ในตัวฉันมีเธออยู่ และในตัวเธอก็มีฉัน : Dialogue Theater, Expo 2025
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ในตัวฉันมีเธออยู่ และในตัวเธอก็มีฉัน
: Dialogue Theater, Expo 2025
“การสนทนา ปลุกเราให้ตื่น
สู่ความเป็นไปได้ของความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
ที่ซึ่งในตัวฉันมีเธออยู่ และในตัวเธอก็มีฉัน
เราร่วมสร้างอนาคตที่สว่างไสวด้วยกันได้…”
ส่วนหนึ่งของข้อความอันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง pavilion ในงาน Expo 2025 ของคุณ Naomi Kawase ผู้กำกับภาพยนตร์และสารคดีชื่อดังชาวญี่ปุ่น ที่ใช้ชื่อผลงานว่า “Dialogue Theater – Sign of Life -” ผู้เข้าชมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาแบบที่ไม่มีการกำหนดล่วงหน้าและถูกเปลี่ยนไปทุกวัน เป็นการสนทนาระหว่างคนสองคนที่ไม่เคยพบกันมาก่อน โดยฝ่ายหนึ่งจะถูกสุ่มเลือกขึ้นมาจากผู้เข้าชมงาน ส่วนอีกฝ่ายถูกเลือกมาจากที่ใดที่หนึ่งในโลกและจะมาปรากฏบนจอขนาดใหญ่ภายใน pavilion
บทสนทนาทั้งหมดดำเนินไปเพื่อให้แต่ละฝ่ายสัมผัสถึง “ความแตกต่าง” ทั้งในแง่เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ และค้นพบว่า “…ในตัวฉันมีเธออยู่ และในตัวเธอก็มีฉัน…”
pavilion นี้ออกแบบขึ้นบนชุดคำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมเราจึงไม่อาจเข้าใจกันและกันได้?
และเราถูกแบ่งขั้วออกเป็นมิตรและศัตรูจริงหรือ?
และด้วยเหตุนี้ตัวการออกแบบจึงเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือนพื้นที่ทดลองที่พยายามเผยให้เรามองเห็น “รอยแยก” ของผู้คนทั่วโลก ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายที่จะคลี่คลายเชื่อมผสานรอยแยกดังกล่าวผ่านบทสนทนา
(ดูรายละเอียดงานชิ้นนี้เพิ่มใน https://expo2025-inochinoakashi.com/en/)

เมื่อตอนที่มีโอกาสได้เยี่ยมชมงานชิ้นนี้เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนตัวก็อดคิดไม่ได้ว่า พื้นที่แบบ Dialogue Theater เป็นสิ่งที่สังคมไทยและกัมพูชากำลังต้องการอย่างมาก ภายใต้บริบทที่ผู้คนของทั้งสองประเทศถูกปลุกให้เกลียดชังกัน เต็มไปด้วยรอยแยกและมองเห็นแต่ความแตกต่าง หากมีพื้นที่สำหรับสร้างบทสนทนาเชิงบวกที่สามารถพูดคุยและสื่อสารระหว่างผู้คนอย่างแท้จริงได้ ปัญหาจากการปลุกปั่นชาตินิยมล้นเกินในแบบปัจจุบันก็อาจทุเลาลงได้บ้าง
เพราะความเป็นจริงที่ทุกคนทราบดีแต่ชอบลืมคือ จะอย่างไรก็ตามทั้งไทยและกัมพูชาย่อมไม่สามารถยกย้ายประเทศหนีกันได้ พรมแดนของเราทั้งสองจะต้องอยู่ติดกันตลอดไป ดังนั้น การสร้างบทสนทนาเชิงบวกระหว่างกันย่อมเป็นทางออกระยาว
อีกทั้งหากตามงานวิชาการทางประวัติศาสตร์มาบ้างก็จะพบว่า รากเหง้าทางวัฒนธรรมและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์จนสิ้นสงสัยไปนานแล้วว่า ไทยและกัมพูชาต่างเป็นพี่น้องเครือญาติกันทั้งสิ้น แต่เส้นพรมแดนของรัฐชาติสมัยใหม่ได้แยกเราออกจากกันมากกว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้น การสร้าง Dialogue Theater ที่สามารถช่วยให้มองเห็นความเป็นเขาในตัวเรา และมองเห็นเงาของเราในตัวเขาได้มากขึ้น จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทั้งสังคมไทยและกัมพูชาควรเรียกร้องให้เกิดมีขึ้นโดยเร็ว

ไม่เฉพาะเพียงแค่เนื้อหาเท่านั้นที่น่าสนใจ ความพิเศษของ Dialogue Theater ในงาน Expo 2025 อีกประการคือตัวอาคารที่ประกอบขึ้นเป็น pavilion ซึ่งประกอบขึ้นจากอาคาร 3 หลังที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างและชิ้นส่วนของอาคารเก่าของโรงเรียนที่ปิดตัวไปแล้ว 2 แห่งในญี่ปุ่น
แห่งแรกคือโรงเรียนมัธยม Oritate ในเมือง Totsukawa ที่นาระ (2 หลัง)
และอีกแห่งคือ สาขาของโรงเรียนประถม Hosomi ในเมือง Fukuchiyama ที่เกียวโต (1 หลัง) ทั้งหมดเป็นอาคารไม้ที่สร้างขึ้นในราวกลางศตวรรษที่ 20
ชิ้นส่วนทั้งหมดของตัวอาคารก่อนเคลื่อนย้ายจากที่ตั้งเดิมสู่เกาะ Yumeshima อันเป็นสถานที่จัดงาน Expo 2025 ได้รับการอนุรักษ์และขนย้ายอย่างระมัดระวัง โดยมีการออกแบบผสมผสานเข้ากับชิ้นส่วนและวัสดุสมัยใหม่ทั้ง เหล็ก คอนกรีตเสริมเหล็ก และกระจก
ในทัศนะผมงานนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากของกระบวนการ adaptive reuse (การปรับใช้และฟื้นฟูอาคารเก่า) ที่มีการศึกษาอาคารเดิมอย่างละเอียดและออกแบบใหม่อย่างพิถีพิถัน มีการเก็บร่องรอยแห่งความทรงจำเดิมเอาไว้เกือบทั้งหมด ทั้งเทคนิคการเข้าไม้แบบเดิม สีเก่า รอยขีดเขียนตามผนังหรือเสาอาคาร กราฟฟิตีที่นักเรียนในอดีตทิ้งเอาไว้ ไปจนถึงต้นไม้ที่อยู่โดยรอบ
โครงการนี้มีการย้ายต้นแปะก๊วยที่อยู่ติดกับอาคาร และเถาของไอวี่ที่เลื้อยเกาะพันอยู่รอบตัวอาคารเดิมมาปลูกขึ้นใหม่ในงานด้วย โดยเฉพาะต้นไอวี่ มีการเลาะถอดออกมาและแช่น้ำภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมอย่างดีเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะนำกลับมายึดโยงเข้ากับผนังอาคารเดิมอีกครั้ง
ทั้งหมดของความละเมียดละไมนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการเก็บรักษา “ความทรงจำ” ที่ฝังอยู่ในตัวอาคารให้มีโอกาสได้ถ่ายทอดสู่คนในรุ่นต่อไปในบริบทใหม่
ที่สำคัญเป็นพิเศษคือ เป็นความทรงจำของคนทั่วไปผ่านอาคารแบบทั่วไปที่ไม่ได้เก่าแก่มากมายอะไรนัก พื้นที่โรงเรียนแบบนี้ในสายตาคนทั่วไปคงไม่มีความทรงจำยิ่งใหญ่อะไร ไม่อาจเป็นความทรงจำแห่งชาติได้
แต่แท้จริงแล้วสิ่งนี้คือความทรงจำร่วมของผู้คนเป็นจำนวนมากในยุคสมัยหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบไป
และเป็นความทรงจำที่ดำเนินไปผ่านพื้นที่และโครงสร้างของอาคารไม้ธรรมดาๆ ในรูปแบบที่สร้างกระจายทั่วไปในญี่ปุ่นกลางศตวรรษที่ 20 ไม่ได้มีคุณค่าสูงเด่นจนขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เป็นเพียงแค่อาคารกลางเก่ากลางใหม่ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าและกำลังเริ่มที่จะถูกรื้อถอนไปมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งหมดคือการเก็บรักษาความทรงจำของคนเล็กคนน้อยในสังคมที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มิใช่การยกย่องแต่เพียงความทรงจำระดับชาติที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆ

จากประสบการณ์ที่พอมีอยู่บ้าง ผมคิดว่าประเด็นความทรงจำของคนเล็กคนน้อยได้รับการสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมญี่ปุ่น ผ่านทั้งหนังสือ พิพิธภัณฑ์ และการออกแบบพื้นที่สมัยใหม่หลายแห่ง (Dialogue Theater เป็นหนึ่งในนั้น)
ในขณะที่ย้อนมองกลับมาที่สังคมไทย กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เรื่องเล่าและความทรงจำของคนธรรมดาสามัญแทบไม่ถูกพูดถึงในฐานะที่ควรถูกบรรจุเป็นหนึ่งในความทรงจำร่วมของสังคม ยังคงเป็นได้แค่เพียงความทรงจำเฉพาะของบุคคลและครอบครัวเท่านั้น
ยิ่งหากมองย้อนมาที่การทำงานประเภท adaptive reuse แบบเดียวกันในสังคมไทย จะพบว่าส่วนใหญ่ยังเน้นอยู่เพียง 2 เป้าหมายหลัก คือ อาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูงโดยเฉพาะอาคารที่เชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำระดับชาติ หรือเป็นอาคารที่มีคุณสมบัติในการปรับใช้แล้วสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
เช่น ปรับอาคารเก่ามาทำเป็นโรงแรมหรู ร้านอาหารราคาแพง หรือคาเฟ่สำหรับนักท่องเที่ยว โดยแทบไม่พบการอนุรักษ์และปรับใช้อาคารเก่าที่เก็บรักษาความทรงจำธรรมดาๆ ของคนสามัญเท่าไรนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นอาคารไม้ประเภทกลางเก่ากลางใหม่ที่ไม่มีลวดลายประดับตกแต่ง ก็จะยิ่งถูกละเลยไปโดยสมบูรณ์
ที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมไทยยังขาดการมองเห็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ได้ระหว่างความทรงจำธรรมดาสามัญกับความทรงจำแห่งชาติ หากมีแต่ความทรงจำอย่างหลัง ผู้คนส่วนใหญ่ของชาติที่มีแต่ความทรงจำสามัญก็จะถูกละทิ้ง ไร้ซึ่งตัวตนและความสำคัญ พร้อมจะถูกมองข้ามและถอนรื้อไม่ต่างจากตึกอาคารธรรมดาที่ไร้เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสังคมและชาติ ต่างล้วนถูกประกอบสร้างขึ้นจากมือของคนสามัญมหาศาลที่ช่วยกันคนละเล็กคนละน้อยมิใช่แค่เพียงผลงานของวีรบุรุษเพียงหยิบมือเดียวแต่อย่างใด
พูดให้ชัดก็คือ เรื่องเล่าของฉัน (คนเล็กคนน้อย) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเรื่องเล่าแห่งชาติ
หรือหากพูดตามแนวคิดของ Dialogue Theater ก็คือ ในความทรงจำของตัวฉันมีเธอ (ชาติ) อยู่ และในตัวเธอ (ชาติ) ก็มีความทรงจำของฉันประกอบอยู่ด้วย
ในความเห็นผม Dialogue Theater ในงาน Expo 2025 คือหนึ่งใน pavilion ที่น่าสนใจมากที่สุด
เป็นพื้นที่ที่ชวนเราสร้างบทสนทนา ทั้งในประเด็นเรื่องความทรงจำของผู้คน ความขัดแย้ง การอยู่ร่วมกัน ธรรมชาติของมนุษย์
ไปจนถึงมุมมองต่อการอนุรักษ์และส่งทอดความทรงจำของผู้คนและสังคมผ่านงานสถาปัตยกรรม
