โดย ธงชัย วินิจจะกูล
[ขยายความจากประเด็นหนึ่งในคำขอบคุณ (ที่ไม่ได้เตรียมล่วงหน้า) ต่อวิทยากรและผู้ร่วมงานเปิดตัวหนังสือ มนุษยภาพ : รวมบทความเชิงวิพากษ์เพื่อเป็นเกียรติแก่ธงชัย วินิจจะกูล, ธนาพล ลิ่มอภิชาต, พวงทอง ภวัครพันธุ์ บก., (ฟ้าเดียวกัน 2568) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]
ขอขอบพระคุณและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มิตรสหายผู้ร่วมจัดทำหนังสือนี้ขึ้นมา นำชื่อบทความของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ มาเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้ งานเขียน “มนุษยภาพ” ของคุณกุหลาบมีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ความคิดของไทย ทั้งในแง่สาระ ความงดงามของถ้อยคำ และเวลาที่งานเขียนชิ้นนี้ปรากฏขึ้น (หนึ่งปีเศษก่อนการปฏิวัติ 2475)
ผมขอไม่อธิบายเพิ่มเติม หวังว่าคนที่ไม่เคยอ่านสามารถเป็นพยานถึงสิ่งที่ผมกล่าวมาได้ด้วยตัวเอง https://www.silpa-mag.com/culture/article_7900
อย่างไรก็ตาม การแสดงความเคารพที่ดีที่สุดต่อผู้ยิ่งใหญ่ทางปัญญา ก็คือ อภิปราย ขยายความ และสร้างความก้าวหน้าให้กับความเข้าใจต่อ “มนุษยภาพ” ในสังคมไทย
ผมคิดว่าสังคมไทยไม่ได้ไร้มนุษยภาพอย่างที่ชื่อรายการระบุหรอกครับ แต่มโนทัศน์เกี่ยวกับ “มนุษยภาพ” ของไทยต่างไปจากแบบที่เราท่านปรารถนา และต่างจาก “มนุษยภาพ” ที่คุณกุหลาบแสดงไว้ในข้อเขียนของท่าน
มโนทัศน์ “มนุษยภาพ” อย่างที่คุณกุหลาบกล่าวถึง เกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นมาในยุโรปหลังยุคเรืองปัญญา (The Enlightenment) หมายถึง ยุคสมัยทางความคิดที่อารยธรรมมนุษย์ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “เหตุผลนิยม” ซึ่งเป็นผลของการต่อสู้เพื่อสลัดหรือลดทอนความเชื่อทางศาสนาลง แทนที่ด้วยความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้ความเข้าใจต่อศาสนา พระเจ้า สิ่งเหนือธรรมชาติอื่นๆ จะต้องปรับให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด หรือเลิกเชื่อไปเลย
“มนุษยภาพ” ตามเหตุผลนิยมแบบนี้ จึงหมายถึง มนุษย์ที่ตระหนักถึงศักยภาพในตนเอง ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ มิใช่เป็นผลของการสร้างสรรค์หรือถูกกำหนดชะตาชีวิตโดยพระเจ้า มีการถกเถียงต่อมาอีกนับร้อยปีถึงศักยภาพและธรรมชาติของความเป็นมนุษย์แบบนี้ว่าหมายถึงคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
แต่ที่สำคัญคือ มนุษย์มีสิทธิเสรีภาพติดตัวมาตามธรรมชาติ พรากออกจากมนุษย์แต่ละบุคคลไม่ได้ เป็นเงื่อนไขให้มนุษย์ทุกคนมีความสามารถจะพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งปัจจัยเหนือธรรมชาติอีกต่อไป จะเห็นได้ว่ามโนทัศน์มนุษยภาพแบบดังกล่าวนี้ ผูกกับ “เหตุผลนิยม” ในประวัติศาสตร์ยุโรปอย่างมาก แต่มิได้หมายความว่าในสังคมอื่นที่ประวัติศาสตร์ต่างออกไป จะไม่มีทางมีมโนทัศน์ทำนองนี้
ในความเป็นจริง มโนทัศน์มนุษยภาพแบบนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกยุคสมัยใหม่ แต่พัฒนาการของมโนทัศน์เช่นนี้ในสังคมนอกยุโรป ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นการปะทะปรับแปรกับความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีตามจารีตของสังคมนั้นๆ
ในกรณีของไทย เนื่องจากสังคมสยามไม่เคยผ่านประวัติศาสตร์อย่างยุคเรืองปัญญา ไม่เคยเกิด “เหตุผลนิยม” ชนิดที่ศาสนาเป็นปรปักษ์กับวิทยาศาสตร์ แต่ปรปักษ์ของพุทธแบบมีเหตุมีผลนับแต่สมัยรัชกาลที่ 4 กลับเป็น “ไสยศาสตร์” (ซึ่งเป็นปรปักษ์แบบคัมภีร์ หรือ orthodox มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล) มีการปรับความคิดพุทธศาสนาให้ดูมีเหตุมีผลขึ้นจนไม่เป็นปฏิปักษ์หรือคู่ตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์
หรือกล่าวกลับกันได้ว่า วิทยาศาสตร์ในสังคมไทยไม่เหมือนกับวิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตก เพราะเป็นพันธมิตรกับศาสนา ทั้งพุทธและวิทยาศาสตร์มีปรปักษ์ร่วมกันคือ ไสยศาสตร์
ดังนั้น จึงไม่เคยมี “โลกวิสัย” (secularism) จริงๆ ในสังคมไทย หรืออาจเรียกได้ว่ามีครึ่งๆ กลางๆ ก็คงได้
[ปรากฏการณ์ทำนองนี้เกิดกับสังคมนอกตะวันตกอื่นๆ มากมาย กล่าวคือ ไม่เคยผ่านประวัติศาสตร์อย่างยุคเรืองปัญญา ไม่เคยเกิด “เหตุผลนิยม” มโนทัศน์เรื่องมนุษยภาพต่างจากสังคมตะวันตก และไม่เคยเกิด “โลกวิสัย” ที่ศาสนาแยกจากอำนาจรัฐ สังคมไทยไม่ใช่พิเศษจนเปรียบเทียบหรือเรียนรู้จากผู้อื่นไม่ได้]
“มนุษย์” ในความคิดแบบจารีตของไทย มีรากฐานมาจากความคิดฮินดู-พุทธ ซึ่งนี่ไม่ถือว่า “มนุษย์” เป็นอนุภาคทางสังคมโดดๆ ในตัวเอง แต่ถือว่าคนคนหนึ่งมี “สถานะที่ถูกกำหนดตามความสัมพันธ์กับคนอื่น” ตลอดเวลา มีคนละหลายๆ สถานะในเวลาเดียวกันด้วยซ้ำ
เช่น มนุษย์ผู้ชายก็เป็นพ่อ ปู่ ตา เป็นลูก พี่ หรือน้องชาย และเป็นผัว เป็นช้างเท้าหน้า ฯลฯ
มนุษย์ผู้หญิงก็เป็นแม่ ย่า ยาย เป็นลูก พี่ หรือน้องสาว และเป็นเมีย เป็นช้างเท้าหลัง ฯลฯ
ในเวลาเดียวกันทั้งหญิงและชาย ยังเป็นศิษย์หรือเป็นครู เป็นสมณะหรือเป็นพุทธบริษัท
เป็นข้าไพร่หรือเป็นขุนนาง เจ้า
เป็นนายหรือเป็นบ่าวบริวาร เป็นต้น
สถานะหนึ่งๆ พ่วงบทบาท หน้าที่ ศีลธรรม ความประพฤติที่คาดหวังจากสถานะนั้นๆ ด้วยเสมอ คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับแนวคิดเช่นนี้ผ่านคำสอนเรื่อง “ทิศ 6” ซึ่งบางคนถือว่าเป็น “หน่วยของสังคมที่เล็กที่สุด สำคัญที่สุด ทรงอานุภาพที่สุด”
“สถานะ” ไม่ใช่เป็นเพียงหัวโขนอย่างที่เราพูดกัน เพราะ “หมวก” ทุกใบเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นคนของคนผู้นั้น
หมวกกลายเป็นสิ่งกำหนดความเป็นมนุษย์แบบที่อยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นเสมอ เพราะไม่มีมนุษย์ที่เป็นหน่วยทางชีววิทยาอย่างโดดๆ โดยไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับใครเลย
ที่สำคัญมากๆ ก็คือความสัมพันธ์กับผู้อื่นล้วนแต่ “ไม่เท่ากัน” แทบทั้งนั้น
คนทุกคนอยู่ในใยแมงมุมของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ต่างกันตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น ชาติกำเนิดสูงหรือต่ำ ชายหรือหญิง คนกรุงหรือคนบ้านนอก ไทยหรือชาติพันธุ์อื่น เจ้าหรือข้าไพร่ นายหรือบ่าว ผู้ปกครองหรือราษฎร และอื่นๆ อีกสารพัดที่ล้วนแปรเป็นระดับอำนาจที่ต่างกันได้ทั้งสิ้น
“มนุษย์” ในความหมายนี้ มิได้ถูกท้าทายอย่างหนักในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ของไทย
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยเปลี่ยนแปลงเป็นยุคสมัยใหม่มาร้อยกว่าปีแล้ว ความคิดมโนทัศน์มนุษยภาพ ซึ่งอาจจะมีจุดเริ่มต้นมาจากประวัติศาสตร์ยุโรป ก็ได้แพร่กระจายมาเป็นความคิดที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยเช่นกัน
อย่าคิดว่าหมายถึงเพียงความคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ฯลฯ (ซึ่งมักถูกค่อนขอดจากคนปกป้องสถาบันว่าเป็นความคิดฝรั่ง) แต่รวมถึงความเป็นอิสรชน รักความเป็นไท ซึ่งบรรดานักคิดอนุรักษนิยมของไทยก็ล้วนแต่เชิดชูบูชามาตั้งแต่กรมพระยาดำรงฯ จนถึงพวกขวาจัดทุกวันนี้ ก็เป็นคุณสมบัติความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่งที่มาจากฝรั่งเช่นกัน
ความคิดต่อ “มนุษย์” แบบต่างกัน จึงดำรงอยู่ด้วยกัน มีปฏิสัมพันธ์ ปะทะกัน ประสานปะปนกันมาร้อยกว่าปีแล้ว เกิดคนอย่างสาย สีมา ที่เป็นปีศาจหลอกหลอนความเป็นมนุษย์แบบสูงต่ำ
และเกิดข้อเขียนอันทรงพลังอย่าง “มนุษยภาพ” ของคุณกุหลาบที่สะท้อนว่าโลกทางปัญญาของสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงก่อนการปฏิวัติ 2475
ผลออกมาเป็นความเข้าใจต่อมนุษย์ของคนไทยปัจจุบันที่ผสมผสานทั้งสองอย่าง อย่างไรก็ตาม การศึกษาประเด็นนี้ยังมีไม่มากพอว่ามโนทัศน์มนุษยภาพแบบไทยเป็นอย่างไรชัดๆ แต่เราพอจะเข้าใจได้คร่าวๆ ผ่านปรากฏการณ์รูปธรรมมากมาย
เช่น ผ่านโศกนาฏกรรมทางการเมืองหลายครั้ง
ความรุนแรงและการทำร้ายศพในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สะท้อนว่าคนในสังคมพุทธไทยมองผู้ที่มีความคิดทางการเมืองนอกกรอบมากๆ เป็นภัยคุกคาม เป็นศัตรู แล้วมองศัตรูว่าต่ำกว่าคน ศพของศัตรูเหล่านั้นจึงสมควรถูกจัดการราวเป็นผีปีศาจหรือซากของสัตว์
กรณีตากใบเมื่อ 20 ปีก่อน คำอธิบายว่าเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดหรือเข้าใจผิดในการขนส่งมนุษย์ ยังไม่น่าพอใจ ยังรับไม่ได้หากไม่พิจารณาอีกปัจจัยมาประกอบ นั่นคือ เห็นคนไม่เป็นคน จึงปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวอย่างโหดร้ายทารุณเช่นนั้นได้โดยไม่ได้เฉลียวใจในขณะนั้นและยังพยายามแก้ตัวตลอด 20 ปีต่อมา ในกรณีนี้พวกเขาไม่ใช่ศัตรูที่กำลังคุกคาม แต่เป็นเชลยที่มีค่าน้อยกว่าคน ใช่หรือไม่
ในการสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ปี 2553 คนบ้านนอกเสมือนเชื้อร้ายที่เป็นภัยต่อชนชั้นกลางชาวกรุง ต้องขจัดฆ่าเชื้ออย่างเด็ดขาด แล้วทำความสะอาดขนานใหญ่หลังขจัดเชื้อไปแล้ว คนที่ต่ำกว่าคนจึงยังไม่ได้รับความยุติธรรม อำมาตย์ผู้สั่งการยังลอยนวล เราไม่รู้ว่าชาวกรุงที่เกลียดกลัวเชื้อในร่างคนในครั้งนั้นสำนึกผิดหรือละอายกันบ้างหรือยัง
การใส่พันธนาการหรือ “ตรวน” ต่อผู้ต้องหา และการราชทัณฑ์ทั้งระบบ สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยในปัจจุบันยังเห็นคนคุกต่ำกว่าคนนอกคุก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากสังคมจารีตซึ่งเห็นคนคุกไม่ใช่คน ไม่เพียงกรณีตรวน (ซึ่งเป็นการใช้ข้อยกเว้นทางกฎหมายอย่างฉ้อฉลชัดๆ) แต่การปฏิบัติต่อคนคุกหลายอย่างเป็นพยานชัดเจน ได้แก่ การรักษาพยาบาลที่ล่าช้า ไม่เพียงพอ ราวกับคนคุกไม่ใช่คนป่วยไข้ จนสังเวยด้วยชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม และอีกมาก อาหารในเรือนจำที่คนนอกคุกคงกินไม่ลง การปฏิบัติต่อคนคุกหญิงนับแต่แรกเข้า ฯลฯ
เหล่านี้สะท้อนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังราวกับเขาไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา
สังคมไทยยังพูดถึงความเป็นมนุษย์ตามวัฒนธรรมไทยไม่พอ ยังพิจารณาไม่พอถึงความสัมพันธ์ทางสังคมหลายกรณีที่ทำราวกับคนไม่เต็มคน ยังกระทำต่อกันราวไม่ใช่คนที่เต็มคน แถมเราท่านมักกระทำเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัว เพราะสามัญสำนึกของเรามิได้ทำให้เราฉุกคิด แต่กลับทำให้เรารู้สึกเป็นปกติ
เพราะมโนทัศน์มนุษยภาพในวัฒนธรรมไทยยุคสมัยใหม่นี้โดยพื้นฐานที่ตกทอดจากสังคมจารีต ยังเห็นคนไม่เต็มคนอย่างเท่ากัน
เพราะมโนทัศน์มนุษยภาพของไทยยุคสมัยใหม่ที่ตกทอดจากสังคมจารีต ยังจัดคนสูงต่ำตามเกณฑ์สารพัดซึ่งล้วนพ่วงกับระดับอำนาจที่ต่างกันด้วยเสมอ
“มนุษย์” ในความสัมพันธ์ทางสังคมแบบไทยไม่มีใครออกนอกเครือข่ายของอำนาจนานาชนิดไปได้ เพราะเครือข่ายของอำนาจนานาชนิดที่ทำให้คนสูงต่ำเป็นคนไม่เท่ากัน คือระเบียบของสังคมอันมีศีลธรรมดีงาม
“มนุษยภาพ” ของไทย ซึ่งไม่เคยผ่านยุคเรืองปัญญาหรือเหตุผลนิยม มีลักษณะเช่นนี้
สังคมไทยปัจจุบัน จึงยังต้องการ “สาย สีมา” ต้องการปีศาจ และต้องการ “มนุษยภาพ” อย่างที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้บุกเบิกไว้อย่างทรงพลัง

