บทความพิเศษ
มาตรการ คุมสื่อ
ขณะที่ มือหนึ่ง ให้ ‘ขนม’
อีกมือ ถือไม้เรียว
แม้ว่าหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพมหานครจะมียอดจำหน่ายค่อนข้างน้อย คือ ที่ขายดีที่สุดก็ขายได้เพียงไม่กี่พันฉบับ แต่ก็มีอิทธิพลในกลุ่มประชาชนที่มีปากมีเสียงทีเดียว ดังนั้น หนังสือพิมพ์จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลมีความกังวลมาก
นโยบายที่รัฐบาลจะควบคุมหนังสือพิมพ์จึงเป็นไปในลักษณะ มือหนึ่งให้ขนม มือหนึ่งถือไม้เรียว
ขนม คือ เงินสนับสนุนที่ให้แก่หนังสือพิมพ์ที่เห็นว่าสมควรจะได้รับ
ต้นสมัยรัชกาลที่ 7 มีหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับที่ได้รับเงินอุดหนุน คือ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ 3 ฉบับที่พิมพ์ในกรุงเทพมหานคร และหนังสือพิมพ์ภาษาไทย คือหนังสือพิมพ์ “ไทย”
Batson เห็นว่า หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษตอบแทนรัฐบาลด้วยการให้รัฐบาลรับได้ฟรีจำนวนหนึ่ง
ซึ่งในกรณีของ “บางกอกไทมส์” มีค่าถึงเศษสามส่วนสี่ของค่าเงิน 8,000 บาทต่อปีที่ได้รับการอุดหนุน เหตุผลว่าทำไมจึงให้การอุดหนุนนั้น ม.จ.ไตรทศประพันธ์ เทวกุล และ นายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกัน อธิบายไว้อย่างตรงไปตรงมาในบันทึกที่เขียนในเดือนธันวาคม 1927 ปรากฏผ่าน กจช.ร.7 รล. 19/6 มีความตอนหนึ่งว่า
“สาเหตุที่ให้เงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมนโยบายของหนังสือพิมพ์ เมื่อสมัยที่ใช้นโยบายนี้มีเหตุผลที่สมควรหลายประการที่เห็นว่าควรทำ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพวกนี้พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงมีอิทธิพลในกลุ่มชาวต่างชาติ
ในช่วงเวลานั้นความสัมพันธ์ต่างประเทศของเราลำบากมาก สนธิสัญญาเก่าๆ ก็ยังมีผลใช้ได้อยู่ และถ้าหนังสือพิมพ์วิจารณ์อะไรในทำนองที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลก็จะทำความยุ่งยากและสร้างปัญญาให้กับรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
Batson อธิบายเพิ่มเติมในเชิงอรรถด้วยว่า
เอกสารชุดนี้มีทั้งหมด 115 หน้า มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงินสนับสนุนที่ให้แก่สำนักพิมพ์ต่างๆ ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1931 ของอภิรัฐมนตรี
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงตั้งข้อสังเกตว่า
ในสมัยรัชกาลที่ 5 บรรณาธิการหัวดื้อของ Siam Free Press ได้ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ ในขณะที่ในสมัยรัชกาลที่ 6 รัฐบาลใช้วิธีซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับที่เห็นว่าน่าห่วง (ซึ่งคงหมายถึง Bangkok Daily Mail ดู US. 892.911/6, 13 February 1952)
และจ่ายเงินเดือนให้นักเขียน “เป็นการปิดปาก”
มาตรการ ควบคุม หนังสือพิมพ์
ผ่าน การสนอง เงินอุดหนุน
เมื่อสังเกตเห็นว่าเงื่อนไขต่างๆ เปลี่ยนไปแล้ว บันทึกนั้นได้แนะนำว่าควรยกเลิกเงินอุดหนุนได้ ซึ่งภายหลังรัฐบาลก็ได้ทำตามนโยบายนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเหตุผลดังกล่าว อีกส่วนหนึ่งเพราะหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ยื่นขอเงินอุดหนุนบ้าง
ดังนั้น การยกเลิกให้เงินอุดหนุนจึงง่ายกว่าที่จะเลือกให้เป็นบางฉบับ
และส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐบาล “ไม่พอใจหนังสือพิมพ์บางกอก เดลิเมล์”
Batson ได้ให้หมายเลขภายในวงเล็บว่า ซึ่งความจริงก่อนที่รัฐบาลจะยกเลิกการให้เงินอุดหนุน นายหลุย คีรีวัต แห่ง “บางกอกเดลิเมล์” ได้แจ้งกระทรวงการต่างประเทศว่า หนังสือพิมพ์ของเขาไม่จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนแล้ว
และในเมื่อรัฐบาลเองก็ต้องการใช้เงิน ดังนั้น ทางหนังสือพิมพ์จึงอยากจะขอไม่รับเงินอุดหนุน
สิ่งนี้ทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งข้อสังเกตว่า
“การที่หนังสือพิมพ์ Daily Mail ยกเลิก ‘เงินสนับสนุน’ ตั้งแต่ก่อนที่เราจะเลิกรับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแทนที่จะยอมให้มันฉวยโอกาสจากเราได้” (กจช. ร.7 รล.19/6.ภาษาไทย)
การที่หนังสือพิมพ์นี้มีความสนิทสนมกับ (กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์) จึงเป็นไปได้ที่เขาย่อมจะรู้มาก่อนว่าเงินสนับสนุนจะถูกตัด ดังนั้น พวกเขาก็ไม่สูญเสียอะไรดังที่พระองค์ทรงชี้ให้เห็น
กลับได้ประโยชน์เสียอีกที่ทำเช่นนี้
หนังสือ Brown Women and White (นิวยอร์ก, 1932) ของ แอนดรูว์ เอ. ฟรีแมน บรรณาธิการ “บางกอกเดลิเมล์” ยังยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงคัดค้านการที่เขาโจมตีข้าราชการบางคนและหน่วยงานบางหน่วย
และยังรับสั่งกับ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ ว่า “ให้บรรณาธิการของท่านสู้ต่อไปนะ เขาทำให้ข้าพเจ้าไม่ต้องทำงานสกปรกนั้น” (A Tabloid in Bangkok)
ขณะเดียวกัน Batson กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเอกสารในหอจดหมายเหตุจะแสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ค่อยจะวิจารณ์ Daily Mail มากเท่ากับที่ปรึกษาบางคนของพระองค์ท่าน แต่ก็ไม่ได้ให้หลักฐานอะไรที่จะสนับสนุนเรื่องที่ฟรีแมนกล่าวถึง
ในบรรดาวิธีการต่างๆ ที่รัฐบาลสามารถจะใช้ในการควบคุมหนังสือพิมพ์ให้อยู่ในขอบเขตก็คือ อำนาจในการปิดหนังสือพิมพ์ที่พิมพ์บทความที่รัฐบาลไม่พอใจ
ดังเช่นที่ “บางกอกไทมส์” เขียนไว้ในคอลัมน์บรรณาธิการในปี 1924 ว่า
“ในโลกของราชการในประเทศนี้มีนโยบายที่วางไว้แล้ว คือ ไม่ต้องสนใจคำวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์-เว้นเสียแต่เมื่อเห็นว่าควรจะเรียกตำรวจ” (Bangkok Times. 19 November 1924)
มุมมอง ที่ปรึกษา ฝรั่ง
มาตรการ ควบคุม สื่อ
ปัญหาที่มีการโต้เถียงกันมากภายในรัฐบาลปัญหาหนึ่งในต้นสมัยรัชกาลที่ 7 คือ ควรจะต้องออกพระราชบัญญัติควบคุมหนังสือพิมพ์ที่เข้มงวดกว่าที่ใช้อยู่หรือไม่
กจช. ร.7 รล.19.2/7 ให้ข้อเท็จจริงว่า
พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกลาโหม ทรงเห็นว่า ควรจะมีพระราชบัญญัติควบคุมหนังสือพิมพ์ที่เข้มงวด แต่ นายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาต่างประเทศคัดค้าน
เชิงอรรถของ Batson ขยายความเพิ่มเติมด้วยว่า
เป็นที่น่าสังเกตว่าในกลุ่มที่ต่อต้านการออกพระราชบัญญัติควบคุมหนังสือพิมพ์ที่เข้มงวดขึ้นนั้นกลับมี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ ซึ่งถูกหาว่า “ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่” รวมอยู่ด้วย
เมื่อมีร่างพระราชบัญญัติหนังสือพิมพ์ใหม่เสนอเข้ามา Batson อ้างข้อมูลจาก กจช. สบ.2.42/79 นายสตีเวนส์ ซึ่งแม้จะยอมรับว่าพระราชบัญญัติที่มีอยู่ควรจะเข้มงวดกว่านี้บ้าง
แต่ก็ยังคัดค้านว่าพระราชบัญญัติที่เสนอมานี้
“เป็นพระราชบัญญัติที่บีบบังคับมากเกินกว่าประเทศใดๆ ในโลก…ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าจะมีประเทศไหนที่รวมวิธีการต่างๆ ในการควบคุมหนังสือพิมพ์ไว้ในกฎหมายฉบับเดียวเช่นนี้”
นายสตีเวนส์และบุคคลอื่นๆ อีกหลายคนที่เห็นว่า เสรีภาพของหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งสำคัญมักจะเป็นเสียงส่วนใหญ่ในคณะรัฐบาล
และในทางปฏิบัติแล้ว นโยบายเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 7 ในความเห็นของ Batson นับว่าค่อนข้างจะยืดหยุ่นทีเดียว ส่วนมากแล้วมักจะเป็นการเตือนมากกว่าจะสั่งปิด
ถ้าสั่งปิดก็มักจะเป็นการชั่วคราว ยกเว้นแต่ในกรณีที่เห็นว่าทำผิดร้ายแรงทางการเมืองมากๆ
