bg-single

มัมมี่ ในวัฒนธรรมอียิปต์ มาจากไหน? (จบ)

15.12.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

โดยทั่วไปแล้ว มักจะอธิบายกันว่า ชนชาวอียิปต์มีความรู้ในการถนอมอาหารมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่มีการรวบอำนาจจนเกิดเป็นราชวงศ์ขึ้น และแน่นอนว่า ก็ยังไม่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้ด้วย

ความรู้ในการถนอมอาหารดังกล่าวก็คือ การที่พวกเขามีประสบการณ์ว่า การทำอาหารให้แห้ง จะทำให้พวกเขาเก็บอาหารไว้สำหรับยังชีพได้นานกว่าอาหารสด

และนั่นทำให้ชาวอียิปต์ในยุคก่อนจะมีตัวอักษรใช้ ได้เรียนรู้ถึงกระบวนการเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ นั่นเอง

การที่กลุ่มชนเหล่านี้รู้จักการดองเนื้อสัตว์ หรืออาหารชนิดอื่นๆ ด้วยเกลือ ทำให้พวกเขาเริ่มระแคะระคายว่า วิธีการในทำนองเดียวกันนี้ ก็สามารถใช้กับร่างกายของมนุษย์ได้

ดังนั้น พวกเขาจึงได้มีการทำให้ศพแห้งด้วยเกลือนาตรอน (Natron) อันมีสารโซเดียมคาร์บอเนต (Sodium Carbonate) เป็นองค์ประกอบหลัก จนทำให้เกิดเป็นมัมมี่นั่นเอง

มักจะอ้างกันว่า กระบวนการทำมัมมี่ได้เริ่มมีหลักฐานเป็นรูปธรรมขึ้นตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ที่ 1 เมื่อช่วงร่วมๆ 5,000 ปีที่แล้ว ดังมีข้อมูลระบุว่า เคยมีผู้ค้นพบแขนของมนุษย์ที่แห้งกรัง อันเป็นผลจากการทำมัมมี่ ซึ่งได้ถูกประเมินไว้ว่า มีอายุสมัยอยู่ในช่วงสมัยราชวงศ์ที่ 1 โดยบนข้อมือดังกล่าวได้สวมใส่สร้อยข้อมืออยู่ด้วย

น่าเสียดายที่สร้อยข้อมือเส้นนั้นกลับถูกมองว่ามีค่ามากกว่า แขนของมัมมี่ข้างหนึ่ง ดังนั้น ชิ้นส่วนแขนของมัมมี่ข้างดังกล่าว จึงถูกโยนทิ้งไปอย่างไม่สนใจไยดี

ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญแล้ว ก็ยังทำให้หลักฐานของมัมมี่มนุษย์ ซึ่งเคยถูกมองว่า อาจจะเป็นมัมมี่ที่เก่าที่สุดในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ได้หล่นหายไปพร้อมกันนั้นด้วย

บรรดานักอียิปต์วิทยาจึงจำต้องยกผลประโยชน์ให้กับราชวงศ์ที่ 4 (ราว 2,600-2,500 ปีที่แล้ว) แห่งช่วงยุคราชอาณาจักรเก่า (Old Kingdom, ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 3-6 ราว 4,700-4,200 ปีที่แล้ว ส่วนราชวงศ์ที่ 0-2 [ใช่ครับ นักอียิปต์วิทยาถือว่า ในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ มีราชวงศ์ที่ 0 มาก่อนที่จะเกิดราชวงศ์ที่ 1] ถูกเรียกว่า ยุคต้นราชวงศ์ [Early Dynastic Period] โดยมีอายุอยู่ระหว่าง 3,100-2,700 ปีที่แล้ว) ว่าเป็นช่วงราชวงศ์แรกที่ปรากฏหลักฐานของการทำมัมมี่อย่างเต็มรูปแบบ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า การทำมัมมี่ในสมัยราชวงศ์ที่ 4 นั้น จะทำให้ศพแห้ง แล้วกลายเป็นมัมมี่อย่างสมบูรณ์แบบจนไม่เน่าเปื่อยเหมือนกันไปหมดทุกร่าง ดังจะเห็นได้ว่ามีการค้นพบมัมมี่ที่ร่างกายเน่าเปื่อยปรากฏให้เห็นอยู่ด้วยเช่นกัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคุยกันในข้อเขียนชิ้นนี้หรอกนะครับ เรื่องที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังกันมากกว่าก็คือ จากข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันนี้ มัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณนั้น มีค่าอายุที่เก่าแก่กว่ามัมมี่จากสมัยราชวงศ์ที่ 4 ไปเฉียดๆ 1,000 ปีเลยทีเดียว

นักอียิปต์วิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแมคควารี (Macquarie University) เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย อย่าง ดร.จานา โจนส์ (Jana Jones) ซึ่งเมื่อเรือน พ.ศ.2557 ได้เคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับชิ้นส่วนศพในยุคก่อนประวัติศาสตร์บางร่าง ในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ว่าอาจจะผ่านกระบวนการทำมัมมี่ เพราะมีการค้นพบคราบเหนียว ซึ่งอาจเกิดจากยาง ติดอยู่กับเศษผ้าที่มีอายุราว 6,000 ปีที่แล้ว โดยเธอเชื่อว่าผ้าดังกล่าวน่าจะถูกใช้ในการห่อศพ

แต่ข้อสังเกตดังกล่าวของเธอก็ไม่อาจนำมาพิสูจน์ได้ชัดเจน เพราะถูกถือว่าเป็นหลักฐานที่มีข้อมูล และน้ำหนักความน่าเชื่อถือที่ไม่มากเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อเศษผ้าอายุ 6,000 ปีดังกล่าว ไม่ได้มีหลักฐานประจักษ์ชัดว่า เคยห่อหุ้มอยู่บนศพอย่างชัดเจน เป็นเพียงการคาดเดาสันนิษฐานถึงความน่าจะเป็นของโจนส์ก็เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อสงสัยที่กล้าหาญข้างต้นนั่นเอง ที่ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า ข้อสังเกตของเธอที่ว่า การทำมัมมี่ในวัฒนธรรามอียิปต์โบราณ ควรมีมาตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีการประดิษฐ์ตัวอักษรใช้นั้น จะเป็นไปได้หรือเปล่า?

ในที่สุดเธอจึงได้พบเข้ากับซากศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในวัฒนธรรมอียิปต์ร่างหนึ่ง ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี คือซากศพที่ถูกบันทึกในบัญชีโบราณวัตถุด้วยหมายเลขประจำตัว “S. 293” แต่บรรดานักโบราณคดีโดยทั่วไปรู้จักซากศพดังกล่าวกันด้วยชื่อภาษาอังกฤษที่ถูกตั้งขึ้นอย่างลำลองว่า “เฟร็ด” (Fred)

ด้วยการพิสูจน์ทางเคมีที่ซับซ้อน และทันสมัยทำให้ทราบว่า เฟร็ดนั้นได้เสียชีวิตลงไปในช่วงระหว่าง 3,700-3,500 ปีที่แล้ว ที่สำคัญก็คือซากศพของเฟร็ดยังคงอยู่ในสภาพที่ดี จึงทำให้เป็นตัวอย่างของซากศพในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ที่จะใช้ในการตอบคำถามของโจนส์ได้เป็นอย่างยิ่ง

ในการตรวจสอบครั้งดังกล่าว หัวหน้าฝ่ายการศึกษาเคมีทางโบราณคดี (lead archaeological chemist) ของทีมวิจัยอย่าง ดร.สตีเฟน บักลีย์ (Stephen Buckley) ได้ทำการศึกษาด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า “แก๊ส โครมาโทกราฟี” (gas chromatography) เพื่อทำการแยกส่วนประกอบของยาง ที่พบบนศพของเฟร็ด ออกเป็นสารประกอบคาร์บอนแต่ละชนิด

จากนั้นบักลีย์จึงได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “แมส สเปกโตรมิเตอร์” (mass spectrometer) เพื่อแยกเอาสารประกอบคาร์บอนเหล่านี้ออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อพิสูจน์ทราบว่า คือสารประกอบของวัสดุชนิดใดอีกทีหนึ่ง จึงทำให้ทราบได้ว่า ส่วนผสมของยางที่พบอยู่บนร่างของเฟร็ดนั้นประกอบขึ้นจาก น้ำมันพืช สารสกัดจากพืชที่มีกลิ่นหอม น้ำตาลจากพืช และยางสน

ส่วนประกอบของยางที่ได้จากร่างของเฟร็ด ก็คือส่วนประกอบเดียวกันในการทำมัมมี่ของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ และก็เป็นอย่างเดียวกับที่พบบนเศษผ้าอายุ 6,000 ปีที่แล้ว ซึ่งจานา โจนส์ เชื่อว่าเป็นเศษของผ้าที่ใช้สำหรับห่อมัมมี่ด้วย

ผลการศึกษาจากทีมของโจนส์ ที่มีบักลีย์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของโบราณวัตถุ ซึ่งประกาศออกมาเมื่อ พ.ศ.2561 นี้ จึงทำให้เฟร็ดกลายเป็นมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์ไปอย่างไม่ต้องสงสัย และทำให้มีหลักฐานการทำมัมมี่ในอียิปต์เก่าแก่มากกว่าเดิมไปเฉียดๆ 1,000 ปี โดยนี่ยังไม่ได้นับรวมด้วยว่า ถ้าเศษผ้าอายุ 6,000 ปีที่โจนส์ค้นพบ เป็นผ้าห่อศพอย่างที่เธอคาดเดาไว้ด้วยแล้ว การทำมัมมี่ในวัฒนธรรมอียิปต์ก็จะเก่าแก่ยิ่งขึ้นไปอีกด้วยแน่

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้น ชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ที่เฟร็ดเคยใช้ชีวิตอยู่นั้น นิยมที่จะฝังศพของผู้ตายไว้ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำไนล์ อันเป็นลักษณะที่พบสืบทอดมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ของอียิปต์ด้วย บรรดาพีระมิด หรือสุสานต่างๆ นั้นต่างก็ถูกสร้างขึ้นทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำไนล์ อันเป็นเส้นเลือดสายหลักของวัฒนธรรมอียิปต์ เหมือนกันทั้งหมด ด้วยถือว่าเป็นทิศของคนตาย และโลกของคนตาย ในขณะที่บ้านเรือน พระราชวัง หรือวิหารบูชาเทพเจ้าต่างๆ นั้นจะถูกสร้างขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำไนล์ด้วยถือเป็นทิศของคนเป็น และโลกของคนเป็น

และควรสังเกตด้วยว่า เฟร็ดถูกฝังในท่าทางนอนงอเข่า (fetus burial) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคือการจำลองท่าทางของเด็กทารกในครรภ์มารดา โดยพิธีกรรมการฝังศพในท่าทาง และความเชื่อทำนองนี้ ได้พบกระจายอยู่โดยทั่วไปในหลากหลายวัฒนธรรมของโลกโบราณ

ยิ่งในกรณีของอุษาคเนย์นั้นยังเห็นได้อยู่แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

ตัวอย่างสำคัญก็คือ พิธีศพของชาวจาม ที่เชื่อว่ามนุษย์เราเมื่อ “เกิด” ขึ้นมานั้น ก็คือได้ “ตาย” ไปจากท้องของแม่ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่มนุษย์ได้ตายลง เขาก็แค่กลับเข้าไปเกิดอยู่ในท้องแม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น จึงได้จัดพิธีการฝังศพครั้งแรกเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา

ในการฝังศพครั้งแรกพวกจามจะตั้งปะรำพิธีในงานศพ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง (ดังนั้น จะเรียก “ปะรำ” ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะปะรำที่พวกจามสร้างในงานศพมีหลังคาโค้งเหมือนกระดองเต่า หรือท้องของแม่ ไม่ได้เป็นหลังคาเรียบเหมือนปะรำพิธีบ้านเรา) และ “ศพ” ของผู้ตายก็คือ “เด็ก” ที่อยู่ในท้องของแม่

ภายในปะรำพิธีจะประดับไว้ด้วย “ลึงค์” (จามเรียกว่า “ลิงคัม” [lingam]) ที่ทำขึ้นจากไม้ ตั้งเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องหมายของอวัยวะเพศชาย ที่กำลังสอดใส่เข้ามาภายในมดลูกของมารดา ราวกับเป็นการจำลองฉากการร่วมรักของชายกับหญิง โดยเชื่อว่าเป็นการสร้าง “ร่างกาย” ขึ้นในโลกใหม่ให้กับผู้ตาย ภายในท้องของแม่ ซึ่งก็คือปะรำที่มีหลังคาทรงโค้ง

และก็เป็นเพราะความเชื่ออย่างนี้เอง ที่ทำให้พวกบาจามต้องคอยเซ่นไหว้ผู้ตายด้วยข้าว, เกลือ แล้วก็น้ำ เพราะถือว่าผู้ตายนั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็เป็นความคิดในทำนองเดียวกันกับความเชื่อเรื่องโลกของคนตายในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณด้วยเหมือนกัน ซึ่งต่างก็คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่า ความตายของบรรพชนนั้น เป็นการเริ่มต้นรอนแรมทางครั้งใหม่ของชีวิต

จากข้อมูลที่ผมได้เล่าให้ฟังมาทั้ง 3 ตอนนี้ จึงอาจจะพอขมวดประเด็นให้เห็นกันได้ว่า การทำมัมมี่ในวัฒนธรรมอียิปต์นั้น เป็นไปเพื่อสงวนรักษาร่างกายของผู้ตายไว้ ให้ใช้เป็นที่สถิตของพลังชีวิตในโลกของคนตาย โดยเป็นความเชื่อที่มีมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่เมื่อราว 5,700-5,500 ปีที่แล้ว โดยมีมัมมี่ของเฟร็ด เป็นตัวอย่างสำคัญนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย