เหตุผลเดียวที่พรรคภูมิใจไทยจะยุบสภา : การรวมตัวของฝ่ายอนุรักษนิยม เพื่อเอาชนะฝ่ายก้าวหน้า ไม่ใช่ข้อตกลงกับพรรคประชาชน
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เหตุผลเดียวที่พรรคภูมิใจไทยจะยุบสภา
: การรวมตัวของฝ่ายอนุรักษนิยม
เพื่อเอาชนะฝ่ายก้าวหน้า
ไม่ใช่ข้อตกลงกับพรรคประชาชน
หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ใน 4 เดือนตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนหรือไม่
สิ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตสำคัญคือการพิจารณายุบสภาของพรรคภูมิใจไทยที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่การตัดสินใจที่เกิดจากข้อตกลงทางการเมืองกับพรรคประชาชน หรือเงื่อนไขอื่นใดจากการบริหารประเทศ
แต่เป็นกลยุทธ์ที่คิดคำนวณมาอย่างดีเพื่อใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เอื้ออำนวยในปัจจุบัน
โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยกำลังกลายเป็นแกนกลางของฝ่ายอนุรักษนิยมไทย
ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าเสื่อมความนิยมลงอย่างต่อเนื่อง
และกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความขัดแย้งกับกัมพูชา
แม้พรรคภูมิใจไทยจะได้รับโอกาสบริหารประเทศอย่างมากเพียงประมาณครึ่งปี แต่ช่วงเวลาดังกล่าวกลับสร้างความได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ
ที่สำคัญที่สุดคือการวางกลยุทธ์ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยในอดีตมักถูกมองว่าเน้นการประสานผลประโยชน์และการแบ่งสรรผลประโยชน์เป็นหลัก
พรรคภูมิใจไทยกลับออกแบบคณะรัฐมนตรีโดยแบ่งพอร์ตงานให้กับบุคคลที่มีความสามารถในการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม
การเลือกใช้คนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อกลบการเมืองเก่าของการตอบแทนพันธมิตร ทำให้เกิดภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่มุ่งผลงานและมีประสิทธิภาพ
ซึ่งอาจได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มกลางที่ต้องการเห็นการบริหารประเทศที่มีคุณภาพมากกว่าการเล่นการเมืองแบบเดิม
หรือแม้แต่กลุ่มที่ไม่สนใจทางการเมืองมากนักก็หวังว่ากระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ จะไม่อยู่ในสมการของเกมการเมืองมากไป
แน่นอนแม้ทางปฏิบัติรัฐบาลภูมิใจไทยก็ยังมีการแบ่งเค้กแบบเก่า แต่ก็เผื่อพื้นที่สำหรับภาพลักษณ์และผลงานไว้เช่นกัน
ความได้เปรียบนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่กระตุ้นอารมณ์ชาตินิยมของคนไทยได้อย่างแรงกล้า
แม้แต่ผู้ลงคะแนนเสียงที่อยู่ในกลุ่มกลางและมักไม่ค่อยเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ยังหันไปสนับสนุนท่าทีที่เข้มแข็งต่อกัมพูชา
การที่รัฐบาลภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยมีจุดยืนที่มีความขัดแย้งกับกองทัพที่ภาพลักษณ์ไม่ดีนักต่อเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
พวกเขาอาจฉวยโอกาสนี้เกาะกระแสนิยมกองทัพและแสดงตนเป็นตัวแทนของแนวคิดอนุรักษนิยม ชาตินิยม กองทัพนิยมในการเลือกตั้งที่จะถึง
การเป็นรัฐบาลแม้เพียงระยะสั้นทำให้พรรคภูมิใจไทยได้รับประโยชน์จากผลประโยชน์ของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดในการเมืองหลายประเทศ
ในขณะนี้ พรรคภูมิใจไทยกำลังรวบรวมกลุ่มต่างๆ ในฝ่ายอนุรักษนิยมเข้ามารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่สนับสนุนสถาบัน
กลุ่มที่ต้องการเสถียรภาพ หรือกลุ่มที่เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปอาจส่งผลเสียต่อประเทศ
การรวมตัวนี้ทำให้ฐานเสียงของพรรคแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสชาตินิยมกำลังพุ่งสูงทั่วโลก
ปรากฏการณ์การรวมตัวของฝ่ายอนุรักษนิยมเพื่อต่อต้านฝ่ายก้าวหน้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ
ในสหรัฐอเมริกา การรวมตัวของ Republican Party ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้สามารถรวบรวมกลุ่มอนุรักษนิยม ชาตินิยม และกลุ่มที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเข้าด้วยกันได้สำเร็จ
ส่งผลให้สามารถเอาชนะพรรคเดโมแครตได้ในหลายครั้ง
โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2016 และ 2024 ที่ทรัมป์สามารถรวมกลุ่มคนงานผิวขาวที่เคยเป็นฐานคะแนนของพรรคเดโมแครตให้หันมาสนับสนุน
ในยุโรป พรรคการเมืองที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมและชาตินิยมอย่าง Alternative for Germany (AfD) ในเยอรมนี Lega ภายใต้การนำของมัตเตโอ ซัลวินี่ ในอิตาลี และ Vox ของซานติอาโก อาบาสคาล ในสเปน สามารถขยายฐานเสียงได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยการรวมกลุ่มผู้คนที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเข้าเมืองของชาวต่างชาติ และนโยบายของสหภาพยุโรปที่พวกเขามองว่าละเมิดอธิปไตยของชาติ
AfD สามารถเติบโตจากพรรคเล็กที่ก่อตั้งเพื่อต่อต้านการช่วยเหลือกรีซเป็นพรรคที่สามใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี
ส่วน Lega ของซัลวินี่ก็สามารถกลายเป็นพรรคใหญ่ในอิตาลีโดยใช้วาทกรรมต่อต้านผู้อพยพและการปกป้องวัฒนธรรมอิตาลี
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายก้าวหน้าในไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นการแตกแยกภายใน การที่ไม่ได้มีอำนาจบริหารโดยตรงไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์
การต้องเล่นภายใต้กติกาชนชั้นนำที่ทำให้ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ หรือการสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน
การที่พรรคก้าวไกลถูกยุบและพรรคประชาชนที่สืบทอดมาไม่สามารถรักษาความนิยมได้เท่าเดิม ทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยสามารถเข้าไปเติมเต็มได้
สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ที่พรรค En Marche ของเอ็มมานูเอล มาครง สามารถได้รับประโยชน์จากความอ่อนแอของพรรคโซเชียลิสต์ โดยวางตำแหน่งเป็นทางเลือกกลางที่ทันสมัย
หรือในอังกฤษที่พรรคอนุรักษนิยมสามารถครองอำนาจต่อเนื่องได้นานเนื่องจากความแตกแยกของพรรคแรงงาน
ดังนั้น การตัดสินใจยุบสภาอาจส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จแบบเดียวกับพรรคพลังประชารัฐในปี 2562 ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนทางการเมืองและการรวมตัวของฝ่ายอนุรักษนิยมเพื่อสร้างรัฐบาลขึ้นมาได้ แม้จะไม่ใช่พรรคที่ได้เสียงมากที่สุด
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเมืองในอิสราเอล ที่เบนจามิน เนทันยาฮู สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งด้วยการรวมพรรคการเมืองฝ่ายขวาและกลุ่มอนุรักษนิยมต่างๆ เข้าด้วยกัน
หากกลยุทธ์นี้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยอาจสามารถสร้างรัฐบาลที่มั่นคงและได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงอนุรักษนิยมที่กว้างขึ้น
ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของภูมิทัศน์การเมืองไทยในระยะยาว
โดยเฉพาะการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฝ่ายอนุรักษนิยมให้สามารถต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงจากฝ่ายก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พรรคประชาชนจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์นี้
เพราะหากสมการและความตั้งใจข้างต้นเกิดขึ้นจริง ย่อมทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมได้รับความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้นจากการเลือกตั้ง
และอาจนำไปสู่ทศวรรษที่สูญเปล่าอีกครั้งหนึ่ง
