ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (5)
ลัทธิอนุรักษนิยมทหาร
“ไม่ใช่ปัญหาว่าเราเปลี่ยนตัวเองได้เร็วเท่าใด แต่ปัญหาคือเราเปลี่ยนตัวเองได้เร็วเท่าใด เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราความเปลี่ยนแปลงของโลก”
Philip E. Tetlock and Dan Gardner
Superforecasting : The Art and Science of Prediction (2015)
อยากจะขอเกริ่นอีกสักบทถึงปัญหาของกองทัพในวันที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในบริบทของเทคโนโลยีอาวุธ ดังได้นำเสนอในตอนที่แล้วว่า การกำเนิดของ “การปฏิวัติด้านดินปืน” (Gunpowder Revolution) ที่นำไปสู่การเกิดและพัฒนาการของอาวุธยิง ซึ่งการมาของปืนใหญ่ในช่วงแรกนั้น ได้กลายเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามอย่างใหญ่หลวง เพราะปราสาทและกำแพงที่มีความสูง ที่เคยมีความแข็งแรงในการรับศึกนั้น กลับกลายเป็นจุดอ่อนในตัวเอง อันส่งผลให้อำนาจของฝ่ายรุกเหนือกว่าฝ่ายรับ
แต่ต่อมา เราก็เห็นถึง “การปรับตัวทางทหาร” (Military Adaptation) ด้วยการออกแบบของนักคิดทางยุทธศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอย่างโวบอง ที่อาศัยวิชาทั้งวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมเข้ามาเป็นพื้นฐานของการสร้างป้อมของเมืองต่างๆ ของฝรั่งเศสใหม่ การออกแบบเช่นนี้กลับเป็นสมดุลสงครามให้ป้อมที่มีรูปแบบใหม่มีอำนาจในการต้านทานอำนาจการยิงของฝ่ายรุก จนฝ่ายรับกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ข้อคิดที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนอำนาจรุก/รับในสนามรบเช่นนี้ เป็นผลโดยตรงจากการปรับตัวทางทหารของผู้มีอำนาจรัฐและผู้นำทหาร แต่แม้จะมีบทเรียนเช่นนั้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ของยุคแห่งการตื่นรู้ (The Age of Enlightenment) แรงต่อต้านของผู้นำกองทัพต่อการมาของอาวุธใหม่ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ จนเราอาจเรียกชุดความคิดเช่นนี้ว่า “ลัทธิอนุรักษนิยมทหาร” (Military Conservatism)
อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่าชุดความคิดนี้ไม่ใช่ “ลัทธิทหารอนุรักษนิยม” (Conservative Militarism) ที่มีนัยถึงการมีความคิดทางการเมืองของทหารในแบบที่เป็นอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นคนละส่วนกับที่เราจะกล่าวถึงในบริบทของทหารในการต่อต้านการมาของอาวุธใหม่และ/หรือเทคโนโลยีใหม่ อันจะเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนความคุ้นชินเดิมๆ ของทหาร ซึ่งแรงต้านนี้ในอีกด้านก็คือ ภาพสะท้อนของธรรมชาติองค์กรทหารที่มีความเป็นอนุรักษนิยมอย่างมาก หรือที่กล่าวเป็นข้อสังเกตในมิติของวัฒนธรรมองค์กรในทางสังคมศาสตร์ว่า องค์กรทหารไม่ได้ถูกออกแบบให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ถูกสร้างเพื่อเป็นผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงต่างหาก
กำเนิดรถถัง
หนึ่งในตัวอย่างของการกำเนิดใหม่ในทางทหารที่ท้าทายในประวัติศาสตร์ คือการกำเนิดของ “รถถัง”… สังคมทหารจะทำอย่างไรเมื่อ “ทหารม้า” ไม่ใช่นักรบที่มาจากชนชั้นขุนนาง และเคยใช้ม้าเป็นพาหนะในการรบเช่นบรรดาอัศวินในยุคกลางอีกต่อไป แต่ด้วยเงื่อนไขทางเทคโนโลยี บรรดา “นักรบบนหลังม้า” ที่ใช้ “ม้าเนื้อ” เป็นเครื่องมือการรบจึงถูกเปลี่ยนเป็น “ม้าเหล็ก” ที่สามารถตะลุยไปได้กับทุกสภาพภูมิประเทศของสนามรบ กล่าวคือ “ม้า” ได้ถูกเทคโนโลยีทหารสมัยใหม่เปลี่ยนเป็น “รถถัง” แทน
รถถังเป็นประดิษฐกรรมโดยตรงของสงครามโลกครั้งที่ 1 เช่นเดียวกันกับเครื่องบินและแก๊สพิษ หากแต่รถถังถูกออกแบบเพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเปิดทาง หรือเป็น “หัวหอก” ให้กับการเข้าตีตรงหน้าของหน่วยทหารราบ ที่เป้าหมายข้างหน้าเป็นแนวสนามเพลาะ ซึ่งมีแนวลวดหีบเพลง รังปืนกล และกำลังทหารข้าศึกที่มีปืนไรเฟิลเป็นอาวุธประจำกาย หรืออีกนัยหนึ่งรถถังถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายอุปสรรคทางธรรมชาติและทางทหารของ “สงครามสนามเพลาะ” ในสงครามโลกครั้งที่ 1
ดังนั้น รถถังในทางยุทธการจึงเป็นเครื่องมือในการทำลายสภาวะของ “การยัน” ทางทหาร (military stalemate) ที่เกิดขึ้นจากลักษณะทางธรรมชาติของสงครามสนามเพลาะ ที่ต่างฝ่ายต่างถูกตรึงกำลังให้อยู่กับที่ เพราะสมดุลสงครามของสงครามสนามเพลาะ อำนาจของฝ่ายรับเหนือกว่า ดังจะเห็นได้ว่าการรุกด้วยคำสั่งให้ทหารขึ้นจากแนวสนามเพลาะ และวิ่งเข้าตีตรงหน้า ซึ่งเบื้องหน้านั้นมีลวดหีบเพลง แนวลวดหนาม และสภาพพื้นที่ที่ขรุขระเป็นอุปสรรคกีดขวาง แต่หลังแนวลวดหีบเพลงเป็นอำนาจการยิงของฝ่ายรับคือ รังปืนกลหนัก ที่สามารถสังหารทหารฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งเข้าหาตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้ทีละเป็นจำนวนมาก
สงครามสนามเพลาะในอีกด้านก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “สงครามทอนกำลัง” (Attrition Warfare) อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากสภาวะของความสูญเสียของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งมองไม่เห็นจุดจบของสงคราม แต่กลับเห็นถึงแนวโน้มของสงครามที่ถูกลากยาวออกไป อันมีนัยของความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างมากกับชีวิตของทหาร ฉะนั้น รถถังจะเป็นปัจจัยในการแก้ปัญหาธรรมชาติของสงครามชนิดนี้ คือเป็น “เครื่องมือของการฉีกแนวรบ” ที่กำลังพลถูกตรึงอยู่กับที่
ผ่าทางตัน
หนึ่งในคำอธิบายที่ดีที่สุดของการกำเนิดของรถถังคือ คำอธิบายของฟูลเลอร์ (J. F. C. Fuller) ว่า รถถังถูกพัฒนาให้เป็นจักรกลที่สามารถเดินทางได้ในภูมิประเทศที่เคลื่อนที่ได้ยาก และจะทำหน้าที่ในการรื้อทำลาย “ไตรลักษณ์” ของสงครามสนามเพลาะ (The Trinity of Trench Warfare) คือ สนามเพลาะ ปืนกลหนัก และลวดหนาม ฉะนั้น การผสมผสานขององค์ประกอบ 3 ประการนี้ ทำให้สนามรบในยุโรปของสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิด “รูปแบบใหม่ของสงคราม” อันทำให้เกิดอำนาจของฝ่ายรับอย่างที่ไม่มีนักการทหารคนใดคาดคิดมาก่อน
ในบริบทของหลักนิยมทหาร การจะเอาชนะอุปสรรคของสงครามสนามเพลาะให้ได้ จะต้องทำให้สงครามกลับสู่ความเป็น “สงครามของการเคลื่อนที่” (War of Movement หรือแนวคิดเรื่อง “Mobile Warfare”) ซึ่งในภาษาทหารสมัยใหม่คือ “สงครามดำเนินกลยุทธ์” (Maneuver Warfare) อันเป็นสงครามที่ไม่หยุดนิ่ง คือไม่มีสภาพของการถูกตรึงกำลังให้อยู่กับที่เช่นในสงครามสนามเพลาะ และคำตอบที่จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสงครามตรึงกำลังคือ “รถถัง”
อย่างไรก็ตาม รถหุ้มเกราะ (หรือที่คนไทยอาจเรียกว่า “รถเกราะ”) นั้น เกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่รถชนิดนี้ก็มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่บนภูมิประเทศที่มีความขรุขระ จนกระทั่งเห็นถึงการกำเนิดของรถที่ใช้ในการทำฟาร์มในสหรัฐ ที่ตัวล้อมีลักษณะเป็น “สายพาน” (caterpillar tractor หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “ตีนตะขาบ”) และเมื่อนำสิ่งนี้มาประกอบเข้ากับรถหุ้มเกราะ ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมันสันดาปภายในด้วยแล้ว ก็ทำให้ความฝันที่จะมียานพาหนะที่สามารถฝ่าแนวพื้นที่ของสงครามสนามเพลาะได้นั้น ปรากฏเป็นจริงขึ้น
การผสมผสานระหว่างรถแทรกเตอร์ที่มีล้อเป็นสายพานเข้ากับความเป็นรถเกราะนั้น เป็นสิ่งที่มีความลงตัวในแง่ของประดิษฐกรรมใหม่อย่างยิ่ง จนต้องถือเป็น “นวัตกรรมทหาร” ที่สำคัญของยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และทำให้องค์ประกอบ 3 ส่วนถูกนำมารวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ คืออำนาจการยิง (ปืนประจำรถถัง) อำนาจในการเคลื่อนที่ และอำนาจในการป้องกันตัวเอง (เกราะรถถัง)
รถถังถูกนำมาใช้งานในสนามรบครั้งแรกในวันที่ 15 กันยายน 1916 เพื่อที่จะทำลายการถูกตรึงกำลังในการรบที่ซอม (Somme) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เพราะรถถังที่จะใช้มีจำนวนเพียง 60 คัน และเมื่อรับคำสั่งเข้าตีนั้น มีจำนวน 49 คันที่สามารถเคลื่อนที่ได้ และในจำนวนนี้มีเพียง 36 คันที่สามารถเคลื่อนจากแนวออกตี เข้าทำการรบร่วมกับทหารราบได้ แต่มีเพียง 9 คันเท่านั้นที่พาตัวเองกลับมาได้ ส่วนอีก 27 คันที่เหลือถ้าไม่ถูกทำลายด้วยปืนใหญ่เยอรมัน ก็เครื่องเสีย หรือไม่ก็ตกลงในสนามเพลาะขึ้นไม่ได้ ซึ่งการออกสนามรบโชว์ครั้งแรกของรถถัง ดูจะไม่ดีเอาเสียเลย
รถถังออกทำการรบใหญ่อีกครั้งที่แคมไบรน์ (Cambrian) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1917 อันเป็นการทดสอบทฤษฎีของ “สงครามรถถัง” (Armored Warfare) ครั้งสำคัญ และมีรถถังในการยุทธ์ครั้งนี้มากกว่า 450 คัน และรถถังประมาณ 300 คันสามารถผ่านแนวออกตีเข้าทำการรบได้จริง และประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการเจาะแนวรบข้าศึกได้ตามต้องการนับจากการเริ่มต้นของสงครามในปี 1914 แม้จะเป็นการเจาะแนวรบอย่างจำกัดก็ตาม
แต่ดูเหมือนกองบัญชาการใหญ่ของอังกฤษจะไม่รู้สึกตื่นเต้นและชื่นชอบกับบทบาทของรถถังเท่าใดนัก นายทหารระดับสูงไม่ได้ตระหนักว่าการรบของรถถังที่แคมไบรน์ครั้งนี้ เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสงคราม ทั้งยังมองไม่เห็นถึงคุณค่าทางยุทธวิธีของรถถัง หรือมองว่ารถถังไม่มีขีดความสามารถทางทหารที่แท้จริง เนื่องจากรถมักจะมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นความจริงในขณะนั้น ดังจะเห็นได้จากการรบที่แคมไบรน์ว่า รถถังราว 300 คันที่เคลื่อนจากแนวออกตีเข้าทำการรบได้ในช่วงระยะเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก มากกว่าครึ่งของรถถังจำนวนนี้มีปัญหาเครื่องยนต์ (รถเสีย)
นอกจากนี้ รถถังวิ่งไม่ได้เร็วมาก และไม่สามารถทำการรบระยะไกล ซึ่งทำให้การเจาะแนวรบของข้าศึกที่มีแนวลึกมากขึ้นนั้น เป็นไปได้ยาก ประกอบกับระบบสื่อสารของรถถังเองมีความจำกัดอย่างมากในการสื่อสารระหว่างกัน จึงทำให้การประสานปฏิบัติการในสนามรบเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ซึ่งข้อวิจารณ์เหล่านี้ราวกับพวกเขาเรียกร้องให้รถถังในปี 1917 มีความสามารถเท่ากับรถถังในปี 1939-1940
ไม่ชอบอาวุธใหม่
ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า ด้วยชุดความคิดแบบ “อนุรักษนิยมทหาร” ฝ่ายต่อต้านจึงไม่เห็นถึงคุณค่าของรถถัง หรือที่มักกล่าวกันว่าสงครามอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการประดิษฐ์อาวุธใหม่ๆ แต่ผู้นำทหารมักจะเป็นฝ่ายต่อต้านสิ่งเหล่านั้นเสียเอง ซึ่งในกรณีนี้ผู้นำทหารอังกฤษมองไม่เห็นมิติของสงครามในอนาคตที่เป็น “ยานยนต์” (Motorization of Warfare) แม้ฟูลเลอร์และลิดเดิล ฮาร์ต จะนำเสนออย่างมากในทางความคิด
แต่ผู้นำทหารเยอรมันและโซเวียตกลับเฝ้ามองพัฒนาการทางความคิดในเรื่องสงครามรถถังของอังกฤษอย่างใส่ใจ และคงจะไม่มีใครสนใจเรื่องนี้มากเท่า “นักสงครามรถถัง” ของกองทัพเยอรมัน อย่าง พ.อ.กูเดรีอัน (Gen. Heinz Guderian – ยศในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2) จนพวกเขาถูกจัดให้อยู่ใน “สำนักคิดแบบฟูลเลอร์” (The Fullerian School) และความก้าวหน้าทางความคิดของสงครามยานยนต์เช่นนี้นำไปสู่ความสำเร็จของ “สงครามสายฟ้าแลบ” ของกองทัพเยอรมันในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ต้นกำเนิดทางความคิดอย่างกองทัพอังกฤษ กลับมีความล้าหลังในเรื่องของสงครามรถถังกว่ากองทัพเยอรมันอย่างมาก
ดังนั้น การปรากฏตัวของโดรนในสนามรบจึงชวนให้คิดถึงการต่อต้านรถถังในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะนายทหารระดับสูงบางคนอาจเห็นโดรนเป็นของเล่น ไม่มีขีดความสามารถมากเท่ากับเครื่องบินที่มีนักบิน จึงสนใจจะซื้อแต่เครื่องบินรบ และไม่มีวิสัยทัศน์มากพอที่จะเห็น “การปฏิวัติสนามรบ” เช่นที่ลัทธิอนุรักษนิยมทหารมองรถถังในวันนั้น (ไม่นับเรื่องเงินทอน)!
