โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ชาวนิวยอร์กเลือก Zohran Mamdani หนุ่มวัย 34 ปี เป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของเมืองที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เขาเป็นนายกฯ ที่อายุน้อยที่สุดในรอบกว่าศตวรรษ เป็นมุสลิมและคนเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ หนึ่งในวาระหลักของเขาคือการปฏิรูปบำนาญที่มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เรากำลังผลักดันในประเทศไทยอย่างน่าทึ่ง Mamdani เกิดในยูกันดา เติบโตในเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ ก่อนที่ครอบครัวจะอพยพมานิวยอร์กเมื่อเขาอายุเพียง 7 ขวบ เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมชื่อดังอย่าง Bronx High School of Science และจบจาก Bowdoin College สาขาแอฟริกันศึกษา หลังจบการศึกษา เขาไม่ได้เข้าสู่วงการธุรกิจหรือการเมืองทันที แต่ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่กำลังจะถูกยึดบ้านในควีนส์
เขาเข้าสู่การเมืองในปี 2020 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐจากเขตแอสทอเรีย ควีนส์ เมื่อประกาศลงสมัครนายกเทศมนตรีเมื่อปีที่แล้ว ใครๆ ก็คิดว่าเขาเป็นม้ามืดที่ไม่มีทางชนะ แต่ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย อาสาสมัครนับหมื่น และนโยบายที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของคนทำงาน เขาชนะคะแนนไพรมารีของพรรคเดโมแครต เอาชนะ Andrew Cuomo อดีตผู้ว่าการรัฐที่มีชื่อเสียง และในเดือนพฤศจิกายนเขาชนะอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไป
หนึ่งในวาระสำคัญของ Mamdani คือการปฏิรูประบบบำนาญที่เรียกว่า “Tier 6” ซึ่ง Andrew Cuomo สร้างขึ้นเมื่อปี 2012 ขณะที่เป็นผู้ว่าการรัฐ ระบบนี้บังคับให้พนักงานภาครัฐที่เข้าทำงานหลังปี 2012 ต้องเกษียณตอนอายุ 63 ปี (แทนที่จะเป็น 62 ปี สำหรับครูเดิมคือ 55 ปี) ต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น และได้บำนาญลดลง ลองจินตนาการ ครูสองคนสอนในห้องข้างกัน สอนนักเรียนเดียวกัน ใช้หลักสูตรเดียวกัน แต่คนหนึ่งที่จ้างในปี 2011 เกษียณได้ที่ 55 ด้วยบำนาญเต็ม ขณะที่อีกคนที่จ้างในปี 2013 ต้องทำงานจนถึง 63 ปี จ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่ได้บำนาญน้อยลง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความไม่เป็นธรรมระหว่างรุ่น” พนักงานหลายหมื่นคนสูญเสียเงินประมาณ 100,000 ดอลลาร์ตลอดชีวิตเพียงเพราะเข้าทำงานช้ากว่าเพื่อนร่วมงานแค่ไม่กี่ปี
Mamdani ให้คำมั่นว่าจะต่อสู้เพื่อยกเลิกความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ เขาต้องการให้แรงงานทุกรุ่นได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเข้าทำงานเมื่อใด นอกจากนี้ เขายังต้องการให้กองทุนบำนาญนิวยอร์ก ซึ่งมีสินทรัพย์ประมาณ 280 พันล้านดอลลาร์ นำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แทนที่จะไปเลี้ยง Wall Street เหมือนเดิม

ในประเทศไทย เรามีปัญหาคล้ายๆ กัน แต่อยู่ในรูปแบบที่ต่างออกไป ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ของเรา ซึ่งครอบคลุมลูกจ้างในภาคเอกชนมากกว่า 11 ล้านคน คำนวณบำนาญจาก “ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย” เท่านั้น ผลที่ตามมาคือ คนที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต จ่ายเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอ แต่เงินเดือนไม่ค่อยขึ้น กลับได้บำนาญน้อยกว่า นี่เป็นความไม่ยุติธรรมที่โจ่งแจ้ง สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) หรือ “บำนาญจากรายได้เฉลี่ยตลอดอาชีพที่ปรับค่าแล้ว”แทนที่จะดูแค่ 60 เดือนสุดท้าย สูตร CARE จะนำรายได้ทั้งหมดที่คุณมีตลอดชีวิตการทำงานมาคำนวณ โดยปรับค่าตามอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของค่าจ้าง โดยใช้ระบบ “คะแนนบำนาญ” ของเยอรมนีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในระบบที่เป็นธรรมที่สุดในโลก ผลที่ได้รับคือ ผู้ประกันตนที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือนต่ำแต่จ่ายเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 30 ปี จะไม่ถูกเสียเปรียบเมื่อเทียบกับการสมทบ ทุกปีของการทำงาน ทุกบาทที่จ่ายเงินสมทบ จะถูกบันทึกและนับรวมอย่างเป็นธรรมการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องสูตร CARE ผลออกมาชัดเจนมาก มีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นถึง 77.93% สนับสนุนสูตรนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าแรงงานไทยเข้าใจปัญหาและต้องการความเป็นธรรมในระบบบำนาญ
แต่การมีคนสนับสนุนเยอะไม่ได้แปลว่าจะผ่านง่ายๆ เช่นเดียวกับที่ Mamdani ต้องเผชิญกับการต่อต้านจาก Wall Street และสถาบันการเงินใหญ่ๆ ที่กลัวว่านโยบายของเขาจะทำให้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ เราในไทยก็เผชิญกับกลุ่มที่ขาดความเข้าใจที่ครบถ้วนและนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ ความท้าทายของเราคือ ต้องทำให้ผู้บริหารระดับสูงและนักการเมืองเข้าใจว่า ความเป็นธรรมในระบบบำนาญไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของคนทำงาน เมื่อคนรู้สึกว่าระบบปฏิบัติต่อเขาอย่างเป็นธรรม เขาจะทำงานหนักขึ้น มีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น และมีความมั่นใจในอนาคตมากขึ้น ทั้งนิวยอร์กและไทยสามารถเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ระบบบำนาญของเยอรมนีใช้ “คะแนนบำนาญ” (Entgeltpunkte) ที่สะสมตลอดอาชีพ ทุกปีคุณจะได้คะแนนตามรายได้ของคุณเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศ ถ้าได้เงินเดือนเท่ากับค่าเฉลี่ย ก็ได้ 1 คะแนน ถ้าได้สองเท่า ก็ได้ 2 คะแนน ระบบนี้โปร่งใส เข้าใจง่าย และเป็นธรรมกับทุกคน
ชัยชนะของ Mamdani ในนิวยอร์กส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมเป็นไปได้ แม้จะเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล หนุ่มวัย 34 ปีที่เคยเป็นแร็ปเปอร์ เคยช่วยคนที่กำลังจะเสียบ้าน สามารถเอาชนะราชวงศ์การเมืองและ Wall Street ได้ เพราะเขามีนโยบายที่ชัดเจน มีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ เขาไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับอำนาจ
ในคืนแห่งชัยชนะ Mamdani กล่าวว่า “ในช่วงเวลาแห่งความมืดมิดทางการเมือง นิวยอร์กจะเป็นแสงสว่าง” แล้วเขาก็ท้าทาย Donald Trump โดยตรงว่า “เราจะตอบสนองต่อคนมหาเศรษฐีและเผด็จการด้วยความเข้มแข็งที่พวกเขากลัว ไม่ใช่การประจบประแจงที่พวกเขาต้องการ”
สำหรับพวกเราในประเทศไทย การต่อสู้ยังไม่จบ แม้จะมีการสนับสนุนเกือบ 80% จากประชาชน การผลักดันสูตร CARE ให้ผ่านและนำไปใช้จริงยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้ง รัฐบาล และที่สำคัญคือแรงกดดันจากประชาชนแต่เรามีความหวัง เพราะเราไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง เมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์กกำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเดียวกัน ประเทศในยุโรปได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระบบบำนาญที่เป็นธรรมสามารถทำได้จริง และที่สำคัญที่สุด เรามีตัวเลขที่ชัดเจน 77.93% ของผู้ที่เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเห็นด้วยกับสูตร CARE
Mamdani จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2026 โลกจะจับตาดูว่าเขาจะทำนโยบายที่สัญญาไว้ให้สำเร็จได้หรือไม่ โดยเฉพาะการปฏิรูป Tier 6 ที่จะต้องผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติรัฐนิวยอร์ก
สำหรับประเทศไทยอยู่ในชั้น การเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีผลใช้ในปี 2569 ซึ่งความสำเร็จของการปฏิรูปบำนาญครั้งใหญ่ของประเทศ ความสำเร็จไม่ว่าในประกันสังคมไทย หรือที่จะเกิดขึ้นในนิวยอร์ก จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ผู้คนที่เผชิญความเดือดร้อนได้มีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลง
