ 8 ฉบับมี 2 ฉบับปิดไปในปีแรก 3 ฉบับปิดไปในปีที่ 2 หนึ่งฉบับปิดไปในปีที่ 6 ฉบับหนึ่งอยู่ได้นานมากและวันที่ปิดก็ไม่มีใครทราบ

ในขณะที่หนังสือพิมพ์ต่างๆ เปิดบ้างปิดบ้าง แต่ความคิดเกี่ยวกับการมีหนังสือพิมพ์ที่ยั่งยืนและเข้มแข็งก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

และบางช่วงในกรุงเทพฯ ก็จะมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยมากประมาณ 10 ถึง 15 ฉบับ นอกนั้นก็มีวารสารเฉพาะทางและหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหลายฉบับรวมทั้งภาษาจีนด้วย

ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับจะเป็นประเภท”ดอกเห็ด” ไปเสียทั้งหมด

หนังสือพิมพ์ “บางกอกไทมส์” พิมพ์จำหน่ายมาตั้งแต่ 1887 โดยมีช่วงที่ปิดไปเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

ในขณะที่หนังสือพิมพ์ภาษาไทย “ศรีกรุง” แม้จะเพิ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ไม่นานมานี้แต่ก็มีประวัติที่ยาวนานและอยู่มาจนถึงระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเดียว ดังเช่นที่ เดวิด มาร์ ได้เคยชี้ให้เห็นในเวียดนามว่า

อายุของหนังสือพิมพ์กับความสำคัญของมันไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน และที่จริงแล้วมีทฤษฎีที่มีมาก่อนด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์จะเป็นในทางกลับกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุยกับอดีต รมช.ศธ. ว่าด้วยโรงเรียนปลอดภัย การดูแลสุขภาพจิตเด็ก และปัญหาการศึกษาไทย
เจ้าฟ้าและสามัญชน (จบ) มาดาม เดอ พิษณุโลก
ธงทอง จันทรางศุ | บัณฑิตในอุดมคติ กรณีศึกษาจาก ‘ฮลุน โซโล่’
เหยี่ยวถลาลม | กว่าจะเป็นยอดมนุษย์
ล็อกเป้าเช็กบิลย้อน 7 ปีโกงสอบ ลุ้น! ป.ป.ช.ลงดาบล้างบาง บช.ก.หอบสำนวน 3,000 หน้าเอาผิด
“พิชัย” เตือน อย่าสะเปะสะปะในการเจรจาสหรัฐ หวั่นยิ่งล้มเหลว ชี้ อย่านำ “คอบร้าโกลด์” มาต่อรองเรื่องภาษี หวั่นไทยเสียหาย แนะปัญหาอาจอยู่ที่ทีมเจรจา ควรพิจารณาปรับทีม
เด็ก บาดแผลที่มองไม่เห็น และหนทางสู่การเยียวยา
ย้อน โศกนาฏกรรมช็อกประเทศ ด.ช. 14 กราดยิงสยอง 9 ศพ ปมกดดัน-เสพสื่อรุนแรง เซฟโรงเรียน-วาระชาติ
ความสัมพันธ์เมียนมา-ไทยวันนี้และอนาคต ไทยจะได้อะไร
ไซเบอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมคุกคามโลก
ปฏิรูประบบราชการ หรือปฏิรูปรัฐ?
มหาอำนาจต้องการอะไรจากเมียนมา