ประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่ : ความหมายต่อผู้ประกันตนนับล้านคน
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ประชาพิจารณ์สูตรบำนาญใหม่
: ความหมายต่อผู้ประกันตนนับล้านคน
เดือนตุลาคม 2568 ในที่สุดสูตรบำนาญสูตรใหม่ของประกันสังคมก็พร้อมสำหรับกระบวนการทำประชาพิจารณ์
ซึ่งนับเป็นเส้นทางที่ยาวนาน นับตั้งแต่การเริ่มศึกษาในปี 2563 จนผ่านอนุกรรมการสิทธิประโยชน์ และถกเถียงอย่างหนักในคณะกรรมการชุดใหญ่ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งกระแสหลักและกระแสรองมากมาย จนมีการตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อสรุปสูตรคำนวณนี้ และการประชุมก็เป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดสี่เดือน
จนคณะกรรมการประกันสังคมรับหลักการครั้งที่สองเพื่อเดินหน้าสู่การทำประชาพิจารณ์
ผมขอใช้พื้นที่นี้สรุปสูตร CARE อีกครั้ง เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าสำคัญของสูตรคำนวณบำนาญประกันสังคม
ปัญหาของสูตรเก่า
สูตรเก่าใช้ วิธีคิดคือ 60 เดือนสุดท้าย ของการสมทบ คูณด้วยร้อยละ 20 จากนั้นบวกเพิ่มไปปีละ 1.5% ในทุกปีที่สมทบเกิน 15 ปี และจะได้รับบำนาญไปตลอดชีวิต สูตรนี้เริ่มใช้ในปี 2542 อันหมายความว่า มีผู้ประกันตนเริ่มมีสิทธิ์รับบำนาญจริงๆ คือราวปี 2557 ในอัตราส่วนที่ไม่สูงนัก
จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้มีสิทธิ์รับบำนาญอยู่ราว 800,000 คน และจ่ายสิทธิประโยชน์เป็นตัวเงินราว 27,000 ล้านบาท หรือคิดค่าเฉลี่ยแล้ว สิ้นปี 2567 ผู้รับบำนาญประกันสังคมรับบำนาญเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,812 บาทต่อเดือน
ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วคนรับบำนาญจะใช้เวลาประมาณ 6-7 ปีในการคืนทุนที่สมทบส่วนชราภาพ ที่เหลือจะเป็นกำไรจนกระทั่งเสียชีวิต
แต่หัวใจใหญ่คือ ตัวเลขข้างต้นคือค่าเฉลี่ย สูตรบำนาญเดิมมีปัญหาอย่างมาก เนื่องด้วยลักษณะการจ้างงานในตลาดแรงงานไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2540 และยิ่งปัจจุบันในปี 2568 เราจะเห็นภาพของการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่น มีความไม่แน่นอนสูง
กล่าวคือ คนทำงานจำนวนมากไม่สามารถที่จะรักษาระดับค่าจ้างในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้
ดังนั้น ภาพฝันที่เงิน 5 ปีสุดท้ายจะเป็นฐานเงินสูงสุดในชีวิตจึงห่างไกลจากความเป็นจริง เพราะการทำงานจริงของประชาชนส่วนใหญ่มีการกระโดดข้ามสายอาชีพ ข้ามสู่การเป็นผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการสลับมาสมทบมาตรา 39 ในบางช่วงเวลาของชีวิต
พอใช้สูตรคำนวณนี้ เราจึงพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่สมทบประกันสังคมเพื่อให้ตัวเองได้รับบำนาญน้อยลง ซึ่งมีกรณีศึกษาจำนวนไม่น้อยที่มีผู้ประกันตนสูญเสียเงินบำนาญมากกว่า 50% จากการใช้สูตรคำนวณนี้
เช่น หากเขาไม่ส่งมาตรา 39 เขาจะได้รับเงินบำนาญ 3,800 บาท แต่การสมทบทำให้พวกเขาได้รับบำนาญเหลือเพียงแค่ประมาณ 1,700 บาท
ผมได้รับข้อความและความทุกข์อันแสนสาหัสจากผู้ประกันตนจำนวนมาก และกลายเป็นตราบาปในชีวิตพวกเขา
อย่าลืมว่าประกันสังคมคือเงินก้อนสุดท้ายของพวกเขา คนที่ทำงานมาทั้งชีวิต เงินบำนาญ 3,000 กว่าบาทอาจเป็นเศษเงินของคนบางกลุ่ม
แต่มันก็สำคัญพอที่จะเป็นหลักประกันในชีวิตได้ระดับหนึ่งเมื่อไม่สามารถทำงานได้แล้ว การเสนอสูตรบำนาญใหม่นี้จึงพยายามแก้ไขปัญหาข้างต้น
และพยายามยึดอยู่บนหลักการสำคัญที่ทำให้บำนาญสอดคล้องกับการสมทบของผู้ประกันตนและถูกคำนวณอย่างเป็นธรรม
ความเข้าใจผิด
และความเข้าใจคลาดเคลื่อน
เกี่ยวกับสูตรบำนาญใหม่
สูตรบำนาญใหม่ที่เรียกกันว่าสูตร CARE -Career Average Revalued Earning หรือการนำค่าเฉลี่ยตลอดอายุการส่งมาปรับเป็นค่าปัจจุบัน เพื่อคำนวณฐานเงินเดือน
ความกังวลใจแรก สำหรับกลุ่มคนที่มีเงินเดือนน้อยช่วงแรก 5-6 พันบาทต่อเดือน ซึ่งตอนนี้เงินเดือนเกิน 15,000 ไปแล้ว การคิด “เฉลี่ย” จะทำให้ถูกดึงถ่วงฐานเงินเดือนหรือไม่?
ในจุดนี้ต้องอธิบายว่า การคิดค่าเฉลี่ยในแต่ละปีนั้น จะคิดเป็นคะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยรายได้ของปีนั้น ดังนั้น คนที่เงินเดือน 7,000 ในปี 2542 เมื่อเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของทุกคนในปีนั้นอาจมีมูลค่าประมาณ 15,000 บาทในปีปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น สูตรคำนวณนี้ได้มีการพิจารณามากไปกว่าการที่เงินเดือนน้อยช่วงท้าย หรือช่วงแรก แต่ไม่ว่าเงินเดือนน้อยในช่วงใดๆ ของชีวิตการสมทบ แต่เงินเดือนส่วนใหญ่อยู่ในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย เราจะเรียกว่าปรากฏการณ์ “แต้มชนเพดาน” กล่าวคือ จะได้รับฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับการคำนวณบำนาญอยู่ดี
ประการถัดมามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า สูตรบำนาญนี้คือสูตรของ “ม.39” หรือสูตรนี้เน้นประโยชน์ของผู้ประกันตน ม.39 ซึ่งเป็นการสรุปที่คลาดเคลื่อน
ประการแรก เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่า ผู้รับบำนาญเป็นผู้ประกันตนมาตราไหน เพราะมีการสลับสับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ประการถัดมา ผู้ประกันตนที่ส่ง ม.39 เป็นหลักเกินสิบปีขึ้นไปไม่ได้ประโยชน์จากสูตรนี้อย่างมีนัยสำคัญเพราะฐานเงินเดือนคงที่มาตลอด
ประการสุดท้าย กลุ่มที่ได้ประโยชน์เป็นหลักคือผู้ประกันตนที่ส่ง ม.33 มาเป็นระยะเวลานาน และเงินเดือนลดลงในช่วงท้ายไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร หรือกลุ่มที่เงินเดือนในอดีตสูงกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วงแต่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ
อย่างไรก็ตาม พูดถึงนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวพันกับชีวิตคนหลักล้านคนย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีของสูตรใหม่นี้จะมีการชดเชยตามเงื่อนไขที่กำหนด
และสำหรับผู้ที่รับบำนาญไปแล้ว หากคำนวณแล้วได้รับบำนาญเพิ่มมากขึ้นก็จะได้รับบำนาญใหม่ทันที หากไม่ได้รับเพิ่มขึ้นก็ใช้สูตรเดิม เมื่อพ้นห้าปีความแตกต่างระหว่างสูตรเก่าและสูตรใหม่จะน้อยลงโดยไม่มีนัยสำคัญ
และเมื่อรวมกับการปรับเพดานค่าจ้าง จะสามารถทำให้ผู้ประกันตน คนทำงาน มนุษย์เงินเดือนได้รับบำนาญสูงถึงราว 11,500 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่จะเกษียณอีกในสิบปีข้างหน้า
ส่วนประเด็นคำถามเรื่องความยั่งยืนของกองทุน ฝ่ายวิจัยได้สรุปข้อมูลสำคัญว่า งบประมาณที่ใช้ทั้งการเยียวยา การจ่ายบำนาญใหม่ให้แก่ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หรือผู้ที่จะเกษียณไม่ได้มีผลกระทบต่อกองทุนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว ใช้เงินเพิ่มขึ้นราวปีละ 1,000 ล้านบาท หรือการชดเชยทั้งหมดรวมแล้วก็ประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท
ตัวเลขฟังดูเยอะ แต่หากพิจารณาแล้ว เงินเด็กที่ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับเด็ก 1.2 ล้านคนใช้งบประมาณราว 3,000 ล้านบาท งบประมาณการผลิตปฏิทิน 50 ล้านบาท 20 ปีก็ราวๆ 1,000 ล้านบาท หากคิดค่าเสียโอกาสการลงทุนก็ราว 3,000 ล้านบาท
ดังนั้น เงิน 8,000 ล้านบาทต่อปีที่เพิ่มขึ้นเพื่อกระจายให้คน 800,000 คนที่รับบำนาญอยู่ และอีกปีละ 200,000 คนที่จะรับบำนาญใหม่ในแต่ละปีจึงนับเป็นเงินเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนาดของประกันสังคม
โดยอย่าลืมว่างบประมาณที่ใช้นี้คือสิ่งที่พวกเขาควรได้รับอยู่แล้วจากสูตรที่ไม่เป็นธรรมในอดีต
เรื่องตัวเลขไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป สำคัญว่าเราเห็นความสำคัญของเรื่องนี้หรือไม่
เพื่อลบคราบน้ำตาของเราประชาราษฎร์ เงินบำนาญก้อนสุดท้ายที่จะรักษาชีวิตของคนธรรมดา
การแสดงความคิดเห็นผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์สามารถทำได้ที่ เพจ ประกันสังคม-กระทรวงแรงงาน หรือติดตามได้ที่เพจ “ประกันสังคมก้าวหน้า” ตลอดช่วงเดือนตุลาคม
