bg-single

บ่อยครั้งเมื่อข้อมูลกลายเป็นข้ออ้าง : การทำนโยบายสาธารณะ ผ่านมุมมองของ Elinor Ostrom

23.09.2025

ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

บ่อยครั้งเมื่อข้อมูลกลายเป็นข้ออ้าง

: การทำนโยบายสาธารณะ

ผ่านมุมมองของ Elinor Ostrom

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ผมเป็นนักศึกษา หัวใจเต็มไปด้วยความกระหายในการทำให้สังคมยุติธรรมมากขึ้น

มักมีคำอธิบายจากผู้มีประสบการณ์มากกว่าว่าเราจำเป็นต้องมีข้อมูลที่พร้อม ต้องสามารถอธิบายว่าเมื่อเราจะทำสวัสดิการ เอาเงินมาจากไหน ทำแล้วมีผลอะไร

การเดินทางผ่านการศึกษาในมหาวิทยาลัยกว่ายี่สิบปี การมีส่วนร่วมในการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จนถึงการได้เป็นบอร์ดประกันสังคมที่มีโอกาสเห็นข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์ในไฟล์ Excel ได้สอนให้ผมรู้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล

แต่อยู่ที่ความเข้าใจผิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของสังคมและสวัสดิการ

น่าแปลกใจ กลายเป็นว่าคนที่มีอิทธิพลในการนำเสนอนโยบายกลับกลายเป็นคนที่ทำไฟล์ Excel ไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ ปรัชญาความยุติธรรม หรือประชาชนผู้มีความทุกข์ร้อนต่อระบบ

อุดมคติทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบผ่านตาราง Excel ฟังแล้วดูน่าเศร้า และตัวเลขก็กลายเป็นการผูกขาดความจริง

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ Elinor Ostrom นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเตือนไว้

คือ การมองสังคมและนโยบายผ่านเลนส์ของ “ระเบียบวิธีวิจัยแบบปัจเจกนิยม” ที่เชื่อว่าทุกสิ่งสามารถแยกย่อยลงไปในระดับปัจเจกและวิเคราะห์ด้วยตัวเลข

Ostrom ชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย คือ การเข้าใจผิดว่าข้อมูลในระดับปัจเจก มีความสำคัญมากกว่าการเข้าใจระบบและการจัดการทรัพยากรร่วมกันในระดับสังคม

เมื่อเราดูแค่ว่าคนหนึ่งคนจะได้ประโยชน์เท่าไร เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร เราก็มองข้ามผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับสังคมในภาพใหญ่ไป

การมองสวัสดิการเหมือนกับการซื้อขายสินค้าธรรมดา โดยไม่เข้าใจว่าสวัสดิการสังคมทำงานในลักษณะที่ผลประโยชน์แท้จริงไม่สามารถวัดด้วยการคำนวณต้นทุน-ผลตอบแทนในระดับปัจเจกได้

แต่แล้วเมื่อผมมาเป็นบอร์ดประกันสังคม ก็เป็นโอกาสสำคัญที่ได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด

ได้มีโอกาสเห็นไฟล์ Excel ทุกแถวทุกคอลัมน์

มีนักสถิติ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยบริการข้อมูลอย่างครบถ้วน

ผมจึงได้รับการยืนยันสิ่งที่รับรู้มาตลอด

สรุปแล้วมันไม่เกี่ยวกับข้อมูล ตัวเลข กราฟ หรือแถว Excel แต่เกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานว่าเราเชื่อในสังคมแบบไหนแล้วอยากสร้างสังคมแบบไหน

การเข้าถึงข้อมูลครบถ้วนนี้เผยให้เห็นความจริงที่ Ostrom เตือนไว้ว่า การวิเคราะห์เฉพาะตัวเลขจะทำให้เรามองข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ระบบสวัสดิการเป็นสิ่งที่เรียกว่า “สถาบันทางสังคม” ที่มีคุณค่าในตัวเองในฐานะเครื่องมือสร้างความสามัคคีและความเชื่อมโยงทางสังคม ไม่ใช่เพียงแค่การคำนวณเงินเข้าเงินออก

บ่อยครั้งต่อให้เราทำข้อมูลดีขนาดไหน อย่างเช่น สิทธิ์ทันตกรรมประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นมีมูลค่าราว 300 ล้านบาทต่อปี ได้ประโยชน์กับคนหลักแสน สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเลย เกี่ยวกับฐานความคิดความเชื่อเสียมากกว่า

การมีสิทธิ์ทันตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ป่วย แต่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนในสังคมว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะมีระบบดูแล เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ที่ในระยะยาวจะทำให้กำลังแรงงานของประเทศแข็งแกร่งขึ้น

เป็นการสร้างความไว้วางใจในระบบสังคม ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถใส่ลงในช่อง Excel ได้

เวลาที่อ้างว่าสวัสดิการกระทบความยั่งยืนของกองทุน แต่น่าเศร้า บ่อยครั้งคนที่คัดค้านสวัสดิการก็สนับสนุนงบประมาณการบริหารหลายรายการที่ยังมีปัญหามากมาย

เราคิดว่างบประมาณแต่ละรายการเป็นเรื่องแยกกัน แทนที่จะมองเป็นระบบเดียวกันที่ต้องสร้างสมดุล

การใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการถูกมองว่า “สิ้นเปลือง” เพราะดูเหมือนไม่ได้สร้าง “ผลตอบแทน” ที่วัดได้

ในขณะที่การใช้จ่ายเพื่องานบริหารหรือโครงการอื่นๆ ถูกมองว่า “จำเป็น” เพราะมีตัวเลขที่ดูเป็นรูปธรรมมากกว่า

พอคุณค่าขององค์กร “สวัสดิการเป็นภาระ และการลงทุนสำนักงานเพื่อจัดการกับภาระ” ก็สร้างปัญหาในการกำหนดนโยบาย

คุณค่าที่ฝังในองค์กรที่เกี่ยวกับสวัสดิการแบบนี้ย่อมสร้างปัญหา

ในใจลึกๆ ผมยังคงเชื่อมั่นในพลังของความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม

ความฝันที่ว่าวันหนึ่งเราจะมีสังคมที่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ที่ไม่มีใครต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ที่เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ที่ผู้สูงอายุมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรี

ความฝันเหล่านี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Ostrom พบจากการศึกษาชุมชนต่างๆ ทั่วโลก

คือ มนุษย์มีความสามารถในการจัดการทรัพยากรร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เมื่อมีระบบและสถาบันที่เหมาะสม

สวัสดิการสังคมคือการจัดการทรัพยากรร่วมกันในรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกคนมีส่วนร่วมและทุกคนได้ประโยชน์

คุณค่าเหล่านี้สำคัญที่ควรได้รับการให้น้ำหนักมากกว่าตัวเลขหรือชุดข้อมูลใด

การที่ผมได้เห็น Excel ทุกแถวทุกคอลัมน์แล้ว ทำให้เข้าใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความไม่เพียงพอของข้อมูล แต่อยู่ที่ความไม่เพียงพอของจินตนาการทางสังคม

เราจินตนาการไม่ออกว่าสังคมที่ดีกว่านี้เป็นไปได้

เราติดอยู่กับการคิดแบบเก่าที่มองทุกสิ่งผ่านเลนส์ของตลาดและการแข่งขัน แทนที่จะมองผ่านเลนส์ของการร่วมมือและการดูแลซึ่งกันและกัน

Ostrom แสดงให้เราเห็นแล้วว่า มนุษย์ไม่ใช่เพียงสัตว์เศรษฐกิจที่คิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว

แต่เป็นสัตว์สังคมที่สามารถสร้างกฎเกณฑ์และระบบการจัดการร่วมกันได้

ความยุติธรรมในความหมายนี้ไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลข

แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยหัวใจ และสามารถสร้างได้ด้วยความมุ่งมั่นร่วมกันของผู้คนที่ยังคงเชื่อว่าโลกนี้สามารถดีกว่านี้ได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก