ทำไมคนกลุ่มหนึ่งถึงอยากเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: บทเรียนจากชิลีที่เราต้องระวัง
คอลัมน์ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เมื่อปี 2566 ผู้ประกันตนไปใช้สิทธิ์เลือกกรรมการบอร์ดประกันสังคม ระบบที่ใช้คือหนึ่งคนเลือกได้เจ็ดคน ผลออกมาทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะหกในเจ็ดที่นั่ง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ประกันตนกว่าสิบห้าล้านคนต้องการอะไร
แต่หลังจากนั้น ราวปีกว่ากลับมีกลุ่มคนเสนอให้เปลี่ยนระบบใหม่ บ้างก็บอกว่าให้เลือกผู้แทนสองร้อยคนก่อน แล้วให้สองร้อยคนนี้มาเลือกกรรมการต่อ บ้างก็บอกว่าเปลี่ยนเป็นหนึ่งคนเลือกได้แค่หนึ่งคนแทน และที่น่าแปลกใจกลุ่มคนที่เสนอระบบเลือกตั้งแปลกประหลาดเหล่านี้คือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์
ฟังดูเหมือนเป็นแค่การปรับปรุงให้ดีขึ้น ให้เป็นธรรมขึ้น หรือให้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ถ้าเราดูจากประสบการณ์ของหลายประเทศและใช้ความเข้าใจทางการเมือง เราจะเห็นว่านี่คือการพยายามทำลายพลังของคนจำนวนมาก แล้วเพิ่มอำนาจให้กลุ่มคนบนในการควบคุมกองทุนประกันสังคมที่มีค่ากว่าสองล้านเจ็ดแสนล้านบาท
ระบบเลือกตั้งแบบหนึ่งคนเลือกเจ็ดคนที่ใช้อยู่ตอนนี้ เป็นระบบที่ให้อำนาจกับคนจำนวนมากอย่างเต็มที่ ผู้ประกันตนสามารถเลือกทีมที่มีนโยบายชัดเจนและเข้ากันได้
การจะชนะในระบบนี้ต้องมีการจัดตั้งองค์กร ต้องมีคนจำนวนมากสนับสนุน และต้องมีนโยบายที่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ เห็นได้จากทีมก้าวหน้าที่นำเสนอสูตร CARE ซึ่งคนเห็นด้วยถึง 77.93% ตอนที่มีการรับฟังความคิดเห็น ระบบนี้ก็รับประกันว่าคนที่ได้รับเลือกมีความชอบธรรมชัดเจน
ในทางกลับกัน การเปลี่ยนเป็นระบบผู้แทนสองร้อยคนหรือระบบหนึ่งคนเลือกหนึ่งคนจะสร้างผลต่างอย่างมาก ระบบผู้แทนสองร้อยคนเลือกกันเองจะสร้างคนกลางระหว่างผู้ประกันตนกับกรรมการบอร์ด ทำให้เกิดช่องว่างที่กลุ่มทุนสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ การไปชักชวนหรือซื้อตัวผู้แทนสองร้อยคนนั้นง่ายกว่าการจัดการกับคนสิบห้าล้านคนมาก
กลไกนี้จะเปิดพื้นที่ให้เกิดการเมืองในห้องปิด การต่อรอง และการแลกผลประโยชน์ที่ผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่สามารถเห็นหรือตรวจสอบได้
สำหรับระบบหนึ่งคนเลือกหนึ่งคน แม้จะดูเป็นธรรม แต่กลับทำลายความสามารถของคนจำนวนมากในการเลือกทีมงานที่มีนโยบายเข้ากันได้
ระบบนี้จะทำให้เสียงของคนจำนวนมากแตกกระจาย ผลการเลือกตั้งอาจไม่สะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ และจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีชื่อเสียงหรือมีเงินมากกว่าการสนับสนุนนโยบาย นอกจากนี้ยังทำให้กรรมการบอร์ดขาดความเป็นหนึ่งเดียวในการผลักดันนโยบาย
ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการออกแบบระบบเลือกตั้งเพื่อจำกัดอำนาจของคนจำนวนมากนั้นเป็นอย่างไร มาดูกรณีของประเทศชิลี
หลังจากที่ Augusto Pinochet ทำรัฐประหารในปี ค.ศ.1973 รัฐบาลเผด็จการได้ออกแบบระบบเลือกตั้งที่เรียกว่า binomial system สำหรับใช้ตอนที่จะเปลี่ยนกลับมาเป็นประชาธิปไตย
ระบบนี้กำหนดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีผู้แทนสองคน และใช้กฎที่ทำให้พรรคที่ได้คะแนนอันดับสองสามารถได้ที่นั่งได้ง่าย แม้จะได้คะแนนน้อยกว่าพรรคที่ชนะมาก
เป้าหมายคือป้องกันไม่ให้ฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นตัวแทนของคนจำนวนมากสามารถเข้ามามีอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภา แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ก็ตาม
ผลของระบบนี้ต่อประชาธิปไตยและนโยบายสาธารณะในชิลีรุนแรงและยาวนาน
พรรคฝ่ายขวาที่สืบทอดความคิดของ Pinochet สามารถคงอำนาจในรัฐสภาได้มากกว่าที่ควรจะเป็นตามคะแนนเสียงที่ได้รับ ทำให้การปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการถูกชะลอหรือบิดเบือนไป ต้องใช้เวลากว่ายี่สิบห้าปีจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งนี้ได้ในปี ค.ศ.2015
และแม้หลังจากนั้นผลของการล็อกอำนาจไว้ในกลุ่มคนบนยังคงหลงเหลืออยู่ในโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจของชิลีจนถึงทุกวันนี้
บทเรียนสำคัญจากชิลีคือการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งหลังจากได้ผลที่ไม่พอใจนั้นมักมีเจตนาร้ายและสร้างผลกระทบระยะยาวที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย
เมื่อนำบทเรียนจากชิลีมาดูกับสถานการณ์ในประเทศไทย เราจะเห็นความคล้ายคลึงที่น่าเป็นห่วง
ข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายหนึ่งแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบ ไม่ใช่ก่อนการเลือกตั้งหรือเมื่อมีปัญหาที่ชัดเจนในระบบเดิม การเปลี่ยนแปลงกติกาหลังจากเห็นผลแล้วนั้นเป็นสัญญาณของการไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย และเป็นการพยายามปรับระบบให้เอื้อประโยชน์ต่อตนเองมากกว่าการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการประชาธิปไตย
นอกจากนี้ เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของกองทุนประกันสังคมในฐานะทรัพยากรสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กองทุนมูลค่ากว่าสองล้านเจ็ดแสนล้านบาทนี้เป็นเงินสะสมของผู้ประกันตนที่หักจากค่าจ้างมาตลอดชีวิตการทำงาน การจัดการกองทุนนี้จึงควรอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกันตนโดยตรง ไม่ใช่ผ่านคนกลางที่อาจถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทุน ระบบที่ลดการเข้าถึงและการควบคุมของคนจำนวนมากย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการบริหารจัดการที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ประกันตน
จากการศึกษาเรื่องรัฐสวัสดิการ นักวิชาการอย่าง Gösta-Esping-Andersen และ Walter Korpi ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความเข้มแข็งของนโยบายสวัสดิการในแต่ละประเทศมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอำนาจทางการเมืองของแรงงาน
ระบบเลือกตั้งและสถาบันทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้แรงงานและคนจำนวนมากสามารถแสดงออกทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักนำไปสู่นโยบายสวัสดิการที่เข้มแข็งกว่า
ในทางกลับกัน การสร้างอุปสรรคที่จำกัดอำนาจของคนจำนวนมากมักนำไปสู่การถดถอยของสวัสดิการและการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับการเสนอเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคการเลือกตั้ง แต่เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจในการกำหนดอนาคตของระบบสวัสดิการของประเทศ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ชนะการเลือกตั้งได้นำเสนอสูตร CARE ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากผู้ประกันตน
แต่การปฏิรูปนี้กลับถูกต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่สามารถชนะด้วยการโต้แย้งทางนโยบายได้ จึงหันมาพยายามเปลี่ยนกติกาของเกม ถ้าการเปลี่ยนแปลงนี้สำเร็จ จะสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย คือการที่ฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้เพื่อให้ได้เปรียบในอนาคต ต้นทุนของการยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียประสิทธิภาพในการจัดการกองทุนประกันสังคม แต่ยังรวมถึงการทำลายความชอบธรรมของสถาบันประชาธิปไตยในวงกว้าง
เมื่อผู้คนเห็นว่ากติกาสามารถถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ พวกเขาจะสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม
นี่จะนำไปสู่ความเหนื่อยหน่ายทางการเมือง การลดลงของการมีส่วนร่วม และในที่สุดการเปิดโอกาสให้คนที่มีอำนาจเข้ามาควบคุมสถาบันสาธารณะได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น การปกป้องระบบการเลือกตั้งแบบหนึ่งคนเลือกเจ็ดคนจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องกติกาของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเท่านั้น แต่เป็นการปกป้องหนึ่งคนหนึ่งเสียงและการยืนยันหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่อยู่ที่กลุ่มคนบนหรือกลุ่มทุน
เป็นการยืนยันว่ากองทุนประกันสังคมเป็นของผู้ประกันตนและควรอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของพวกเขา ไม่ใช่ผ่านกลไกที่สามารถถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนได้ง่าย
บทเรียนจากชิลีบอกเราว่าการยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งเพื่อจำกัดอำนาจของคนจำนวนมากนั้นมีราคาแพงและมีผลกระทบระยะยาว
ประเทศไทยไม่ควรทำผิดพลาดเช่นเดียวกัน
