บทความโดย
ธงชัย วินิจจะกูล
[ปรับปรุงจากส่วนหนึ่งของการนำเสนอในเวทีวิชาการศิลป์เสวนา หัวข้อ “ทบทวนมโนทัศน์ ‘ราชาชาตินิยม’: ที่มา ที่กลายเป็น และที่ซ่อนเร้น” คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2568 https://www.youtube.com/watch?v=sYMsURl9E7Q]
ผมเสนอแนวคิดเรื่อง “ราชาชาตินิยม” ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ในงานวิชาการเพื่อเป็นเกียรติแก่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เกษียณอายุ ในความหมายที่เฉพาะเจาะจงถึงแนวคิดทางประวัติศาสตร์กระแสหลักของไทยที่เป็นอุดมการณ์แห่งชาติของไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นในทางวิชาการเกี่ยวข้องกับ “ราชาชาตินิยม” ที่ควรต้องคิดต่ออีกมาก เพื่อทำความเข้าใจอุดมการณ์ความเชื่อนี้และผลต่อเนื่องที่มีต่อสังคมไทย ดังนั้น ผมจึงขอทบทวนแนวคิดราชาชาตินิยมอีกครั้ง เพื่ออธิบายว่ามีประเด็นใดที่ควรจะต้องคิดต่อ ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีผู้สนใจหยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาศึกษาถกเถียงกัน
ผมขบคิดเกี่ยวกับ “ราชาชาตินิยม” มาตลอดตั้งแต่ช่วงท้ายๆ ของวิทยานิพนธ์และช่วงทำหนังสือ Siam Mapped (แม้ว่าคำไทยดังกล่าวเพิ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อต้องการเสนอเรื่องนี้ในปี 2544 นั่นเอง) แต่เรื่องนี้ยากเกินกว่าที่จะทำเป็นวิทยานิพนธ์
เพราะในความคิดของผม “ราชาชาตินิยม” หมายถึง 3 อย่างที่เกี่ยวพันกัน ได้แก่ หนึ่ง แนวคิดทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์แห่งชาติ สอง ชาตินิยมประเภทหนึ่งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ราชา และสาม รัฐชาติประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่ประชาชาติ แต่เป็นราชาชาติ

1.
อย่างแรกคือแนวคิดทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์แห่งชาติ ประเด็นสำคัญที่สุดในข้อนี้ก็คือ ราชาชาตินิยมเป็นฐานค้ำจุนสถาบันสำคัญของสังคมการเมืองไทยระบอบการเมือง กองทัพที่มีอภิสิทธิ์ และระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
สถาบันเหล่านี้ล้วนอ้างว่าประวัติศาสตร์ของไทยมี “ลักษณะพิเศษ” ที่ไม่เหมือนใคร จึงต้องปกปักรักษาลักษณะพิเศษนี้ไว้ นี่เป็นภารกิจสำคัญที่สุดของรัฐและเป็นรากฐานของนิติศาสตร์ของไทยด้วย
ผมอภิปรายประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักของบทความก่อนไปแล้ว (ดูใน มติชนสุดสัปดาห์ 12-18 ธันวาคม 2568) ขอไม่กล่าวซ้ำอีกในบทนี้ ขอเพิ่มอีกเพียงประเด็นเดียวว่า หากเราสนใจศึกษาอุดมการณ์ (ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงแนวคิดประวัติศาสตร์) คำถามใหญ่ก็คือ อุดมการณ์นั้นโลดแล่นและสืบทอดต่อมาในสังคมได้อย่างไร ผลิตซ้ำอย่างไร มีเงื่อนไขปัจจัยทางอำนาจหรือวัฒนธรรมที่ค้ำจุนการผลิตซ้ำหรือต่อยอดแตกแขนงต่อไปได้อย่างไร
อย่าเข้าใจผิดๆ ว่าอุดมการณ์เป็นเรื่องของการครอบงำจากบนลงล่างแค่นั้น อุดมการณ์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าชนิดใดฝ่ายใด จะต้องเกี่ยวข้องกับการผลิตซ้ำ การกระจายแลกเปลี่ยน และต่อยอดขยายผลิตภัณฑ์ทางอุดมการณ์นั้นออกไปอีกโดยประชาสังคมและประชาชนด้วย
เหล่านี้เป็นประเด็นที่ยังต้องศึกษาเกี่ยวกับราชาชาตินิยมในแง่อุดมการณ์
2.
อย่างที่สองคือชาตินิยม ในสังคมไทย เมื่อกล่าวถึง “ชาตินิยม” มักจะหมายถึงความคิดแบบที่หลวงวิจิตรวาทการเผยแพร่เพราะชาตินิยมแบบนี้ทรงอิทธิพลมากในสังคมไทย แต่ทัศนะนี้มองข้ามชาตินิยมอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มองข้ามราชาชาตินิยม
ชาตินิยมไทยตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นชาตินิยมแบบจงรักภักดี ไม่ว่าสำนึกถึงความเป็นชาติในสมัยรัชกาลที่ห้าหรืออุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์แบบสมัยรัชกาลที่หก ล้วนเป็นชาติที่แยกไม่ออกจากความจงรักภักดีต่อพระราชาอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อุดมการณ์ชาตินิยมแบบที่หลวงวิจิตรฯ เผยแพร่นั้น เน้นการเชิดชูชาติ แต่ไม่ได้ทำให้ราชาชาตินิยมหมดความสำคัญ เพียงแต่ให้ชาติขึ้นมาเป็นใหญ่โดยมีราชาเป็นวีรบุรุษของชาติ
ดังนั้น แม้คณะราษฎรพ้นอำนาจไปแล้ว และพลังทางการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมฟื้นฟูเติบโตขึ้นมาเป็นลำดับนั้น ผลผลิตทางวัฒนธรรมของชาตินิยมแบบหลวงวิจิตรฯ (เพลง บทละคร ฯลฯ) จึงสามารถดำรงอยู่และเผยแพร่ได้ปกติในยุคฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์
ในยุคที่สถาบันกษัตริย์ก้าวขึ้นเป็นพระราชอำนาจนำ ราชาชาตินิยมก็เป็นปัจจัยหรือองค์ประกอบหนึ่งของความเติบโตของพลังทางการเมืองกษัตริย์นิยม
3.
อย่างที่สามคือความเป็น “ชาติ” ของไทย เรามักถือว่าเมื่อกล่าวถึงชาติย่อมหมายถึง “ประชาชาติ” เมื่อแปลคำภาษาฝรั่ง “nation-state” เป็นไทย ย่อมแปลว่า “รัฐประชาชาติ” โดยอัตโนมัติ
แต่ตามความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ของยุโรปเอง ก็มีชาติชนิดอื่นๆ ก่อนที่จะตกผลึกเป็น “ประชาชาติ” เช่น มีความพยายามสร้างชาติของศาสนิกชนเดียวกัน หรือชาติของคนเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เดียวกัน ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ยังปรากฏอยู่ในบางภูมิภาคของโลกปัจจุบัน
ถ้าเช่นนั้น แน่ใจหรือว่า “ชาติ” ของไทย เป็น “ประชาชาติ”
ในกระบวนการขบคิดเรื่องการก่อร่างสร้างความเป็นชาติ ผมได้รับอิทธิพลสำคัญส่วนหนึ่งจากหนังสือ ชุมชนจินตกรรม (แปลจาก Imagined Communities) ของเบน แอนเดอร์สัน (Ben Anderson) แต่ในขณะเดียวกัน ผมเห็นว่าชาติไทยได้อาศัยเชื้อมูลจากอดีตเข้ามาประกอบสร้างเป็นชุมชนจินตกรรมของไทยด้วย ซึ่งตรงนี้คล้ายกับแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความเป็นชาติของแอนโธนี่ สมิธ (Anthony Smith) ในหนังสือหลายเล่มของเขา
แอนเดอร์สันเน้นว่าชาติเป็นผลผลิตของกระบวนการประกอบสร้างขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ ผ่านการสื่อสร้าง (mediation) ของภาษาและทุนนิยมการพิมพ์ แนวทางการคิดแบบนี้มีผู้แขวนป้ายว่าเป็น Constructivist
สมิธเน้นว่า แม้ว่าความเป็นชาติจะเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ แต่สืบเนื่องมาจากสำนึกถึงสังคมเดียวกันก่อนหน้านั้น และต้องอาศัยเชื้อมูลที่มีมาจากอดีตอันยาวนาน เช่น สำนึกในความเป็นชนชาติเดียวกันหรือศาสนาเดียวกัน หรือเชื้อมูลอื่นๆ แนวทางการคิดแบบนี้มีผู้แขวนป้ายว่าเป็น Perennialist
ชาติแบบแอนเดอร์สัน ชวนให้คิดถึงชาติใหม่อย่างในทวีปอเมริกาและประเทศอาณานิคมหลายแห่ง
ชาติแบบสมิธ ชวนให้คิดถึงชาติเก่าแก่อย่างในยุโรปและประเทศอาณานิคมอีกหลายแห่ง
ในวงวิชาการมักเห็นว่าแนวความคิดสองแบบนี้ขัดแย้งตรงข้ามกัน แต่ผมเห็นว่าเป็นความแตกต่างแบบเหลื่อมซ้อนกัน จึงเสริมกันในบางประเด็น
ผมเห็นว่า ความเป็นชาติเป็นปรากฏการณ์สมัยใหม่ เป็นสิ่งประกอบสร้างซึ่งไม่ต่อเนื่องจากอดีตดังที่แอนเดอร์สันเสนอ
แต่ผมกลับคิดว่าความไม่ต่อเนื่องดังกล่าว มิได้ปราศจากเชื้อมูลจากอดีตที่นำมาประดิษฐ์ ปรุงแต่ง ประกอบสร้างขึ้นใหม่ จนกลายเป็นผลผลิตใหม่
ผมเห็นว่า เชื้อมูลจากอดีตที่ถูกทำขึ้นใหม่ให้ต่างจากเดิมนี่แหละที่ทำให้ชุมชนจิตรกรรมมีพลังอย่างมหาศาล
ผมเห็นว่า ความเป็นชาติของไทยถูกสื่อสร้างขึ้นจากหลายองค์ประกอบ ได้แก่ ดินแดน ประวัติศาสตร์ และอื่นๆ โดยคนละกระบวนการ คนละขณะเวลา แต่เกี่ยวพันกัน (จึงระบุไม่ได้ว่าความเป็นชาติของไทยเกิดขึ้นเมื่อไรแน่ๆ เพียงจุดเดียวหรือเป็นกระบวนการเชิงเดี่ยว — linear process)
องค์ประกอบสำคัญมากที่ถูกสื่อสร้างขึ้นมาใหม่จากเชื้อมูลที่มีมาแต่เดิมคือพระมหากษัตริย์
ผมเห็นว่าชาติไทยเริ่มต้นจากการเป็นชุมชนจินตกรรม (imagined community) ของพสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์ เป็น “ราชาชาติ” ไม่ใช่ประชาชาติ
และไม่แน่ใจว่า จนถึงปัจจุบันได้ก้าวออกจากราชาชาติมาเป็นประชาชาติหรือไม่
ความสำเร็จและล้มเหลวของการปฏิวัติ 2475 ได้สถาปนา “รัฐประชาชาติ” จริงหรือ?
การฟื้นฟูพระราชอำนาจนำและระบอบการเมืองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขแบบปัจจุบัน (ซึ่งนักวิชาการฝ่ายขวาบางคนเรียกว่าเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ) นั้น เป็นระบอบการเมืองของรัฐประชาชาติหรือราชาชาติ
ชาตินิยมของไทยจึงเป็นชาตินิยมที่ผูกกับพระราชามาแต่แรกเริ่ม แม้แต่หลวงวิจิตรฯ หรือสมัยจอมพล ป.ก็ไม่สามารถทำให้ชาตินิยมหลุดขาดจากพระราชาได้
ดังนั้น คำว่า “ราชาชาตินิยม” ในความคิดของผม จึงสามารถอ่านได้สองแบบนั่น คือ “ราชาชาติ-นิยม” และ “ราชา-ชาตินิยม” หลายคนเข้าใจว่าผมต้องการพูดถึงอย่างหลังเท่านั้น คือชาตินิยมชนิดหนึ่ง นี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ผิด
แต่ผมปรารถนาให้คิดถึงประเด็น “ชาติ” ของไทยด้วย
เมื่อปี 2544 ผมยังคิดไม่กระจ่างสักเท่าไร จึงไม่เสนอประเด็นนี้พร้อมกับข้อเสนอมโนทัศน์ราชาชาตินิยม แต่เก็บไว้คิดต่อมาอีกนาน จนเห็นว่าผมคงไม่มีความสามารถขบคิดเรื่องใหญ่แบบนี้ได้เอง น่าจะเสนอออกไปเพื่อให้สังคมวิชาการช่วยกันคิดด้วย
จึงเสนอคำว่า “ราชาชาติ” ในหนังสือเล่มหนึ่งในชุดที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันในเวลาต่อมา
ประเด็น “ชาติ” นี้เกี่ยวพันกับปัญหาว่ารัฐของไทยเป็นประเภทไหน ไม่เพียงต้องคิดเรื่องรัฐประชาชาติกับรัฐราชาชาติ หรือรัฐชาติแบบอื่น และยังเกี่ยวพันกับคุณสมบัติของ Patrimonial State ของไทย อีกด้วย (นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเรียกในภาษาไทยว่า “รัฐราชสมบัติ” แต่นัยของคำนี้ชวนให้คิดกลับไปถึงยุคศักดินาหรือยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งรัฐของไทยได้ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว เกษียร เตชะพีระ และประจักษ์ ก้องกีรติ จึงพยายามขบคิดปัญหาดังกล่าว จนมีคำเรียกว่า “รัฐสมบัติส่วนตัว”)
ปัญหาอยู่ที่ว่า รัฐ ชาติ และอำนาจการเมือง ล้วนเกี่ยวพันกันหมด แต่ก็ไม่ใช่อย่างอย่างเดียวกัน ดังนั้น ความเข้าใจเรื่องชาติ รัฐชาติประเภทไหน และ Patrimonial State จึงเกี่ยวพันกันอย่างมาก
ผมเองก็ไม่สามารถขบให้แตกหรือคิดได้ถี่ถ้วน
ผมขอขอบพระคุณเกษียร เตชะพีระ ซึ่งกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า Siam Mapped เป็น “ผี” หลอกหลอนนักคิดและประวัติศาสตร์อนุรักษนิยมของไทย
ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า ก็เพราะมันได้เสนอประวัติศาสตร์ทางเลือกที่พลิกฐานคิดและเปลี่ยนประธานของประวัติศาสตร์ไทย (โดยไม่จำเป็นต้องเป็นประวัติศาสตร์ชนชั้นล่างเพียงอย่างเดียว)
ทางเลือกต่ออะไร? ทางเลือกต่อ “ราชาชาตินิยม” ทั้งในฐานะที่เป็นประวัติศาสตร์ เป็นอุดมการณ์ และเป็นชาติแบบหนึ่ง นั่นเอง
การขบคิดคำถามอีกมากที่เกี่ยวพันกับราชาชาตินิยม จึงน่าจะมีผลกระทบหรือถึงขนาดรื้อความคิดเกี่ยวกับรัฐและชาติของไทยด้วย
ความเข้าใจอดีตและปัจจุบันแบบทางเลือก ย่อมชี้ทางว่าถ้าหากเราปรารถนาอนาคตที่ดีกว่านี้ โครงการเกี่ยวกับรัฐที่พึงปรารถนาจะต้องสร้างขึ้นให้ได้น่าจะเป็นอย่างไร และควรจะต้องค่อยๆ เดินไปหนทางนั้นอย่างไร
