bg-single

สงครามโดรน (5) ลัทธิอนุรักษนิยมทหาร

08.10.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (5)

ลัทธิอนุรักษนิยมทหาร

“ไม่ใช่ปัญหาว่าเราเปลี่ยนตัวเองได้เร็วเท่าใด แต่ปัญหาคือเราเปลี่ยนตัวเองได้เร็วเท่าใด เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราความเปลี่ยนแปลงของโลก”

Philip E. Tetlock and Dan Gardner

Superforecasting : The Art and Science of Prediction (2015)

อยากจะขอเกริ่นอีกสักบทถึงปัญหาของกองทัพในวันที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในบริบทของเทคโนโลยีอาวุธ ดังได้นำเสนอในตอนที่แล้วว่า การกำเนิดของ “การปฏิวัติด้านดินปืน” (Gunpowder Revolution) ที่นำไปสู่การเกิดและพัฒนาการของอาวุธยิง ซึ่งการมาของปืนใหญ่ในช่วงแรกนั้น ได้กลายเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามอย่างใหญ่หลวง เพราะปราสาทและกำแพงที่มีความสูง ที่เคยมีความแข็งแรงในการรับศึกนั้น กลับกลายเป็นจุดอ่อนในตัวเอง อันส่งผลให้อำนาจของฝ่ายรุกเหนือกว่าฝ่ายรับ

แต่ต่อมา เราก็เห็นถึง “การปรับตัวทางทหาร” (Military Adaptation) ด้วยการออกแบบของนักคิดทางยุทธศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอย่างโวบอง ที่อาศัยวิชาทั้งวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมเข้ามาเป็นพื้นฐานของการสร้างป้อมของเมืองต่างๆ ของฝรั่งเศสใหม่ การออกแบบเช่นนี้กลับเป็นสมดุลสงครามให้ป้อมที่มีรูปแบบใหม่มีอำนาจในการต้านทานอำนาจการยิงของฝ่ายรุก จนฝ่ายรับกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ข้อคิดที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนอำนาจรุก/รับในสนามรบเช่นนี้ เป็นผลโดยตรงจากการปรับตัวทางทหารของผู้มีอำนาจรัฐและผู้นำทหาร แต่แม้จะมีบทเรียนเช่นนั้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ของยุคแห่งการตื่นรู้ (The Age of Enlightenment) แรงต่อต้านของผู้นำกองทัพต่อการมาของอาวุธใหม่ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ จนเราอาจเรียกชุดความคิดเช่นนี้ว่า “ลัทธิอนุรักษนิยมทหาร” (Military Conservatism)

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่าชุดความคิดนี้ไม่ใช่ “ลัทธิทหารอนุรักษนิยม” (Conservative Militarism) ที่มีนัยถึงการมีความคิดทางการเมืองของทหารในแบบที่เป็นอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นคนละส่วนกับที่เราจะกล่าวถึงในบริบทของทหารในการต่อต้านการมาของอาวุธใหม่และ/หรือเทคโนโลยีใหม่ อันจะเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนความคุ้นชินเดิมๆ ของทหาร ซึ่งแรงต้านนี้ในอีกด้านก็คือ ภาพสะท้อนของธรรมชาติองค์กรทหารที่มีความเป็นอนุรักษนิยมอย่างมาก หรือที่กล่าวเป็นข้อสังเกตในมิติของวัฒนธรรมองค์กรในทางสังคมศาสตร์ว่า องค์กรทหารไม่ได้ถูกออกแบบให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ถูกสร้างเพื่อเป็นผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงต่างหาก

กำเนิดรถถัง

หนึ่งในตัวอย่างของการกำเนิดใหม่ในทางทหารที่ท้าทายในประวัติศาสตร์ คือการกำเนิดของ “รถถัง”… สังคมทหารจะทำอย่างไรเมื่อ “ทหารม้า” ไม่ใช่นักรบที่มาจากชนชั้นขุนนาง และเคยใช้ม้าเป็นพาหนะในการรบเช่นบรรดาอัศวินในยุคกลางอีกต่อไป แต่ด้วยเงื่อนไขทางเทคโนโลยี บรรดา “นักรบบนหลังม้า” ที่ใช้ “ม้าเนื้อ” เป็นเครื่องมือการรบจึงถูกเปลี่ยนเป็น “ม้าเหล็ก” ที่สามารถตะลุยไปได้กับทุกสภาพภูมิประเทศของสนามรบ กล่าวคือ “ม้า” ได้ถูกเทคโนโลยีทหารสมัยใหม่เปลี่ยนเป็น “รถถัง” แทน

รถถังเป็นประดิษฐกรรมโดยตรงของสงครามโลกครั้งที่ 1 เช่นเดียวกันกับเครื่องบินและแก๊สพิษ หากแต่รถถังถูกออกแบบเพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเปิดทาง หรือเป็น “หัวหอก” ให้กับการเข้าตีตรงหน้าของหน่วยทหารราบ ที่เป้าหมายข้างหน้าเป็นแนวสนามเพลาะ ซึ่งมีแนวลวดหีบเพลง รังปืนกล และกำลังทหารข้าศึกที่มีปืนไรเฟิลเป็นอาวุธประจำกาย หรืออีกนัยหนึ่งรถถังถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายอุปสรรคทางธรรมชาติและทางทหารของ “สงครามสนามเพลาะ” ในสงครามโลกครั้งที่ 1

ดังนั้น รถถังในทางยุทธการจึงเป็นเครื่องมือในการทำลายสภาวะของ “การยัน” ทางทหาร (military stalemate) ที่เกิดขึ้นจากลักษณะทางธรรมชาติของสงครามสนามเพลาะ ที่ต่างฝ่ายต่างถูกตรึงกำลังให้อยู่กับที่ เพราะสมดุลสงครามของสงครามสนามเพลาะ อำนาจของฝ่ายรับเหนือกว่า ดังจะเห็นได้ว่าการรุกด้วยคำสั่งให้ทหารขึ้นจากแนวสนามเพลาะ และวิ่งเข้าตีตรงหน้า ซึ่งเบื้องหน้านั้นมีลวดหีบเพลง แนวลวดหนาม และสภาพพื้นที่ที่ขรุขระเป็นอุปสรรคกีดขวาง แต่หลังแนวลวดหีบเพลงเป็นอำนาจการยิงของฝ่ายรับคือ รังปืนกลหนัก ที่สามารถสังหารทหารฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งเข้าหาตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้ทีละเป็นจำนวนมาก

สงครามสนามเพลาะในอีกด้านก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare) อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากสภาวะของความสูญเสียของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งมองไม่เห็นจุดจบของสงคราม แต่กลับเห็นถึงแนวโน้มของสงครามที่ถูกลากยาวออกไป อันมีนัยของความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างมากกับชีวิตของทหาร ฉะนั้น รถถังจะเป็นปัจจัยในการแก้ปัญหาธรรมชาติของสงครามชนิดนี้ คือเป็น “เครื่องมือของการฉีกแนวรบ” ที่กำลังพลถูกตรึงอยู่กับที่

ผ่าทางตัน

หนึ่งในคำอธิบายที่ดีที่สุดของการกำเนิดของรถถังคือ คำอธิบายของฟูลเลอร์ (J. F. C. Fuller) ว่า รถถังถูกพัฒนาให้เป็นจักรกลที่สามารถเดินทางได้ในภูมิประเทศที่เคลื่อนที่ได้ยาก และจะทำหน้าที่ในการรื้อทำลาย “ไตรลักษณ์” ของสงครามสนามเพลาะ (The Trinity of Trench Warfare) คือ สนามเพลาะ ปืนกลหนัก และลวดหนาม ฉะนั้น การผสมผสานขององค์ประกอบ 3 ประการนี้ ทำให้สนามรบในยุโรปของสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิด “รูปแบบใหม่ของสงคราม” อันทำให้เกิดอำนาจของฝ่ายรับอย่างที่ไม่มีนักการทหารคนใดคาดคิดมาก่อน

ในบริบทของหลักนิยมทหาร การจะเอาชนะอุปสรรคของสงครามสนามเพลาะให้ได้ จะต้องทำให้สงครามกลับสู่ความเป็น “สงครามของการเคลื่อนที่” (War of Movement หรือแนวคิดเรื่อง “Mobile Warfare”) ซึ่งในภาษาทหารสมัยใหม่คือ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) อันเป็นสงครามที่ไม่หยุดนิ่ง คือไม่มีสภาพของการถูกตรึงกำลังให้อยู่กับที่เช่นในสงครามสนามเพลาะ และคำตอบที่จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสงครามตรึงกำลังคือ “รถถัง”

อย่างไรก็ตาม รถหุ้มเกราะ (หรือที่คนไทยอาจเรียกว่า “รถเกราะ”) นั้น เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่รถชนิดนี้ก็มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่บนภูมิประเทศที่มีความขรุขระ จนกระทั่งเห็นถึงการกำเนิดของรถที่ใช้ในการทำฟาร์มในสหรัฐ ที่ตัวล้อมีลักษณะเป็น “สายพาน” (caterpillar tractor หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “ตีนตะขาบ”) และเมื่อนำสิ่งนี้มาประกอบเข้ากับรถหุ้มเกราะ ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมันสันดาปภายในด้วยแล้ว ก็ทำให้ความฝันที่จะมียานพาหนะที่สามารถฝ่าแนวพื้นที่ของสงครามสนามเพลาะได้นั้น ปรากฏเป็นจริงขึ้น

การผสมผสานระหว่างรถแทรกเตอร์ที่มีล้อเป็นสายพานเข้ากับความเป็นรถเกราะนั้น เป็นสิ่งที่มีความลงตัวในแง่ของประดิษฐกรรมใหม่อย่างยิ่ง จนต้องถือเป็น “นวัตกรรมทหาร” ที่สำคัญของยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และทำให้องค์ประกอบ 3 ส่วนถูกนำมารวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ คืออำนาจการยิง (ปืนประจำรถถัง) อำนาจในการเคลื่อนที่ และอำนาจในการป้องกันตัวเอง (เกราะรถถัง)

รถถังถูกนำมาใช้งานในสนามรบครั้งแรกในวันที่ 15 กันยายน 1916 เพื่อที่จะทำลายการถูกตรึงกำลังในการรบที่ซอม (Somme) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เพราะรถถังที่จะใช้มีจำนวนเพียง 60 คัน และเมื่อรับคำสั่งเข้าตีนั้น มีจำนวน 49 คันที่สามารถเคลื่อนที่ได้ และในจำนวนนี้มีเพียง 36 คันที่สามารถเคลื่อนจากแนวออกตี เข้าทำการรบร่วมกับทหารราบได้ แต่มีเพียง 9 คันเท่านั้นที่พาตัวเองกลับมาได้ ส่วนอีก 27 คันที่เหลือถ้าไม่ถูกทำลายด้วยปืนใหญ่เยอรมัน ก็เครื่องเสีย หรือไม่ก็ตกลงในสนามเพลาะขึ้นไม่ได้ ซึ่งการออกสนามรบโชว์ครั้งแรกของรถถัง ดูจะไม่ดีเอาเสียเลย

รถถังออกทำการรบใหญ่อีกครั้งที่แคมไบรน์ (Cambrian) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1917 อันเป็นการทดสอบทฤษฎีของ “สงครามรถถัง” (Armored Warfare) ครั้งสำคัญ และมีรถถังในการยุทธ์ครั้งนี้มากกว่า 450 คัน และรถถังประมาณ 300 คันสามารถผ่านแนวออกตีเข้าทำการรบได้จริง และประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการเจาะแนวรบข้าศึกได้ตามต้องการนับจากการเริ่มต้นของสงครามในปี 1914 แม้จะเป็นการเจาะแนวรบอย่างจำกัดก็ตาม

แต่ดูเหมือนกองบัญชาการใหญ่ของอังกฤษจะไม่รู้สึกตื่นเต้นและชื่นชอบกับบทบาทของรถถังเท่าใดนัก นายทหารระดับสูงไม่ได้ตระหนักว่าการรบของรถถังที่แคมไบรน์ครั้งนี้ เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสงคราม ทั้งยังมองไม่เห็นถึงคุณค่าทางยุทธวิธีของรถถัง หรือมองว่ารถถังไม่มีขีดความสามารถทางทหารที่แท้จริง เนื่องจากรถมักจะมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นความจริงในขณะนั้น ดังจะเห็นได้จากการรบที่แคมไบรน์ว่า รถถังราว 300 คันที่เคลื่อนจากแนวออกตีเข้าทำการรบได้ในช่วงระยะเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก มากกว่าครึ่งของรถถังจำนวนนี้มีปัญหาเครื่องยนต์ (รถเสีย)

นอกจากนี้ รถถังวิ่งไม่ได้เร็วมาก และไม่สามารถทำการรบระยะไกล ซึ่งทำให้การเจาะแนวรบของข้าศึกที่มีแนวลึกมากขึ้นนั้น เป็นไปได้ยาก ประกอบกับระบบสื่อสารของรถถังเองมีความจำกัดอย่างมากในการสื่อสารระหว่างกัน จึงทำให้การประสานปฏิบัติการในสนามรบเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ซึ่งข้อวิจารณ์เหล่านี้ราวกับพวกเขาเรียกร้องให้รถถังในปี 1917 มีความสามารถเท่ากับรถถังในปี 1939-1940

ไม่ชอบอาวุธใหม่

ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า ด้วยชุดความคิดแบบ “อนุรักษนิยมทหาร” ฝ่ายต่อต้านจึงไม่เห็นถึงคุณค่าของรถถัง หรือที่มักกล่าวกันว่าสงครามอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการประดิษฐ์อาวุธใหม่ๆ แต่ผู้นำทหารมักจะเป็นฝ่ายต่อต้านสิ่งเหล่านั้นเสียเอง ซึ่งในกรณีนี้ผู้นำทหารอังกฤษมองไม่เห็นมิติของสงครามในอนาคตที่เป็น “ยานยนต์” (Motorization of Warfare) แม้ฟูลเลอร์และลิดเดิล ฮาร์ต จะนำเสนออย่างมากในทางความคิด

แต่ผู้นำทหารเยอรมันและโซเวียตกลับเฝ้ามองพัฒนาการทางความคิดในเรื่องสงครามรถถังของอังกฤษอย่างใส่ใจ และคงจะไม่มีใครสนใจเรื่องนี้มากเท่า “นักสงครามรถถัง” ของกองทัพเยอรมัน อย่าง พ.อ.กูเดรีอัน (Gen. Heinz Guderian – ยศในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) จนพวกเขาถูกจัดให้อยู่ใน “สำนักคิดแบบฟูลเลอร์” (The Fullerian School) และความก้าวหน้าทางความคิดของสงครามยานยนต์เช่นนี้นำไปสู่ความสำเร็จของ “สงครามสายฟ้าแลบ” ของกองทัพเยอรมันในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ต้นกำเนิดทางความคิดอย่างกองทัพอังกฤษ กลับมีความล้าหลังในเรื่องของสงครามรถถังกว่ากองทัพเยอรมันอย่างมาก

ดังนั้น การปรากฏตัวของโดรนในสนามรบจึงชวนให้คิดถึงการต่อต้านรถถังในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะนายทหารระดับสูงบางคนอาจเห็นโดรนเป็นของเล่น ไม่มีขีดความสามารถมากเท่ากับเครื่องบินที่มีนักบิน จึงสนใจจะซื้อแต่เครื่องบินรบ และไม่มีวิสัยทัศน์มากพอที่จะเห็น “การปฏิวัติสนามรบ” เช่นที่ลัทธิอนุรักษนิยมทหารมองรถถังในวันนั้น (ไม่นับเรื่องเงินทอน)!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT