ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (2)
ธเนศวร์ เจริญเมือง
- อ่าน ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
- อ่านบทความทั้งหมดของธเนศวร์ เจริญเมือง คลิกที่นี่
โลกาภิวัตน์กับการพัฒนาของทุนนิยม
คําถามสำคัญที่มิลาโนวิช นักเศรษฐศาสตร์ชาวเซอร์เบีย-อเมริกัน เสนอก็คือ โลกาภิวัตน์สนองตอบต่อทุนนิยมทั้ง 2 แบบที่เกิดขึ้นอย่างไร
ข้อแรก การแยกทุนนิยมออกเป็นหลายส่วนเกิดขึ้นแล้ว 2 ยุค คือ ยุคแรก (ศตวรรษที่ 19 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1918) และยุคที่ 2 (ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน)
ในยุคแรก ค่าใช้จ่ายด้านการคมนาคมขนส่งที่ลดลงทำให้การผลิตกับการบริโภคแยกจากกันได้ในทางภูมิศาสตร์ นั่นคือ เพิ่มโอกาสให้การค้าขนาดใหญ่และการส่งทุนออกไปได้มากขึ้น โดยที่ในขณะนั้นลัทธิล่าอาณานิคมยังคงมีบทบาทในขอบเขตทั่วโลก ขณะที่ทุนนิยมอยู่ร่วมกับรูปแบบการผลิตอื่นๆ ได้ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศต่างๆ ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมยิ่งมีการพัฒนามากขึ้น
ในยุคที่ 2 เมื่อเกิดความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านข้อมูลและการติดต่อสื่อสารทั่วโลก บริษัทต่างๆ ก็ยิ่งได้โอกาสในการแยกการผลิตออกไปสู่หลายๆ ประเทศ ขณะเดียวกันก็สามารถรักษาและควบคุมรูปแบบของสินค้าและงานทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลาง การกำหนดมูลค่าสินค้าที่สร้างขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาและรวบรวมเข้าเป็นเครือข่ายการผลิต
ทั้งหมดจึงเปิดโอกาสให้เกิดการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จากยุคเดิมที่เริ่มการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม
ผลของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามมาอย่างน้อย 3 อย่าง คือ
1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการไล่ตามทัน เช่น บรรษัทข้ามชาติกล้าส่งเทคโนโลยีข้ามทะเล, ส่งระบบโน-ฮาว และเร่งพัฒนาการผลิตในต่างแดนได้มากขึ้น
2. การส่งออกระบบการผลิตและระบบบริการข้ามประเทศสามารถลดอำนาจการต่อรองของกรรมกรระดับกลางในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผลที่ตามมาอีกอย่างก็คือ ค่าจ้างไม่เพิ่ม การแยกงานออกไปทำได้อีกหลายแผนก และความไม่พอใจของกรรมกร
และ 3. การจัดดุลระหว่างรายได้ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตนอกซีกโลกตะวันตก ผลกระทบก็เกิดขึ้นกับช่องว่างของรายได้ที่หดเล็กลงจากยุคเก่า นั่นคือ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
มิลาโนวิชย้ำว่า ทุนนิยมระดับโลกในยุคนี้ได้สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างชนชั้นนำของประเทศที่พัฒนาแล้วกับกรรมกรในประเทศที่กำลังพัฒนา ทุนในโลกเขตเหนือที่ได้รับจากแรงงานราคาต่ำและตลาดที่ใหญ่ ขณะที่กรรมกรในประเทศกำลังพัฒนามีงานทำและมีรายได้ที่ดีขึ้น
ผู้แพ้ที่สำคัญในงานนี้ก็คือกรรมกรในโลกเขตเหนือที่ต้องต่อสู้กับโลกฝ่ายใต้โดยที่ยังไม่มีนโยบายใดๆ ที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้
ความไม่เท่าเทียมกัน
รัฐสวัสดิการ
กับการเคลื่อนย้ายไปหางาน
ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกาภิวัตน์และโครงสร้างชนชั้นที่เปลี่ยนไปได้ทำลายรัฐสวัสดิการในประเทศทุนนิยมเสรีทั้งหลาย จากเดิมประชาธิปไตยสังคมที่ในประวัติศาสตร์เติบโตได้บนฐานสังคมที่มีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ และประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างโครงการประกันสังคม ครั้นเมื่อพลเมืองส่วนใหญ่เผชิญปัญหา
เช่น โรคภัยไข้เจ็บ การว่างงาน วัยชรา และพวกเขาเป็นชนชั้นกลาง พวกเขาก็เต็มใจที่จะสนับสนุนการอุ้มชูโครงการเหล่านั้นด้วยการจ่ายภาษีอากร
อย่างไรก็ตาม ได้เกิด 2 เรื่องใหญ่ที่เข้ามาทำลายรากฐานของสังคมที่ได้กล่าวข้างต้น
เรื่องแรก การแบ่งปันรายได้ การค้า เทคโนโลยี และการไหลของทุนระดับโลกได้ทำร้ายชนชั้นกลางในประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวย และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ทั้งชนชั้นระดับล่างและระดับสูง ชนชั้นสูงแสวงหาการศึกษาเอกชน การรักษาพยาบาล และเงินเกษียณ เมื่อได้ไม่มากนักจากระบบของรัฐก็เลยต่อต้านการเสียภาษีมาก ขณะที่ชนชั้นล่างพึ่งพิงระบบบริการของรัฐอย่างมาก การแบ่งแยกทางสังคมเช่นนี้ทำให้รัฐที่ตระหนักในสวัสดิการต่อสังคมยากที่จะรักษาระบบไว้ได้
เรื่องที่สอง ว่าด้วยการอพยพไปหางานและทัศนะอันหลากหลาย การอพยพของคนจำนวนมากไปหางานทำนำไปสู่ประชากรที่มีบรรทัดฐานที่แตกต่างกันมาก แนวโน้มของความเสี่ยงในชีวิต พฤติกรรมของประชากร (เช่น จำนวนบุตรหลาน โอกาสการมีงานทำ-การตกงาน) คนท้องถิ่นอาจรู้สึกเห็นอกเห็นใจน้อยลงต่อผู้อพยพ และมองว่าค่าสวัสดิการถูกโยกไปให้ “คนอื่น” ซึ่งจะส่งผลให้การสนับสนุนโครงการที่ดูแลสังคมลดลงไป
มิลาโนวิชสังเกตว่าในสังคมที่มีหลายเผ่า-ชาติพันธุ์เช่นสหรัฐ ซึ่งความแตกต่างทางชาติพันธุ์มีบทบาทสำคัญในการจำกัดการขยายตัวของโครงการดูแลช่วยเหลือทางสังคมตลอดมา
มิลาโนวิช ยังได้เสนอโมเดลความคาดหวังของผู้อพยพต่อความช่วยเหลือที่จะได้รับว่าประเทศเป้าหมายควรเป็นประเทศใด เช่น ผู้อพยพที่มีฝีมือการงานต่ำหรือมองโลกแง่ร้ายก็คาดว่าจะได้ไปอยู่ในที่ต่ำสุดและคาดหวังจะได้ไปที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าและมีโครงการดูแลสังคมที่ดี
ขณะที่ผู้อพยพที่มีฝีมือการงานดีและมองโลกในแง่ดีก็จะเลือกประเทศที่ไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยมาก แต่ร่ำรวยและให้โอกาสที่หลากหลายกว่า
ทั้ง 2 อย่างนี้ก็จะทำให้เกิดการคัดเลือกที่ต่างกันไปโดยรัฐที่มีสวัสดิการมากกว่าจะดึงดูดผู้อพยพที่ยากจนกว่า และนำไปสู่ความไม่พอใจของคนในพื้นที่
อนาคตของระบบทุนนิยม
ในตอนท้ายของหนังสือ จากการสำรวจทิศทางของทุนนิยมในอนาคต มิลาโนวิชคาดว่า ระบบทุนนิยมจะยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกต่อไป
แต่เขาเห็นว่า ทั้ง 2 แบบที่เสนอไปยังจะมีปัญหาตึงเครียดภายในอีกหลายประเด็น กล่าวคือ
สำหรับระบบทุนนิยมแบบแรก อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น 3 ข้อ ได้แก่
หนึ่ง การเกิดขึ้นของชนชั้นสูงที่อยู่ได้ด้วยตนเองที่มีทั้งสินทรัพย์ การศึกษาที่ดี แหล่งรายได้สูงจากทุนและค่าแรง (homoploutia) และจากคู่สมรส 2 ฝ่าย ทั้งหมดนี้รวมกันจะส่งผลร้ายต่อการสร้างโอกาสความเท่าเทียมกันในภาพรวม
สอง ความไม่เท่าเทียมกันสูงขึ้น และการแบ่งแยกทางสังคมซึ่งจะส่งผลให้การสนับสนุนประชาธิปไตยลดลง การสนับสนุนลัทธิประชานิยมและธนาธิปไตย (Plutocracy) รวมทั้งการผลักชนชั้นนำให้ออกห่างจากระบบสาธารณะและสถาบันที่เกี่ยวกับส่วนรวมทั้งหลาย
และสาม การพังทลายของรัฐสวัสดิการด้วยแรงกดดันจากทั้งโลกาภิวัตน์และความแตกแยกภายในของชนชั้นในสังคม
ทางออกของแนวโน้มทั้ง 3 ข้อ คือ 1. การเก็บภาษีสินทรัพย์และมรดกที่มีลักษณะก้าวหน้ามากขึ้น
2. เปิดโอกาสที่กว้างขึ้นสำหรับการศึกษาที่มีคุณภาพสูง
และ 3. การแบ่งสันรายได้ในระดับโลกและระดับชาติในรูปแบบใหม่
แต่มิลาโนวิชไม่เชื่อว่าการจัดรูปแบบทางการเมืองในปัจจุบันจะแก้ไขปัญหานี้ได้ง่ายๆ
