“ก้าวหน้าไร้เดียงสา”? ทำไมเราต้องเดือดร้อน กับความไม่โปร่งใส ในกองทุนสวัสดิการต่างๆ
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
มีคนเคยพูดกับเราว่า “พวกคุณที่ทำงานเรื่องประกันสังคม ช่างก้าวหน้าไร้เดียงสา ทำเป็นไม่รู้ว่าโลกนี้มีการทุจริต พูดถึงแต่ความโปร่งใส ระบบตรวจสอบ”
คำพูดนี้ฟังดูเจ็บปวด แต่มันก็สะท้อนความผิดหวังของคนที่เห็นระบบพังทลายมานานจนไม่เชื่อว่าจะมีทางออก
เราเข้าใจความรู้สึกนั้นดี แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อยากจะบอกว่า การยอมแพ้ต่อการทุจริตไม่ใช่ทางออก
และที่สำคัญ ประวัติศาสตร์ของหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ แม้ในระบบที่ทุจริตคอร์รัปชั่นหยั่งรากลึก
เรารู้ว่าโลกนี้มีการทุจริต ไม่ได้ไร้เดียงสาหรอก
แต่สิ่งที่ต่างกันคือ แต่เราไม่ยอมให้การทุจริตกลายเป็นสภาวะปกติที่ต้องยอมรับ
ไม่ยอมให้มันกลายเป็นข้ออ้างสำหรับการไม่ทำอะไรเลย
และที่สำคัญที่สุด เราเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่เคยเผชิญกับปัญหาเดียวกัน
และพวกเขาก็ผ่านมันมาได้
ก่อนที่จะไปดูตัวอย่างจากต่างประเทศ เรามาเริ่มจากความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกันก่อน
ปัจจุบันเงินกองทุนประกันสังคมมีมูลค่าทั้งสิ้น 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นสี่กองหลัก
และนับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางบัญชีแบบใหม่ โดยงบประมาณด้านการบริหารจัดการจะถูกดึงจากกองนั้นๆ เองโดยตรง ไม่ได้ดึงจากกองกลางอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจฟังดูเป็นเพียงเรื่องทางเทคนิค
แต่เมื่อมองลึกลงไป มันเปิดเผยให้เห็นโครงสร้างที่น่ากังวล
กองทุนกรณีเจ็บป่วยซึ่งครอบคลุมสี่กรณีหลัก มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ ต้องใช้เงินสำรองมาจ่าย
ทำให้การลงทุนที่มาจากกองนี้ไม่สามารถเป็นการลงทุนระยะยาวหรือแบกรับความเสี่ยงสูงได้
กองทุนกรณีว่างงานแม้จะเป็นกองที่ดูมีเสถียรภาพสูงสุด แต่ก็เป็นกองขนาดเล็ก คิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของกองทุนทั้งหมด
เช่นเดียวกับกองทุนมาตรา 40 ซึ่งบริหารจัดการแยกเป็นเอกเทศ มีทั้งส่วนที่เป็นบำเหน็จและส่วนที่จ่ายสิทธิประโยชน์ทั่วไป แต่มีขนาดเล็กเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับประกันสังคมทั้งหมด
แล้วก็มาถึงกองทุนที่ใหญ่ที่สุด คือกองทุนบำนาญ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 80% ของเงินประกันสังคมทั้งหมด หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาทจาก 2.7 ล้านล้านบาททั้งหมด นี่คือเงินที่สะสมมาจากคนทำงานหลายสิบล้านคนตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเงินก้อนโตนี้คืออะไร
การลงทุนในตึกที่อาจสูญมูลค่า 3,000 ล้านบาท ก็มาจากกองบำนาญ ซึ่งเท่ากับบำนาญของคน 100,000 คนทั้งปี
ค่าใช้จ่ายทำปฏิทิน 20 ปี มีค่าเท่าบำนาญของคน 30,000 คน
และค่าปรับจากการส่งมอบโครงการไอทีล่าช้า มีค่าเท่าบำนาญของคน 10,000 คน
เมื่อรวมกันแล้ว เราพูดถึงเงินบำนาญของคนทำงาน 140,000 คน ที่ถูกใช้ไปกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างหลักประกันความมั่นคงในวัยเกษียณเลย
นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่ความเห็น แต่เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในระบบของเรา
แล้วเราจะไร้เดียงสาได้อย่างไรเมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้
เรารู้ดีว่ามีปัญหา เราจึงต้องยืนยันหลักการเหล่านี้
ลองมาดูกรณีของชิลีกันก่อน ในช่วงทศวรรษ 1980 ชิลีได้ทำการปฏิรูประบบบำนาญครั้งใหญ่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการของพิโนเชต์
ระบบแบบเดิมถูกเปลี่ยนเป็นระบบบัญชีส่วนบุคคลที่จัดการโดยบริษัทเอกชน หรือที่เรียกว่า AFPs
มีการโฆษณาชวนเชื่อว่านี่คือระบบที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และจะทำให้คนมีเงินบำนาญมากขึ้น ภายใต้การบิดเบือนว่าการให้ภาคเอกชนเข้ามาจัดการจะดีกว่าระบบบำนาญที่ยึดโยงกับสาธารณะ
แต่สี่สิบปีต่อมา สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ประชาชนชิลีหลายแสนคนลงถนนประท้วง เพราะค้นพบว่าค่าธรรมเนียมการจัดการที่บริษัท AFPs เก็บนั้นสูงลิ่ว บางครั้งกินเงินไปถึงร้อยละ 20-30 ของเงินที่สะสมตลอดชีวิต คนทำงานมาสี่สิบปี แต่ค่าธรรมเนียมกินไปเกือบสิบปี
ผลตอบแทนที่โฆษณาว่าจะสูงนั้นกลายเป็นความฝัน เพราะหลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว คนเกษียณได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าที่คาดไว้มาก
เปรียบเทียบกับสถานการณ์ในเมืองไทย เราก็เห็นรูปแบบที่คล้ายกัน แทนที่จะเป็นค่าธรรมเนียมที่แสดงชัดเจน มันกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ในการบริหารจัดการ การลงทุนที่ผิดพลาด ค่าปรับจากโครงการที่ล้มเหลว และค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย
ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน คือเงินของคนทำงานถูกกัดกร่อนไป แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงในชิลีไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลใจดี หรือเพราะบริษัท AFPs มีศีลธรรม มันเกิดขึ้นเพราะประชาชนลุกขึ้นมาเรียกร้อง เพราะมีการตรวจสอบ เพราะมีข้อมูลที่เปิดเผยให้เห็นว่าเงินของพวกเขาถูกใช้ไปอย่างไร และเมื่อประชาชนเห็นความจริง พวกเขาก็ไม่ยอมนิ่งเฉย ในปี 2023 ชิลีได้ผ่านการปฏิรูประบบบำนาญใหม่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดการเอารัดเอาเปรียบ
สิ่งที่เราเรียนรู้จากชิลีคือ ระบบใดก็ตามที่ขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน จะกลายเป็นแหล่งเอารัดเอาเปรียบได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐหรือเอกชน และที่สำคัญกว่านั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนบริหาร แต่อยู่ที่ว่ามีกลไกตรวจสอบที่ทำงานจริงหรือไม่
บทเรียนจากญี่ปุ่น
: เมื่อข้อมูลสูญหาย และความไว้วางใจพังทลาย
หรือลองดูกรณีของญี่ปุ่นในปี 2007 เมื่อมีการเปิดเผยว่าข้อมูลการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมของประชาชนกว่า 50 ล้านรายการสูญหายหรือบันทึกผิดพลาด
คนที่จ่ายเงินสมทบมาตลอดชีวิตกลับไม่มีหลักฐานว่าเคยจ่าย
เมื่อถึงวัยเกษียณพวกเขาไม่ได้รับเงินบำนาญตามสิทธิ เพราะระบบบอกว่าไม่มีข้อมูล
นี่ไม่ใช่แค่ความผิดพลาด แต่เป็นหายนะสำหรับผู้สูงอายุหลายแสนคนที่พึ่งพาเงินบำนาญเป็นรายได้เพียงอย่างเดียว
กรณีนี้ทำให้นึกถึงโครงการไอทีของประกันสังคมไทยที่ส่งมอบล่าช้าจนต้องจ่ายค่าปรับ
ถ้าระบบไอทีที่จะต้องบริหารจัดการข้อมูลของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคนยังมีปัญหาในการส่งมอบ
เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อถึงวัยเกษียณ ระบบจะบอกได้ว่าเราจ่ายเงินสมทบมาเท่าไร และมีสิทธิได้รับเงินบำนาญเท่าไร
รัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้เวลาหลายปีในการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล
มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษ เปิดช่องทางให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลของตัวเอง
และที่สำคัญคือมีการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ
เรื่องนี้ทำให้พรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจขณะนั้นเสียคะแนนนิยมอย่างหนัก
และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในเวลาต่อมา
ถ้าเราไร้เดียงสา เราคงบอกว่าสิ่งที่เกิดในญี่ปุ่นเป็นไปไม่ได้ที่เมืองไทย แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราเห็นคือ แม้ในประเทศที่มีระบบราชการที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูง การขาดความโปร่งใสก็ยังนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้
และที่สำคัญ การแก้ปัญหาต้องอาศัยความกดดันจากประชาชนและความรับผิดชอบทางการเมือง ญี่ปุ่นแก้ปัญหาได้เพราะมีกลไกทางการเมืองที่ทำให้ผู้รับผิดชอบต้องรับผิด ส่วนเมืองไทยเรามีกลไกนั้นหรือยัง
เมื่อมีคนบอกว่าเราไร้เดียงสา ทำเป็นไม่รู้ว่ามีการทุจริต เราอยากจะตอบว่า เรารู้ดี เราเห็นตัวเลข 3,000 ล้านบาทที่สูญหายในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์
เราเห็นค่าใช้จ่ายปฏิทินที่เท่ากับบำนาญของคน 30,000 คน
เราเห็นค่าปรับโครงการไอทีที่เท่ากับบำนาญของคน 10,000 คน
เรารู้ว่ากองทุนบำนาญ 2.2 ล้านล้านบาทคิดเป็น 80% ของเงินประกันสังคมทั้งหมด และเป็นเงินของคนทำงานหลายสิบล้านคนที่สะสมมาตลอดชีวิต
เรารู้ว่าทุกตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตและอนาคตของคนจริงๆ
เรารู้ว่ามีคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความไม่โปร่งใส และพวกเขาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาสถานะเดิมไว้
เราเห็นว่าตอนนี้มีความพยายามอย่างมากทั้งในวุฒิสภาและระบบราชการต่างๆ ที่จะหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป ก่อนการเลือกตั้งทางตรง
เรารู้ว่านี่ไม่ใช่การบังเอิญ แต่เป็นความพยายามที่จะปิดกั้นไม่ให้ความโปร่งใสเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่เราไม่ยอมทำคือการยอมแพ้
เราไม่ยอมพูดว่า “ช่างมันเถอะ นี่มันประเทศไทย มันเป็นแบบนี้มาตลอด”
เพราะถ้าทุกคนคิดแบบนั้น การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดขึ้นเลย
ประเทศต่างๆ ที่เรายกตัวอย่างมา ทุกประเทศล้วนเคยผ่านช่วงเวลาที่ระบบบำนาญของพวกเขาพังทลาย คนก็บอกว่าไม่มีทางแก้ไข การทุจริตหยั่งรากลึกเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้
แต่สุดท้าย การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ เมื่อมีคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียกร้อง
สิ่งที่เราเรียกร้องไม่ใช่ระบบในอุดมคติที่ไร้มลทิน เรารู้ดีว่านั่นเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราเรียกร้องคือระบบที่มีกลไกตรวจสอบที่ทำงานจริง ระบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ระบบที่เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น มันจะถูกเปิดเผยและลงโทษได้ และที่สำคัญที่สุด ระบบที่ผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของเงินจริงๆ คือผู้ประกันตน ไม่ใช่รับผิดชอบต่อกลุ่มอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล
การเลือกตั้งทางตรงในองค์กรประกันสังคมไม่ได้หมายความว่าการทุจริตจะหมดไปในชั่วข้ามคืน
แต่มันหมายความว่าเมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น ประชาชนมีอำนาจในการถอดถอนผู้ที่ทุจริตออกไป
มันหมายความว่าผู้บริหารไม่สามารถปิดบังข้อมูลได้ตามใจชอบ เพราะพวกเขาต้องหาเสียงจากผู้ประกันตน
มันหมายความว่าทุกการตัดสินใจต้องผ่านการไต่สวนและอภิปรายในที่สาธารณะ
มันหมายความว่าการลงทุนในตึกที่อาจสูญเสีย 3,000 ล้านบาท ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและมีการเปิดเผยข้อมูล
การทำปฏิทินที่มีค่าใช้จ่ายเท่ากับบำนาญของคน 30,000 คน ต้องถูกตั้งคำถามว่าจำเป็นจริงหรือ
และโครงการไอทีที่ส่งมอบล่าช้าจนต้องจ่ายค่าปรับ ต้องมีคนรับผิดชอบและอธิบายว่าทำไมถึงเกิดความล้มเหลว
เราไม่ได้ไร้เดียงสา เรารู้ดีว่าการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสนั้นยาก และอาจไม่ประสบความสำเร็จในทันที
แต่เราก็รู้ว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ถ้าเรายอมแพ้ต่อการทุจริตและยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ เงินบำนาญของคนทำงานหลายแสนคนจะถูกกลืนหายไปในความมืดมิด
และเมื่อถึงวันที่พวกเขาเกษียณ พวกเขาจะพบว่าเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตนั้นไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพราะโครงสร้างประชากร ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่เพราะมีการปล้นชิงไปตั้งแต่แรกเริ่ม
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่หยุดพูด ไม่หยุดเรียกร้อง แม้จะมีคนมองว่าเราไร้เดียงสา
เพราะเราเชื่อว่าเงิน 2.2 ล้านล้านบาทนี้เป็นของคนทำงาน
และพวกเขามีสิทธิที่จะรู้ว่ามันถูกใช้ไปอย่างไร
