พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
เกมตำแหน่งวิชาการ (จบ)
การแบ่งช่องทาง (track) เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการหลายแบบตามธรรมชาติของอาจารย์และวิธีการสร้างองค์ความรู้ คือหนึ่งในทางออกที่น่าสนใจที่หลายมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกทำแล้วได้ผล
การแบ่งที่ทำกันในหลายแห่ง อาทิ
Research Track เน้นการตีพิมพ์งานวิจัยในรูปแบบต่างๆ อาจารย์ที่อยู่ในช่องทางนี้จะเน้นทำวิจัยเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยไทยใช้ประเมินการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ ณ ปัจจุบัน
Educator Track เน้นการสอนและการสร้างนวัตกรรมด้านการสอน ซึ่งการประเมินจะวัดผลจากคุณภาพผู้เรียนและการสอน ไม่ใช่การตีพิมพ์งานวิจัย
Practice Track สำหรับอาจารย์ที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ผ่านการทำงานจริงในสายวิชาชีพ เช่น สถาปนิก, แพทย์, วิศวกร
Creative Track สำหรับอาจารย์ที่ทำงานด้านศิลปะ การออกแบบ และสร้างสรรค์ต่างๆ
ซึ่งผลงานศิลปะคือหลักฐานที่ยืนยันคุณภาพของการผลิตองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาเหล่านี้
ควรกล่าวไว้ก่อนว่า เกณฑ์ ก.พ.อ. ปัจจุบันออกแบบช่องทางที่คล้ายๆ แบบนี้เช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ ด้านรับใช้ท้องถิ่นและสังคม, ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ, ด้านการสอน, ด้านนวัตกรรม และด้านศาสนา แต่รายละเอียดการขอและวิธีประเมินยังเต็มไปด้วยปัญหาและขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้โดยหลักการจะอนุญาตให้ใช้ผลงานสร้างสรรค์มายื่นขอได้ (เช่น งานศิลปะ)
แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ยื่นขอก็จะถูกบีบให้ “ถอดบทเรียน” โดยนำมาเขียนเป็นรายงานตามรูปแบบที่กำหนด เพื่อแปลงงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นตัวอักษร ซึ่งมีความยาวมากแทบไม่ต่างจากวิจัย
สิ่งนี้คือความลักลั่นของระบบที่ด้านหนึ่งเสมือนยอมรับงานศิลปะว่ามีค่าไม่ต่างจากวิจัย แต่ในทางปฏิบัติจริง ศิลปินจะต้องเปลี่ยนงานศิลปะให้เป็นตัวอักษรแบบงานวิจัยแล้วเท่านั้นจึงจะยอมรับ โดยไม่เข้าใจการประเมินงานในโลกศิลปะซึ่งไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกระทำผ่านตัวอักษร (แต่ก็มีความเข้มข้นและคุณภาพไม่ต่างจากการเขียนงานวิจัย)
การดึงดันที่จะประเมินงานศิลปะผ่านตัวอักษร ตามมาตรวัดที่ตนเองคุ้นเคยคือการทำลายวงวิชาการทางศิลปะ
ในมหาวิทยาลัยศิลปะชั้นนำหลายแห่งในโลก เรียกร้องเอกสารอธิบายผลงานศิลปะเพียงไม่เกิน 300 คำ ที่อธิบายงานอย่างสั้นๆ ว่างานชิ้นนี้ต้องการตอบคำถามหรือสำรวจประเด็นอะไร, บริบทของงานชิ้นนี้อยู่ตรงไหนในโลกศิลปะ, และใช้วิธีการอะไรในการสร้างสรรค์อะไร เท่านั้น
โดยการประเมินจะให้ความสำคัญกับศิลปินและผู้เชี่ยวชาญที่จะมาดูงานศิลปะเป็นหลัก
โดยเอกสาร 300 คำ ทำหน้าที่เพียงเพื่อช่วยให้ผู้ประเมินเข้าใจบริบทของการสร้างงานเท่านั้น (ตัวอย่างกรณีนี้ เช่น การประเมินของ Research Excellence Framework (REF) ของสถาบันอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร)
คณะวิชาทางสถาปัตยกรรมในยุคก่อนมีระบบประเมินแบบปัจจุบัน เต็มไปด้วยระบบนิเวศทางปัญญาที่หลากหลายของอาจารย์ ทั้งแบบที่เน้นวิจัย สถาปนิกวิชาชีพที่นำความรู้จากการทำงานจริงมาสอน วิศวกรที่มาเป็นอาจารย์สถาปัตยกรรมเพื่อทำให้นักศึกษาเข้าใจโครงสร้าง อาจารย์ที่ไม่ถนัดวิจัยแต่สอนเก่งมากและมีทักษะสูงในการแปลงองค์ความรู้ยากๆ มาถ่ายทอดนักศึกษาให้ง่ายๆ ฯลฯ
แต่ภายหลังเกิดระบบประเมิน ดูเสมือนว่าความหลากหลายจะค่อยๆ หายไป
อาจารย์แนวเน้นปฏิบัติวิชาชีพที่ออกแบบเก่งระดับโอลิมปิก (แต่อาจไม่ถนัดถ่ายทอดงานผ่านตัวอักษร) เริ่มไม่มีใครอยากมาเป็นอาจารย์
ส่วนอาจารย์ที่ไม่ถนัดวิจัยแต่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ดี เข้าใจธรรมชาตินักศึกษา เริ่มกลายเป็นส่วนเกินในระบบการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการได้
แม้จะมีช่องทาง “ด้านการสอน” ให้ยื่นขอตำแหน่ง แต่ก็ไม่ต่างนักจากช่องทาง “ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ” ที่เรียกร้องแต่เอกสารที่มีรูปแบบแทบไม่ต่างเลยจากตำราหรือรายงานวิจัย โดยละเลยการสร้างเครื่องมือประเมินคุณภาพที่หลากหลาย
ข้อเสนอของผมคือ การปรับโครงสร้างการประเมินของแต่ละช่องทางอย่างถึงราก ยอมรับความหลากหลายของศาสตร์อย่างแท้จริง มิใช่ยอมรับแต่เปลือกแต่ไม่ยอมรับระบบการประเมินของแต่ละช่องทางที่มีธรรมชาติแตกต่างกัน โดยมัวแต่จะชั่ง ตวง วัด ทุกศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเดียวกัน
เพื่อให้สามารถก้าวข้ามเพดานการประเมินที่คับแคบ ผมเสนอว่า อาจนำแนวทางการประเมินที่เน้นผลสัมฤทธิ์จริงมาใช้ เช่น ในสายศิลปะและการออกแบบ ควรเปลี่ยนจากการเขียนรายงานเล่มหนามาเป็นการใช้ระบบ “การประเมินโดยคณะผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่จริง” (On-site Expert Review) แทน
สำคัญที่สุด หากต้องการสร้างความหลากหลายที่แท้จริงทั้งช่องทางและเครื่องมือประเมิน ก.พ.อ. จำเป็นต้องยอมสละการรวมศูนย์อำนาจของตนเองออกไปบ้าง ยอมรับการสร้างระบบประเมินที่แตกต่างอย่างแท้จริงในศาสตร์สาขาที่ต่างกัน
เปิดให้ระบบการประเมินคุณภาพในหลายศาสตร์ที่มีมาตรฐานอยู่แล้วเข้ามามีส่วนออกแบบระบบประเมินในศาสตร์ตนเองให้มากขึ้น
ทุกครั้งที่มีใครสักคนยกประเด็นปัญหาแบบนี้ขึ้นมาพูด ผู้มีอำนาจในการออกแบบระบบประเมินเชิงปริมาณผ่านตัวอักษรเหล่านี้มักแย้งว่า คุณสมบัติของการเป็นอาจารย์ แม้ว่าจะเป็นอาจารย์ทางศิลปะ ทางดนตรี ทางสถาปัตยกรรม ฯลฯ จำเป็นต้องอธิบายงานของตนเองให้คนอื่นและนักศึกษาเข้าใจได้ ดังนั้น การเขียนเอกสารยาวๆ ประกอบชิ้นงานศิลปะของตนเองคือคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็น
ความเชื่อนี้เป็นมายาคติที่ทำลายการสร้างองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัย และมีแต่จะผลักไสคนที่มีความรู้ความสามารถ (นอกกรอบการประเมินผ่านตัวอักษร) ให้ออกไปจากระบบมหาวิทยาลัย
มักมีคำกล่าวเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มหาวิทยาลัยภายใต้โลกทุนนิยมแทนที่จะเป็นพื้นที่แห่งปัญญาที่สร้างบัณฑิตที่หลากหลายเพื่อตอบสนองโจทย์ที่ซับซ้อนของมนุษย์และสังคม กลับเป็นได้แค่เพียงโรงงานผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะเหมือนๆ กันหมดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด
ผมอยากจะกล่าวต่อไปว่า ไม่ใช่แค่เพียงบัณฑิตที่เหมือนกันไปหมด แต่ภายใต้ระบบประเมินมหาวิทยาลัยและตำแหน่งวิชาการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของไทยที่เน้นตัวชี้วัดเชิงปริมาณมากจนเกินพอดี แทนที่มหาวิทยาลัยจะเป็นสถานที่รวมอาจารย์ที่มีความหลากหลายในการสร้างองค์ความรู้ กลับเป็นได้แค่เพียงแหล่งรวมของอาจารย์ที่มีทักษะเหมือนกันเต็มไปหมด
แม้จะเก่งระดับโอลิมปิก ตีพิมพ์งานวิจัยระดับนานาชาติเป็นว่าเล่น แต่ก็เป็นความเก่งภายใต้พิมพ์เขียวเดียวกัน
มหาวิทยาลัยที่เดินตามเกมตำแหน่งวิชาการแบบนี้ได้ดีเยี่ยม อาจมีศาสตราจารย์เดินชนกันเต็มมหาวิทยาลัย แต่อาจจะไม่สามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริงก็เป็นได้
เหตุผลเบื้องหลังอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์นี้คือ มหาวิทยาลัยต้องการไต่อันดับ (ranking) จึงบีบให้อาจารย์เล่นเกมตำแหน่งวิชาการในพิมพ์เขียวเดียวกัน เพื่อปั่นตัวเลขตัวชี้วัดให้สูงขึ้นตามที่เกณฑ์ระดับนานาชาติกำหนด
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกหลายแห่งเริ่มแสดงออกอย่างชัดเจนว่าการประเมินคุณภาพผ่านตัวชี้วัดเชิงปริมาณมากเกินไปและการเดินเข้าหาเกมจัดอันดับมหาวิทยาลัยผ่านการปั้นแต่งตัวเลขต่างๆ ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในการแสวงหาความรู้ทั้งของนิสิตนักศึกษาและอาจารย์
ในปี พ.ศ.2567 มหาวิทยาลัยฝั่งยุโรป Utrecht University ของเนเธอร์แลนด์ และ University Of Zurich ของสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศถอนตัวออกจากการจัดอันดับของ the Times Higher Education (THE) โดยให้เหตุผลว่าการจัดอันดับให้ความสำคัญกับคะแนนและตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของมหาวิทยาลัยซึ่งมีหลักสูตรและสาขาวิชาที่หลากหลาย
และที่สำคัญคือ มหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการจัดเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องตามที่การจัดอันดับต้องการ (ดูใน Utrecht University withdraws from global ranking as debate on quantitative metrics grows โดย Thomas Brent และ https://www.news.uzh.ch/en/articles/news/2024/rankings.html)
ส่วนในฝั่งอเมริกา คณะนิติศาสตร์ของ Yale และ Harvard มหาวิทยาลัยระดับ Ivy League ประกาศชัดเจนว่าเกณฑ์การประเมินมาตรฐานของ U.S. News & World Report บิดเบือนเจตนารมณ์ของการสร้างคนเพื่อสังคม และยกเลิกการส่งข้อมูลเพื่อใช้จัดอันดับ (ดูใน https://law.yale.edu/yls-today/news/dean-gerken-why-yale-law-school-leaving-us-news-world-report-rankings และ https://hls.harvard.edu/today/decision-to-withdraw-from-the-u-s-news-world-report-process/)
ผมเข้าใจดีว่าคงไม่สามารถคาดหวังอะไรขนาดนี้จากมหาวิทยาลัยในไทยได้ แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ หากมหาวิทยาลัยไทยรวมตัวกันเพื่อชี้ให้เห็นข้อบกพร่องทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวังวนของเกมตำแหน่งวิชาการ รวมถึงเกมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นๆ ผมเชื่อว่าเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไทยไม่จำเป็นต้องรอคอยการปรับตัวจาก ก.พ.อ. เพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ความกล้าหาญทางวิชาการผ่านอำนาจของสถาบันอุดมศึกษาที่กฎหมายให้ไว้ ทำการออกแบบ “ระบบประเมินนำร่อง” ที่เน้นคุณภาพและความหลากหลายตามอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาแข่งเป็นระบบคู่ขนาน เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า มหาวิทยาลัยที่มีระบบนิเวศทางปัญญาที่เสรีและหลากหลายนั้น
สามารถสร้างบัณฑิตและองค์ความรู้ที่มีคุณภาพได้สูงกว่ามหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นเพียงการปั้นตัวเลขเพื่อเล่นเกมตำแหน่งวิชาการ
