บทความพิเศษ
ตรวจแถว แนวรบ
กองทัพ ‘สื่อ’ หนังสือพิมพ์
ก่อน มิถุนายน 2475
หากศึกษาผ่าน “ราษฎรสามัญหลังวันปฏิวัติ 2475” อันปรับมาจากวิทยานิพนธ์ของ ศราวุฒิ วิสาพรม ซึ่งตีพิมพ์ผ่านสำนักพิมพ์มติชน ในชุดศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ เมื่อเดือนมีนาคม 2559
บทว่าด้วย สู่การปฏิวัติ พ.ศ.2475 การเคลื่อนไหวของราษฎรและความเปลี่ยนแปลงสังคมสยาม ก็จะเห็น การเคลื่อนไหว 2 ประการที่สำคัญ
1 การเคลื่อนไหวแบบจารีต 1 การเคลื่อนไหวแบบก้าวหน้า
นี่ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องแล้วแต่มุมมอง หากมองในแบบของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ หน่อแห่งความเป็น “สมัยใหม่” ก็จะเริ่มตั้งแต่ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ความคิดที่ก้าวหน้ารุกเข้ามาพร้อมกับเรือกำปั่นจากตะวันตกซึ่งมิได้มีแต่เพียงโปรตุเกสและฮอลันดา สเปน
หากที่สำคัญยังเป็นอังกฤษ เป็นฝรั่งเศส เยอรมนี แม้กระทั่งอเมริกา
หากยึดตามขนบอันเคยได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงก็มีจุดเริ่มมาจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือการเข้ามาของ “แท่นพิมพ์” การเกิดของ “หนังสือพิมพ์” อันไม่เพียงแต่จะมีคนอย่างหมอบรัดเลย์ หากแต่ยังมีคนอย่างหมอสมิท เป็นหวอดสำคัญของการหนังสือพิมพ์และสำนักพิมพ์
กระนั้น การศึกษาของ ศราวุฒิ วิสาพรม ก็เป็นการประมวลมาได้เป็นอย่างดีต่อการเคลื่อนไหวในทางความคิดและในทางการปฏิบัติ
นั่นก็คือ
เงาสะท้อน ความคิด
เงาสะท้อน ไหวเคลื่อน
การเคลื่อนไหวแบบจารีต คือ ลักษณะการเคลื่อนไหวทางการเมืองของราษฎรที่สัมพันธ์กับลักษณะโครงสร้างทางการเมืองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองของราษฎรในกรอบแคบๆ
ตัวอย่างของการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว คือการถวายฎีกา
ซึ่งสามารถจำแนกย่อย มีทั้งฎีกาแสดงความคิดเห็น หนังสือร้องทุกข์และหนังสือแสดงความคิดเห็น
และอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง คือ ข่าวลือซุบซิบนินทา
ซึ่งก่อนการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ไม่นาน มีข่าวลือหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยของเจ้านายบ้าง คำพยากรณ์สิ้นราชวงศ์จักรีบ้าง จะเกิดกบฏ “เจ๊กจะลุก” บ้าง
ที่มีการลืออย่างแพร่หลายและเป็นที่รับรู้ของคนในสังคม
ในขณะที่การเคลื่อนไหวแบบก้าวหน้าหรือ “แบบใหม่”(ในความหมายเชิงเปรียบเทียบที่มองว่าระบอบราชาธิปไตย/สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบเดิม/ล้าหลัง)
คือ การเคลื่อนไหวที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นฐานทั้งในรูปแบบ “ประชาธิปไตย” และ “สังคมนิยม” ซึ่งเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีความแตกต่างไปจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นอยู่
โดยรูปแบบของการเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงออก อาทิ การแสดงความคิดเห็นผ่านทางหนังสือพิมพ์ การจัดตั้งสมาคมการเมือง ดังเช่นกรณีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวจีนสยามทั้งฝ่ายก๊กมินตั๋งและฝ่ายคอมมิวนิสต์
ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้ง 2 รูปแบบต่างก็เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ท้าทายอุดมการณ์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งทางรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เองก็ทราบถึงการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ดังกล่าว
จึงได้มีการป้องกันและปราบปราม ดังเห็นได้วิทยานิพนธ์ “ปฏิกิริยาของรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อการเคลื่อนไหวตามแนวคิดประชาธิปไตยและสังคมนิยมก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475”
ของ สุวดี เจริญพงศ์ แห่งบัณฑิตวิทยาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ท้าทายระคายเคืองต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่พอสมควร
สภาพ ของ หนังสือพิมพ์
ก่อน 24 มิถุนายน 2475
ยิ่งเมื่ออ่าน The End of the Absolute Monarchy in Siam ของ Benjamin A. Batson อันตีพิมพ์โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2543
ในบทว่าด้วย “โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม” ก็ยิ่งมองเห็นภาพการเคลื่อนไหวทั้งด้านที่จารีตและด้านที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นั่นเริ่มจาก
พัฒนาการที่สำคัญในปลายทศวรรษ 1920 คือ การขยายตัวของหนังสือพิมพ์ไทยและอย่างน้อยในกรุงเทพฯ “ความคิดเห็นของประชาชน” ได้มีการเจริญเติบโตขึ้นซึ่งในกลุ่มนี้เป็นเสียงของผู้ที่มีการศึกษาเป็นส่วนใหญ่
ในการพิจารณาถึงปัญหาของสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งข้อสังเกตว่า
“การมีหนังสือพิมพ์โดยเสรีทำให้ปัญหามีเพิ่มขึ้น”
ภาพไหว วูบวาบ ของสื่อ
ของ หนังสือพิมพ์ ดอกเห็ด
ต้นสมัยรัชกาลที่ 7 มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในสยาม ก่อนปี 1932 มีหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่ประเภทรายวันเกิดใหม่ 136 ฉบับ และประเภทรายวันเกิดใหม่ 36 ฉบับ
เกือบทุกฉบับพิมพ์ในกรุงเทพฯ แต่มีบ้างบางฉบับที่พยายามจะทำให้เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เช่น หนังสือพิมพ์ “ศรีเชียงใหม่” ออกที่เชียงใหม่ 10 วันครั้งซึ่งออกในปี 1927 และอยู่ได้หลายเดือน
ชีวิตของหนังสือพิมพ์ใหม่ๆ เหล่านี้สั้นมาก ทำให้กงสุลอเมริกันท่านหนึ่งเขียนไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 1920 ว่า
“มีหนังสือพิมพ์ในสยามหลายฉบับที่ไม่มีอิทธิพลใดๆ นัก และไม่มีความรับผิดชอบด้วย จำนวนพิมพ์ก็น้อย พิมพ์ได้ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังสือพิมพ์ ‘ดอกเห็ด'”
ในบรรดาหนังสือพิมพ์ที่ออกเป็นครั้งคราว 136 ฉบับที่ออกในต้นรัชกาลที่ 7 มีไม่ถึง 20 ฉบับที่อยู่ได้นานถึง 5 ปี
ในขณะที่อัตราการปิดตัวของประเภทรายวันก็มากพอๆ กัน
ตัวอย่างเช่น ช่วงปี 1926/1927 บรรดาหนังสือพิมพ์ใหม่ประเภทที่ออกเป็นครั้งคราว 46 ฉบับ ในปีแรกปิดไป 30 ฉบับ ปีที่สองปิด 8 ฉบับ ปีที่สามปิด 5 ฉบับ และปีที่สี่ปิด 2 ฉบับ
ในขณะที่วันที่ปิดของอีกฉบับหนึ่งไม่มีใครทราบ เข้าใจว่าปิดไปในปีที่ 3
สำหรับหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกใหม่ 8 ฉบับมี 2 ฉบับปิดไปในปีแรก 3 ฉบับปิดไปในปีที่ 2 หนึ่งฉบับปิดไปในปีที่ 6 ฉบับหนึ่งอยู่ได้นานมากและวันที่ปิดก็ไม่มีใครทราบ
ในขณะที่หนังสือพิมพ์ต่างๆ เปิดบ้างปิดบ้าง แต่ความคิดเกี่ยวกับการมีหนังสือพิมพ์ที่ยั่งยืนและเข้มแข็งก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
และบางช่วงในกรุงเทพฯ ก็จะมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยมากประมาณ 10 ถึง 15 ฉบับ นอกนั้นก็มีวารสารเฉพาะทางและหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหลายฉบับรวมทั้งภาษาจีนด้วย
ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับจะเป็นประเภท”ดอกเห็ด” ไปเสียทั้งหมด
หนังสือพิมพ์ “บางกอกไทมส์” พิมพ์จำหน่ายมาตั้งแต่ 1887 โดยมีช่วงที่ปิดไปเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น
ในขณะที่หนังสือพิมพ์ภาษาไทย “ศรีกรุง” แม้จะเพิ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ไม่นานมานี้แต่ก็มีประวัติที่ยาวนานและอยู่มาจนถึงระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีเดียว ดังเช่นที่ เดวิด มาร์ ได้เคยชี้ให้เห็นในเวียดนามว่า
อายุของหนังสือพิมพ์กับความสำคัญของมันไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน และที่จริงแล้วมีทฤษฎีที่มีมาก่อนด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์จะเป็นในทางกลับกัน
