ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ประกันสังคม
: การต่อสู้ที่ไม่เคยอยู่ในที่สว่าง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมออกรายการ Friends Talk กับ ส.ส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก จากพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับประกันสังคม ทั้งความหวัง ปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น
การสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมได้มองเห็นภาพรวมของการต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างชัดเจนขึ้น
และรู้สึกว่าเป็นเรื่องราวที่ควรนำมาเล่าให้สาธารณชนได้รับรู้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
คําถามแรกที่เราพูดถึงกันคือ ทำไมการผลักดันสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนถึงดูยากและมีเรื่องราวซับซ้อนมากมาย คำตอบที่ผมและ ส.ส.ไอซ์ เห็นตรงกันคือ ประกันสังคมไม่เคยอยู่ในที่สว่าง
มันคือหน่วยงานที่มีงบประมาณสูง มีผลประโยชน์มหาศาล แต่กลับถูกปกคลุมด้วยความลึกลับและความไม่โปร่งใส
ที่สำคัญกว่านั้นคือ คนไทยถูกทำให้คิดว่าเรื่องเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไป เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะเข้าไปยุ่งได้
ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เราเมินเฉยต่อปัญหา ทำให้สิ่งที่ควรเป็นประโยชน์ของประชาชนไม่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง
เราต้องยอมรับความจริงว่า การผลักดันอะไรต่างๆ ในระบบประกันสังคมไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่ายเสมอไป
มันต้องอาศัยแรงจูงใจทางการเมืองที่แข็งแกร่ง
ต้องอาศัยความสามารถในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการสนับสนุนจากสาธารณะในวงกว้าง
ถ้ามองย้อนกลับไป เรื่องที่เราคิดว่ายากอย่างการเพิ่มเงินสวัสดิการเด็กหรือประกันการว่างงาน ก็ยังผลักดันสำเร็จได้ในที่สุด
แต่ยังมีเรื่องที่ยากกว่านั้นอีกมาก อาทิ การเสนอสูตรบำนาญใหม่ที่เป็นธรรมกว่าเดิม หรือการปรับเพดานค่าจ้างให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
เรื่องเหล่านี้มีความซับซ้อนสูง ต้องอาศัยคนที่ตั้งใจผลักดันอย่างจริงจัง มีการสนับสนุนจากประชาชน
และที่สำคัญคือต้องมีคนที่เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญจริงๆ
ถ้ามองไปที่ต่างประเทศ เราจะเห็นตัวอย่างที่น่าสนใจหลายกรณี ในประเทศฝรั่งเศส การปฏิรูประบบบำนาญเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งใหญ่หลายครั้ง เพราะประชาชนเข้าใจดีว่าสิทธิประโยชน์เหล่านี้มีค่า และพวกเขาไม่ยอมให้ใครมาลิดรอนสิทธิของตน
ส่วนในเกาหลีใต้ การขยายความคุ้มครองของประกันสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานอิสระและผู้ประกอบการรายย่อย เกิดขึ้นได้เพราะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนจากภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง
สิ่งที่เหมือนกันในทุกกรณีคือ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เมื่อมีการรวมพลังระหว่างประชาชน นักการเมือง และผู้เชี่ยวชาญที่มองเห็นความสำคัญของสิทธิประโยชน์ทางสังคม
อีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมถึงมีการคัดค้านการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ผมกับ ส.ส.ไอซ์ มีความเห็นตรงกันว่า เราเข้าไปในระบบเหมือนสิ่งแปลกปลอม
ฝ่ายที่มีอำนาจในวงการประกันสังคมกลัวอย่างแท้จริง ไม่ใช่กลัวว่าพวกเราจะทำให้ระบบเสียหาย แต่กลัวว่าถ้าเราผลักดันสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนได้สำเร็จ ประชาชนจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้จริง
พวกเขากลัวว่าความสำเร็จเหล่านี้จะกลายเป็นแรงหนุนทางการเมืองที่ทรงพลัง ทำให้เราได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น และอาจนำไปสู่การชนะเลือกตั้งในอนาคต หรือเป็นแนวหนุนการปฏิรูป
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมือง
ในหลายประเทศ การต่อต้านนโยบายสวัสดิการสังคมมักมาจากความกลัวว่า นโยบายเหล่านี้จะทำให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มผู้สนับสนุนได้รับความนิยม
ในสหรัฐอเมริกา การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง Medicare และ Medicaid ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรง
โดยฝ่ายค้านมักใช้ข้ออ้างทางเทคนิคหรือทางเศรษฐศาสตร์
แต่แรงจูงใจที่แท้จริงคือความกลัวว่า ถ้านโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จ พรรคเดโมแครตจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น
ในบริบทของไทย สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายกันมาก ถ้าฝ่ายที่มีอำนาจคัดค้านการเปลี่ยนแปลงโดยตรงไม่ได้ เพราะจะดูไม่ดีต่อสาธารณชน
สิ่งที่พวกเขาทำก็คือพยายามทำให้การผลักดันของเรายากขึ้น สร้างอุปสรรคในทุกขั้นตอน ทำให้กระบวนการล่าช้า เพื่อลดแรงสนับสนุนและความสนใจจากประชาชน
เป้าหมายคือทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่กระทบโครงสร้างอำนาจที่แท้จริง
และที่สำคัญคือทำให้ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากและไม่คุ้มค่า
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ผมยังจำได้ว่ามีคนบางกลุ่มที่เอ่ยชื่นชมและเฉลิมฉลองกันเมื่อสามารถกีดขวางผลประโยชน์ของผู้ประกันตนให้ล่าช้าได้สำเร็จ
พวกเขามองว่าการที่ทำให้การผลักดันสิทธิประโยชน์ล้มเหลวหรือล่าช้าออกไปนั้นเป็น “ผลงาน” ที่น่าภาคภูมิใจ
เป็นการ “ปกป้อง” ระบบจากการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคาม
นี่คือการบิดเบือนคุณค่าอย่างที่สุด
เพราะหน้าที่ของผู้บริหารประกันสังคมควรเป็นการทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การกีดขวางสิทธิประโยชน์เหล่านั้น
ในโลกของการเมืองและการบริหารงาน มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การจับตัวประกันเชิงระเบียบ” หรือ regulatory capture
ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่ควรถูกกำกับดูแล จนหน่วยงานนั้นกลับทำงานเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มเหล่านั้นแทนที่จะเป็นเพื่อประชาชน
ในกรณีของประกันสังคมไทย เราเห็นสัญญาณของปรากฏการณ์นี้ชัดเจน เมื่อผู้ที่ควรเป็นผู้พิทักษ์สิทธิของผู้ประกันตนกลับกลายเป็นผู้ปกป้องระบบที่ไม่เป็นธรรม
เป้าหมายของกลุ่มเหล่านี้ชัดเจน พวกเขาต้องการทำให้เราเหนื่อยล้า อ่อนแรง และสิ้นหวัง
ถ้าทำให้การต่อสู้แต่ละครั้งยากลำบากพอ ถ้าทำให้ความก้าวหน้าแต่ละก้าวต้องใช้พลังงานมหาศาล ในที่สุดคนที่ต่อสู้ก็จะหมดแรงและยอมแพ้
นี่คือกลยุทธ์ที่ใช้กันทั่วโลกในการต่อต้านการปฏิรูป ไม่ใช่การปฏิเสธโดยตรง แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างช้าลงจนน่าหงุดหงิด จนผู้คนเบื่อหน่ายและหันไปสนใจเรื่องอื่น
แล้วเราจะทนอยู่กับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร
ผมต้องบอกตรงๆ ว่าเงื่อนไขนี้เป็นเงื่อนไขที่ยากลำบากอย่างแท้จริง
ประกันสังคมเหมือนกับเป็นกระทรวงหนึ่ง แต่มีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน ประกอบด้วยสามฝ่ายหลักคือ ผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐ ยังไม่นับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการด้วย
กระทรวงที่มีงบประมาณมหาศาลนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของผู้คนจำนวนมาก
แต่ก็ต้องยอมรับว่า สำหรับพวกเราที่เป็นตัวแทนผู้ประกันตน นี่คือพื้นที่ที่เราสามารถผลักดันสิทธิประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสียอีก
เราสามารถช่วยเหลือเด็กกว่าล้านคน ช่วยคนว่างงานหลายแสนคน รวมถึงคนที่ใช้สิทธิ์รักษาฟันกว่าสี่ล้านคนต่อปี
และเรื่องใหญ่ที่เราพยายามผลักดันให้สำเร็จก็คือเรื่องบำนาญ เพื่อผลประโยชน์ของคนนับล้านคนในอนาคต
แน่นอนว่าการกีดขวางที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการคัดค้านด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์หรือวิชาการ
แต่เป็นการกีดขวางที่มาจากความตั้งใจทางการเมืองเป็นหลัก
สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเราคือ เราได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่ในการสื่อสาร
ผมดีใจอย่างยิ่งที่ ส.ส.ไอซ์ สามารถใช้พื้นที่ประกันสังคมร่วมกับพื้นที่ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเธอในการทำให้คนรู้จักและสนใจในเรื่องนี้
การที่มีสมาชิกรัฐสภาหน้าใหม่ที่กล้ายืนหยัดและใช้ชื่อเสียงของตนเองเพื่อผลักดันผลประโยชน์ของประชาชน นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ในหลายประเทศ เราเห็นตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการการเมือง
ในสหรัฐอเมริกา Alexandria Ocasio-Cortez ใช้ความเป็นสมาชิกสภาคองเกรสคนหนุ่มสาวในการผลักดันประเด็นสิทธิแรงงานและสวัสดิการสังคม แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม
ในสเปน พรรค Podemos นำโดยนักการเมืองรุ่นใหม่ได้ผลักดันให้เกิดการอภิปรายเรื่องรายได้ขั้นพื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้มาก่อน
สิ่งที่นักการเมืองรุ่นใหม่เหล่านี้มีเหมือนกันคือ พวกเขาเต็มใจที่จะเสี่ยงกับการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประชาชน
ความสนใจของสาธารณชนในเรื่องประกันสังคมจึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
ผมอยากดึงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกเฉดสีทางการเมืองเข้ามาสนใจประกันสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
การทำงานข้ามพรรคการเมืองในประเด็นที่เกี่ยวกับสวัสดิการประชาชนควรเป็นเรื่องปกติ
เพราะไม่ว่าเราจะมาจากพรรคไหน เราทุกคนควรมีเป้าหมายร่วมกันคือทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
ผมเองต้องนับถือความตั้งใจของ ส.ส.ไอซ์ รักชนก อย่างแท้จริง
ผมเคยถามเธอว่า การทำสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เธอมีชีวิตที่ลำบาก
การที่เธอยืนหยัดเป็นแกนนำเพื่อสู้เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันอาจทำให้เธอต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย
อาจถูกมองว่าเป็นคนก้าวร้าว เป็นคนรบกวนระบบ อาจถูกโจมตีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
อาจสูญเสียโอกาสทางการเมืองบางอย่างที่ต้องแลกมาด้วยการประนีประนอม ทั้งที่เธอสามารถเลือกทำงานที่ง่ายกว่านี้ได้โดยที่ไม่ต้องทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เธอสามารถเลือกทำงานกับประเด็นที่ไม่มีใครคัดค้าน ทำโครงการที่ทุกคนชื่นชม ถ่ายรูปแจกของให้ประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
แต่เธอกลับเลือกที่จะเดินเข้าไปในสนามรบที่ยากลำบาก
เลือกที่จะต่อสู้กับระบบที่ฝังรากลึก
เลือกที่จะยืนหยัดเพื่อผู้คนนับล้านที่อาจไม่เคยรู้จักเธอด้วยซ้ำ
แต่เธอยืนยันกับผมว่า นี่คือสิ่งที่ควรทำ เพราะบอร์ดประกันสังคมเองก็มีข้อจำกัดในการสื่อสาร ไม่สามารถออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบบหรือฝ่ายบริหารได้อย่างเปิดเผย
ประชาชนเองก็มีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสาร ไม่มีเวทีที่จะทำให้เสียงของตนถูกได้ยิน
ถ้าไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีภูมิคุ้มกันและมีเวทีในการพูดแล้ว ใครจะเป็นคนที่นำตัวเองเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
นี่คือคำถามที่สะท้อนถึงหัวใจของประชาธิปไตยตัวแทน สมาชิกรัฐสภาได้รับเลือกมาไม่ใช่เพื่อรักษาสถานภาพหรือสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่เพื่อเป็นเสียงของประชาชน เพื่อต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของผู้ที่เลือกพวกเขามา
การที่ ส.ส.ไอซ์ เข้าใจบทบาทนี้อย่างชัดเจนและเต็มใจที่จะแบกรับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับมัน นั่นคือตัวอย่างของนักการเมืองที่แท้จริง
ผมมองเห็นอนาคตที่เป็นไปได้สองทาง
ทางหนึ่งคือเราปล่อยให้ระบบดำเนินต่อไปในแบบเดิมๆ ที่ผลประโยชน์ของผู้ประกันตนถูกละเลย การตัดสินใจถูกทำโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่แคบ และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้ามากจนแทบจะไม่มีความหมาย
ถ้าเป็นเช่นนี้ ในอีกสิบปีข้างหน้า ประกันสังคมอาจยังคงเป็นระบบที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
แต่ทางที่สองคือเราเลือกที่จะต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง
เราสร้างกระแสสังคมที่เรียกร้องความโปร่งใสและความเป็นธรรม
เราผลักดันให้มีการปฏิรูปที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ
เราทำให้ประชาชนเข้าใจว่าพวกเขามีอำนาจในการเรียกร้องสิทธิของตนเอง
และเราสร้างกลไกที่ทำให้เสียงของพวกเขาถูกรับฟัง ถ้าเป็นเช่นนี้ ในอีกสิบปีข้างหน้า ประกันสังคมอาจกลายเป็นระบบที่เป็นแบบอย่างให้กับภูมิภาค เป็นระบบที่ปกป้องผู้คนอย่างแท้จริงและช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
ทางเลือกอยู่ที่เรา และเวลาในการเลือกคือตอนนี้ การที่มีสมาชิกรัฐสภาอย่าง ส.ส.ไอซ์-รักชนก ที่กล้ายืนหยัดเป็นสัญญาณที่ดี
แต่เธอคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้
เราต้องการคนอีกมากมายที่เข้ามาร่วมต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ นักข่าว หรือประชาชนทั่วไป ทุกคนมีบทบาทที่สามารถทำได้
ในท้ายที่สุด ประกันสังคมที่แข็งแกร่งและเป็นธรรมไม่ใช่แค่สิ่งที่ดีต่อผู้ประกันตน แต่เป็นสิ่งที่ดีต่อสังคมทั้งหมด มันช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐดูแลพวกเขาอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะมีความเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น และนั่นคือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน
เส้นทางข้างหน้าอาจยังมีขวากหนามอีกมาก
แต่ด้วยความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย
ผมเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างระบบประกันสังคมที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพให้กับประเทศไทยได้ในที่สุด
และวันนั้น ประกันสังคมจะได้อยู่ในที่สว่าง สำหรับทุกคนที่จะได้เห็น ตรวจสอบ และได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
