‘เงินทอนวัด-สีกา’ เขย่าดงขมิ้น ศูนย์พระฯ ชำระล้างเหลือบสงฆ์ ‘กฎแห่งกรรม’ ยุติธรรมเสมอ
บทความโล่เงิน
‘เงินทอนวัด-สีกา’ เขย่าดงขมิ้น
ศูนย์พระฯ ชำระล้างเหลือบสงฆ์
‘กฎแห่งกรรม’ ยุติธรรมเสมอ
เป็นเรื่องดังแหวกข่าววงการผ้าเหลืองขณะนี้ คือ คดีเงินทอนวัด ที่เคยเกรียวกราวเมื่อกลางปี 2560 สั่นสะเทือนสังคมไทยขณะนั้นมาก
ในที่สุด นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) วัย 72 ปี ผู้ต้องหา คดีทุจริตเงินทอนวัด ได้เข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ
หลังหลบหนีไปกว่า 8 ปี ถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลับมาดำเนินคดีในไทย
เหตุ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร่ำรวยผิดปกติ เบียดบังทรัพย์วัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดในจังหวัดชายแดนใต้ 65 แห่ง
รวมทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ กว่า 575 ล้านบาท และ ป.ป.ช.ยังอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวกว่า 176 ล้านบาท
ต่อมาอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 นำตัวนายนพรัตน์ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 151 และ 157 และขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืน หรือชดใช้เงิน 8,000,000 บาท แก่ พศ. ผู้เสียหาย
ศาลได้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา
ปรากฏไม่มีญาติ หรือบุคคลอื่นใด ยื่นขอประกันตัว จึงนำตัวเข้าเรือนจำสมุทรสงคราม
มาถึงยุคนี้ขบวนการที่ทำให้พุทธศาสนามัวหมองก็ยังมีอยู่ต่อไป
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย บิ๊กก้อง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ขณะนั้น (ปัจจุบันผู้ช่วย ผบ.ตร.) เล็งเห็นว่าปัญหาไม่สามารถปล่อยให้เรื้อรังต่อไปได้ จึงมีคำสั่งตั้ง “ศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา” ขึ้น
โดยมี บิ๊กเต่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และทีมงาน เป็นคีย์แมน ขับเคลื่อน
ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้น หลังเกิดเหตุ “สีกากอล์ฟ” สุดอื้อฉาว ตำรวจพบหลักฐานในโทรศัพท์มือถือ เป็นภาพและคลิปวิดีโอจำนวนมาก ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับพระผู้ใหญ่หลายรูป ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงสร้างความตกตะลึงต่อสังคม แต่ยังนำไปสู่การลาสิกขาพระผู้ใหญ่ 13 รูป
ภารกิจสำคัญศูนย์คือการกำจัดเหลือบที่หากินอยู่ภายใต้ผ้าเหลือง รวมทั้งจัดการพระประพฤติผิดวินัย เสพเมถุน ที่เป็นปัญหาซ่อนอยู่ใต้พรมมานาน
ความจริง พศ.มีหน้าที่ตรวจสอบและดูแลพระธรรมวินัย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรและปริมาณเรื่องร้องเรียนที่ท่วมท้น ทำให้สะสางไม่ทัน อีกทั้งปัญหาลูบหน้าปะจมูก
การที่ตำรวจสอบสวนกลางเข้ามาเสริม จึงช่วยให้กระบวนการสืบสวนสอบสวนทำได้รวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น เพราะตำรวจมีเครือข่ายกำลังพลทั่วประเทศ สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที และมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินคดี
พล.ต.ต.จรูญเกียรติเปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์นี้กำลังตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกว่า 600 กรณี โดยเป็นเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมพระสงฆ์ถึง 64% เรื่องความผิดทางอาญากว่า 10% ความผิดขั้นปาราชิก 5-6% และเรื่องที่ยังไม่มีมูลประมาณ 20% โดยมีพระสงฆ์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมาย เป้าหมายทั้งหมด 181 รูป รวมถึงกรณีล่าสุด การสืบสวนหาข้อเท็จจริง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาวงการพระพุทธศาสนามีความซับซ้อนและต้องการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน
ศูนย์นี้จึงเป็นหน่วยเสริม เพื่อให้แก้ปัญหาทันสถานการณ์
โดยเฉพาะบางกรณีมีพระผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เรื้อรัง
อีกทั้งที่สำคัญได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช มีมติให้จัดตั้งศูนย์เพื่อแยกแยะน้ำดีน้ำเสียในวงการสงฆ์และแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
“ศูนย์พระฯ นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา ภายหลังมีการจับกุมและตรวจสอบหลายคดีเกี่ยวกับสงฆ์โดยมีเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้สั่งให้ศูนย์นี้เป็นผู้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่มหาเถรสมาคมมีมติแก้ปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์ แล้วรายงานต่อเลขาธิการสมเด็จพระสังฆราช ว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจ ผมก็จะไปปรึกษา” พล.ต.ต.จรูญเกียรติระบุ
รอง ผบช.ก.ยังกล่าวอีกว่า การจัดตั้งศูนย์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการดูแลพระพุทธศาสนาในมิติใหม่ เน้นความร่วมมือระหว่างตำรวจ พศ. และคณะสงฆ์ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ปัญหาที่เคยสะสมมายาวนานจะค่อยๆ คลี่คลายได้
ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา
“ผมอยากฝากถึงประชาชนว่า การดำเนินการพระสงฆ์ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังทำลายศาสนา พระกว่า 99% น่าเคารพกราบไหว้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ประพฤติผิด เรากำลังแยกแยะ เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทย” บิ๊กเต่ากล่าว
จึงเป็นจุดเริ่มต้นการดูแลพระพุทธศาสนาในมิติใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการปกป้องศรัทธาประชาชน และสร้างความโปร่งใสในวงการพระสงฆ์ให้กลับคืนมา
แต่กฎหมายก็สู้กฎแห่งกรรมไม่ได้ เพราะกฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ
