โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
แทนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นกันเองกับเผด็จการ คือ แสดงความสนิทสนมกับ คิม จองอึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ จะเป็นสาระหลักความสัมพันธ์สหรัฐต่อเกาหลีเหนือในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ น่าพิจารณาว่า การเผชิญหน้าถาวรที่ไม่อาจคัดง้างได้แสดงว่า มันคือ ยุทธศาสตร์ของทรัมป์
ช่วงที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทอดไมตรีและยอมลดขนาดการซ้อมรบและช่วงเวลาซ้อมรบร่วมกับกองกำลังทหารเกาหลีใต้ จาก 11 วัน เหลือ 5 วัน
แต่ท่าทีของเกาหลีเหนือต่อสหรัฐ ภูมิภาค และโลกก็เหมือนเดิม ยังคงแข็งกร้าว พร้อมยิงขีปนาวุธ แล้วยังมีลูกเล่นทางการทูตมากมาย ก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพและความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี
น่าสนใจ เกาหลีเหนือมีแต้มต่ออะไรต่อสหรัฐเมื่อเทียบกับ 7 ปีที่แล้ว
กระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้หาทางเจรจาเพื่อตอบโต้การที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมากถึง 7 ลูกตกในน่านน้ำเอเชียตะวันออก
ประการแรก
มีความเป็นไปได้คือ เกาหลีเหนือใช้ การครอบครองและการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นแต้มต่อ
เกาหลีเหนือเป็นชาติที่ 9 ของโลกที่มีระเบิดนิวเคลียร์ ข้อมูลจากสถาบันศึกษาด้านอาวุธของสวีเดนระบุว่า เกาหลีเหนือครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ถึง 9 หัวรบ ทรัมป์อ้างเมื่อปีที่แล้วว่ามีอยู่ 57 หัวรบ แต่เกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์มากถึง 100 ลูก
เกาหลีเหนือเริ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 1994 ถึงปี 2006 เริ่มทดสอบขีปนาวุธปี 2011 ซึ่งเป็นปีที่ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของเกาหลีเหนือ แล้วมีการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์แล้ว 11 ครั้ง
ประการที่สอง
เกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์แน่นเฟ้นกับสองมหาอำนาจใหญ่คือ จีนและรัสเซีย เกาหลีเหนือช่วยส่งกำลังทหารราว 80,000 นายเข้าร่วมรบกับรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ยูเครน
การที่ประธานาธิบดีคิม จองอึน เข้าร่วมพิธีสวนสนามใหญ่ของรัสเซีย ถือว่ามีความสำคัญมากและเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของการเคารพนับถือ
สองตัวแปรนี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเกาหลีเหนือ จนกระทั่งบีบให้สหรัฐต้องปรับกลยุทธ์ต่อเกาหลีเหนือจาก
การกดดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ เปลี่ยนเป็นห้ามเกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
แล้วสหรัฐจะใช้อะไรกดดันต่อเกาหลีเหนือได้อีก หลังจากสหรัฐเข้าร่วมซ้อมรบกับกองกำลังเกาหลีใต้ สหรัฐคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งหมดไม่ได้ก่อผลอะไรต่อเกาหลีเหนือ
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งถึงกับอธิบายว่า ความล้มเหลวของทรัมป์ต่อการกดดันเกาหลีเหนือคือ อีกความล้มเหลวทางการเมืองของสหรัฐ หลังจากที่ล้มเหลวทางการเมืองแล้วในการทำสงครามกับอิหร่าน เพียงแต่สาระต่างกัน
ประเมิน การลดขนาดการซ้อมรบสหรัฐกับเกาหลีใต้ ทรัมป์เป็นกันเองกับเผด็จการ ทรัมป์กล่าวและแสดงความสนิทกับคิม จองอึน น่าพิจารณาว่า การเผชิญหน้าไม่อาจดำรงถาวร ด้วยเหตุว่าประธานาธิบดีทรัมป์เหนื่อยมากกับความสัมพันธ์พันธมิตรที่ไม่ยอมจ่ายผลประโยชน์ให้สหรัฐ ที่ทรัมป์คาดว่าจะเกิดความปั่นป่วนที่สุดและคาดการณ์ไม่ได้ด้วย แล้วคำถามที่น่าสนใจมากกว่าคือ
การจัดการแบบเดิมของสหรัฐคืออะไร และทำเพื่อใคร?
ทรัมป์ตัดสินใจสั่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐลดขนาดและระยะเวลาการซ้อมรบที่เรียกว่า Ulchi Freedom Shield Exercise ร่วมกับเกาหลีใต้ แล้วอ้างว่าประธานาธิบดคิม จองอึน ตอบสนอง ‘บวกมาก’ แล้วแสดงออกชัด นำเรื่องการค้าแทรกเข้าไป
ทรัมป์ทั้งชัดเจนและดูจากบุคลิก มีความเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ เขาขุ่นเคืองโซล ที่ลดการสนับสนุนสหรัฐช่วงระหว่างทำสงครามอิหร่าน ทรัมป์อ้างว่า การซ้อมรบแพง ไม่เหมาะสม
และข้อโต้แย้งของเขาย้ำข้ามหลายๆ ภาคส่วนจาก NATO ถึงญี่ปุ่นที่สหรัฐสนับสนุนความมั่นคงของประเทศผู้มั่งคั่ง แต่กลับลดการต่างตอบแทนกับสหรัฐ เมื่อสหรัฐต้องการบางสิ่งบางอย่าง
ทรัมป์ไม่ใช่คนโง่ เกาหลีใต้คือ รัฐที่พัฒนาแล้ว มีความน่ากลัวเรื่องเทคโนโลยีและ GDP ส่วนเกาหลีเหนือ สถานะของพวกเขาคือ ความสามารถทางทหาร และอยู่ใต้ร่มการขัดขวางซึ่งถูกออกแบบเพื่อถ่วงดุลอำนาจตั้งแต่ปี 1953 ปีแห่งวิกฤตการณ์คาบสมุทรเกาหลี เมื่อกองทัพสหรัฐร่วมกับเกาหลีใต้ปะทะและเผชิญหน้ากับกองทัพเกาหลีเหนือ จนต้องมี เส้นขนาน แยกเป็นสองประเทศ และไม่เคยเจรจาใหม่อย่างจริงจังจนถึงปี 2026
การซ้อมรบและการขยายพันธมิตรคือเบี้ยใช้ต่อรองมากกว่าเป็นการผูกมัดที่อุทิศให้ คือ มันไม่เข้ากันกับนโยบายต่างประเทศ เพราะการสถาปนาพันธมิตรไม่เคยต้องการการทวงถามถึงการผูกมัดเหล่านี้ มีต้นทุนที่พวกเขาซื้อ
ความผูกพันไม่เรียกร้องภาพลวงตา
ไม่มีการเรียกร้องเรื่องนี้ แต่เชื่อกันว่า คิม จองอึน คือ ตัวการปฏิรูป หรือว่าการประชุมขัดขวางทรัมป์ในโครงการยุทโธปกรณ์เหนือ มันไม่ใช่เกาหลีเหนือใช้เวลาหลายปีแทรกแซงเพื่อขยายอาวุธของตัวเอง พึ่งพาลึกซึ้งต่อรัสเซียและจีน และรัฐสภาของคิมเองผูกมัดเรื่องนี้ชัดเจน คือให้รัฐบาลสร้างอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป
แต่สหรัฐวิจารณ์ว่า การพูดคุยกับคิม จองอึน ทำความชอบธรรมให้คิม การซ้อมรบลดลงเป็นเรื่องการกระทำฝ่ายเดียว ถูกกดดันมาก ถูกทดสอบมานาน 3 ทศวรรษต่อระบอบการปกครองว่า เข้มแข็งมากขึ้นอย่างเดียว มีนิวเคลียร์ขยายตัวมากกว่ากับผู้อุปถัมป์ของตนในรัสเซียและในจีน
การแซงก์ชั่นระบอบการเมืองและการซ้อมรบร่วมไม่ได้หยุดการสร้างขีปนาวุธเพียงอย่างเดียว
ผู้ชมตัวจริงคือ ปักกิ่ง
มีรายละเอียดเปิดเผยมากขึ้นในเรื่องนี้ คือ เกาหลีเหนือไม่เขินอายแต่ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางไปกรุงโซล เกาหลีใต้ จีนแทรกตัวเองเข้าไปในเกาหลี แค่เป็นสัญญาณเปิดของสหรัฐ ก้าวข้ามแรงกดดันต่างๆ นั่นคือ กระดานหมากรุกแห่งผลประโยชน์ของเกาหลีเหนือและต่อคิม ต่อสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน และต่อวลาดิมีร์ ปูติน รัสเซีย ยังเห็นแรงบีบอัดท่ามกลางการผูกมัดชาติเอเชียของสหรัฐที่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วน มีการเจรจาแยกส่วน การผ่อนคลายการแซงก์ชั่น
อะไรคือคำปรึกษาแท้จริง
ท่าทีจริงต่อคาบสมุทรเกาหลีไม่ใช่ความผูกพันแบบโรแมนติกหรือเพ้อฝัน หลังการลดซ้อมรบ มันคือ การทรยศหักหลัง
คือยังคงมีการครอบงำที่เพิ่มมากขึ้น พลังอำนาจขยายตัว
คำตอบที่ซื่อสัตย์คือ เกาหลีเหนือปราศจากวิกฤตจริง มีปัญหาคำสั่งระดับ 2 ต่อการแข่งขันเชิงโครงสร้างกับจีนและทำทุกความสัมพันธ์พันธมิตรภูมิภาคคือ เคลื่อนย้ายไม่ได้มากกว่าเป็นพันธมิตรที่เจรจาได้เรื่อง แชร์ภาระ ปล่อยสหรัฐด้วยข้อผูกมัดต่างๆ
วิธีของทรัมป์คือ วิธีการที่หลายฝ่ายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างๆ กัน (transaction) ประเด็นคร่าวๆ และวาทะของทรัมป์คือ การยอมรับ ของคิม จองอึน ทดแทนสาระ แต่แรงกระตุ้นการฝึกผสม ซ้อมรบ พันธมิตรและด้านการทูตเป็น ตัวแปร มากกว่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ ใกล้ชิดมากขึ้นกับมหาอำนาจทำอย่างไร
การทูตใหม่เปิดออก
นี่คือฉากหลังของทรัมป์ เขากำลังจะพบคิมต่อไปในปีนี้ หลังจากอิทธิพลของคิมแก้ปัญหาโลกยังจำกัด คิมไม่สามารถช่วยประธานาธิบดีสหรัฐแก้การท้าทายทางยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สุด ได้แก่ พัฒนาความสัมพันธ์ดีขึ้นกับจีน ยุติสงครามรัสเซียในยูเครน และยุติสงครามในอิหร่าน อะไรที่คิดทำ หายนะต่อแผนป้องกันประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นสร้างความพอใจ การลดลงของการสนับสนุนของสหรัฐต่อพันธมิตร
คำถามที่มีค่า ถามว่า ไม่ใช่ทรัมป์ เป็นกันเองกับเผด็จการ
คาบสมุทรเกาหลีจะเพียงเพิ่มปัญหาให้สหรัฐคือ ความพยายามยุติสงครามต่างๆ ในยุโรปและตะวันออกกลาง
อะไรที่ทรัมป์ต้องเลี่ยงกำลังเปิดอีกฉากของความตึงเครียดและความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
