การเมืองแห่งความหวัง : สร้างความยุติธรรมให้คน ‘อดีต’ เพื่อความมั่นคงของคน ‘อนาคต’
ฝนไม่ถึงดิน ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การเมืองแห่งความหวัง
: สร้างความยุติธรรมให้คน ‘อดีต’
เพื่อความมั่นคงของคน ‘อนาคต’
ในที่สุดสูตรบำนาญสูตรใหม่ ก็ผ่านมติคณะกรรมการประกันสังคมอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
เส้นทางนับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่คณะกรรมการรับหลักการสูตรบำนาญและตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ตามด้วยการรับทราบหลักการเรื่อง Pension Point และการประมาณงบประมาณ (17 มิถุนายน 2568) ซึ่งนำไปสู่การจัดทำประชาพิจารณ์ จนได้ข้อสรุปในเดือนตุลาคมที่เป็นเอกฉันท์
คำกล่าวที่ว่าการผลักดันสูตรบำนาญใหม่ของทีมประกันสังคมก้าวหน้าเป็นเพียงการหวังผลคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่เรื่องที่สร้างความเสียหาย
แต่มันเป็นคำกล่าวที่ละเลยข้อเท็จจริงพื้นฐานบางประการ และบิดเบือนเจตนารมณ์ที่เรายึดถือมาโดยตลอด
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ กลุ่มผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากสูตรบำนาญนี้ในทันที ซึ่งคาดการณ์ไว้ประมาณ 570,000 คน
ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาคือผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ 39 ที่เกษียณอายุไปแล้ว ซึ่งหลายคนไม่มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 หรือหากมีสิทธิ์ก็เป็นส่วนน้อยที่มาสมัคร ม.40 ต่อ และสำหรับผู้ที่รับบำนาญใหม่โอกาสที่จะมีสถานะเป็นผู้ประกันตนและมีสิทธิ์เลือกตั้งในปี 2569 ก็เป็นสัดส่วนที่ไม่สูงนัก
หากพิจารณาตามกลไกของการเลือกตั้งที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้มีสิทธิ์ปัจจุบันและอนาคต การทุ่มเททรัพยากรบุคคล การสื่อสาร และความรู้ความสามารถเพื่อคนกลุ่มนี้จึงเป็น “กลยุทธ์” ที่ไม่ถูกต้องทางคณิตศาสตร์การเมืองโดยสิ้นเชิง
เพราะผู้ลงคะแนนเสียงหลักที่สนับสนุนเราส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เป็นกลุ่มที่ยังไม่ใกล้เกษียณ และเป็นกลุ่มที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากฐานเสียงในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้ประกันตนที่เกษียณไปแล้ว
การดำเนินการ การเดินหน้าสู่สิ่งใหม่เพื่อชดเชยปัญหาจากของเก่านับเป็นเรื่องปกติที่ต้องผ่านกระบวนการเช่นนี้ ไม่ใช่การรีบเร่งเพื่อหวังผลคะแนนเสียง
แต่เป็นการทำงานตามขั้นตอนเพื่อสร้างความยุติธรรม
ความทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเพื่อผลักดันสูตรบำนาญที่ยุติธรรมกว่านี้ ไม่ว่าจะในแง่ของการให้ข้อมูลที่ซับซ้อนอย่างละเอียด การต่อสู้ทางความคิดเห็น และการใช้พลังงานมหาศาลในการนำเสนอนโยบายต่อสาธารณะ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจที่แท้จริงของเรา
เราเลือกที่จะต่อสู้เพื่อคนที่เราจะไม่ได้คะแนนเสียงจากพวกเขาเลย
เพราะเรามองเห็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับอดีตผู้ประกันตน ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละและส่งเงินสมทบเข้าสู่ระบบมาอย่างยาวนาน แต่กลับถูกกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยกีดกันให้ได้รับบำนาญในอัตราที่ต่ำเกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่สูตรการคำนวณเดิมยึดฐานเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่เกษียณไปแล้วแต่ใช้ชีวิตในช่วงท้ายของการทำงานในฐานะผู้ประกันตนมาตรา 39 หรือมีช่วงที่เงินเดือนลดลง ได้รับบำนาญที่ต่ำจนน่าใจหาย
การแก้ปัญหานี้จึงเป็นพันธกิจด้านความยุติธรรมทางสังคมอย่างแท้จริง
เป็นการ “ใช้การเมืองเพื่อแก้ไขบาดแผลของอดีต” และสร้างความมั่นคงที่ควรจะได้รับให้กับคนกลุ่มนี้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองในปัจจุบันแล้วก็ตาม
การเมืองที่เราปรารถนาคือการเมืองที่ไม่หมกมุ่นต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการเมืองที่มุ่งหวังถึง “ความยุติธรรมระหว่างคนในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต” การผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบบำนาญจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างช่วงอายุคน (Intergenerational Equity)
ดังเช่น กรณีศึกษาในประวัติศาสตร์สากลของการสร้างรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ในสหราชอาณาจักรหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ในปี 1942 รายงานของ William Beveridge ได้นำเสนอพิมพ์เขียวสำหรับการสร้างระบบประกันสังคมและบริการสุขภาพถ้วนหน้า (National Health Service – NHS) แม้ว่าพรรคแรงงานจะชนะการเลือกตั้งในปี 1945 และผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง NHS ในปี 1948 ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล
แต่เจตนารมณ์หลักคือการ แก้ไขปัญหาความยากจนและความเจ็บป่วยที่สะสมมาหลายชั่วอายุคน และสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับคนในชาติทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงที่ได้รับผลประโยชน์ทันทีเท่านั้น
การปฏิรูปครั้งนั้นถือเป็นการลงทุนเพื่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ และความเป็นธรรมทางสังคมในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่กว้างไกลและกล้าที่จะเสียสละผลประโยชน์ระยะสั้น
การปรับสูตรบำนาญของเราก็คือการสร้างความมั่นคงและยุติธรรมในแบบเดียวกัน โดยการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นก่อนหน้า
ในขณะเดียวกันก็สร้างระบบที่ยั่งยืนและเพียงพอสำหรับคนรุ่นปัจจุบันที่กำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณในอนาคตด้วย
นี่คือการเมืองที่เป็นความหวังของผู้คนได้อย่างแท้จริง การเมืองที่กล้าหาญพอที่จะหันกลับไปเยียวยาอดีตและสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตไปพร้อมกัน
ดังนั้น เมื่อเราถูกตั้งคำถามถึงแรงจูงใจในการทำงาน เราขอยืนยันว่ามันเกิดจากความเชื่อที่ว่า “เพราะเราเจ็บปวดกับเรื่องราวของคนอื่น เราจึงยังมีความเป็นมนุษย์”
สูตรบำนาญใหม่นี้จึงเป็น จุดเริ่มต้นของการปฏิรูป ทั้งในมิติความเป็นธรรม (สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสูตรเก่า) และความยั่งยืน (สำหรับคนรุ่นใหม่) ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอยากทำมานานแล้ว
เราต้องการทำการเมืองที่ไม่ต้องพูดถึงคณิตศาสตร์การนับคะแนน
ไม่หมกมุ่นต่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า
แต่ยึดมั่นในความยุติธรรมอย่างแท้จริง
การที่สูตรมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่ใช้เวลาถึง 5 ปี ซึ่งในทางคณิตศาสตร์แล้วถือว่ามีผลกระทบน้อยมากต่อระบบโดยรวม แต่ให้เวลาเราในการสื่อสารและปรับปรุงต่างๆ อย่างรอบคอบ
ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการเดินหน้าอย่างมีสติและเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น
ความเจ็บปวดจากการเห็นผู้สูงอายุที่ทุ่มเททำงานมาทั้งชีวิตกลับต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยเงินบำนาญอันน้อยนิด เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ผลักดันให้เราต้องทุ่มเทอย่างถึงที่สุด
เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรมนั้นเป็นสิ่งสามัญที่ใครๆ ก็ทำได้
และสิ่งที่ต้องละอายอย่างแท้จริงคือการทุจริต ฉ้อฉล และการเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชน
การผลักดันการปฏิรูปนี้จึงไม่ใช่เพียงนโยบาย
แต่เป็นคำประกาศถึงจุดยืนทางการเมืองที่มุ่งมั่นต่อหลักการและความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด
