| สุจิตต์ วงษ์เทศ
“หาดใหญ่เป็นชุมชนใหม่เพิ่งมีหลังสร้างทางรถไฟสายใต้ในแผ่นดิน ร.5” เป็นคำอธิบายจากนักค้นคว้าเมื่อนานมาแล้ว และยังคงเชื่อกันตามคำอธิบายนี้
แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันว่า บริเวณหาดใหญ่มีก่อนแล้วตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
หาดใหญ่เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสงขลา อยู่ภาคใต้ของประเทศไทย บนคาบสมุทรสุวรรณภูมิหรือแหลมสุวรรณภูมิ (บางทีเรียกแหลมมลายู) บริเวณหาดใหญ่อยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน พบชื่อพะตง (ต.พะตง อ.หาดใหญ่) ในแผ่นดิน ร.1 ส่วนชื่อหาดใหญ่พบครั้งแรกในเอกสารสมัย ร.3
สงขลาอยู่บนเส้นทางคมนาคมแนวเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีมนุษย์ตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานเป็นชุมชนเกษตรกรรมเริ่มแรก และมีการติดต่อกับภายนอก จึงพบ “หม้อสามขา” วัฒนธรรมลุ่มน้ำฮวงโห (ในจีน) และชิ้นส่วนกลองสำริด (มโหระทึก) วัฒนธรรมดงเซิน (ในเวียดนาม)
สงขลาดั้งเดิมมีชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ แต่ที่สำคัญส่วนมากพูดตระกูลภาษาชวา-มลายู (ยังไม่พูดภาษาไทย เพราะภาษาไทยขณะนั้นอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา)
ชุมชนเมืองเก่าสุดในสงขลาอยู่บริเวณระโนด-สทิงพระ (เดิมเป็นเกาะ) ระหว่าง พ.ศ.1700-1800 ก่อนสมัยอยุธยา ศาสนาพุทธเถรวาทแบบลังกา ภาษาไทยและอักษรไทยแผ่ถึงนครศรีธรรมราช มีการค้าข้ามคาบสมุทรไปไทรบุรี ทะเลอันดามัน ผ่านบริเวณหาดใหญ่ ส่วนที่สงขลา


สมัยอยุธยา เมืองสงขลา ริมทะเลสาบ เป็นศูนย์กลางการค้าของชาติต่างๆ ได้แก่ ชวา-มลายู, ตั้งแต่ตะวันออกกลาง (เช่น อาหรับ, เปอร์เซีย), ฝรั่งยุโรป
ประวัติศาสตร์เมืองสงขลา มีศูนย์กลางตามลำดับเวลา 3 แห่ง ระหว่าง พ.ศ.2100-2300 ได้แก่บริเวณหัวเขาแดง (เมืองสิงขร), บริเวณแหลมสน และบริเวณบ่อยาง (สงขลาปัจจุบัน)
เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง พ.ศ.2100-2200 ชื่อในเอกสารตะวันตกว่า SINGORA หรือ SINGOR ตรงกับภาษาสันสกฤตว่าสิงขระ (สิง-ขะ-ระ) แปลว่าภูเขา ภาษาไทยว่า สิงขร สอดคล้องกับที่ตั้งเมืองสงขลา (ครั้งแรก) บนหัวเขาแดง (ได้แก่ เขาแดง, เขาค่ายม่วง, และเขาน้อย) ผู้สร้างเมืองสงขลา หัวเขาแดง เป็นมุสลิมที่ชาวอังกฤษในอยุธยาเรียก “โมกุล” ชาวดัตช์เรียก “โมกอลล์” พงศาวดารเมืองสงขลา บอกว่า เมืองสงขลาเป็นเมืองแขก ตั้งอยู่ริมเขาแดง เจ้าเมืองชื่อสุลต่านสุเลมัน (สุไลมาน) ขึ้นกับอยุธยา
สมัยธนบุรี พระเจ้าตากเสด็จสงขลา พ.ศ.2312 เฮาเหยี่ยง หัวหน้าชุมชนจีน (ฮกเกี้ยน) สวามิภักดิ์ขอเป็นนายอากรรังนกบนเกาะสี่, เกาะห้า ถวาย “เงินปี” มิได้ขาด ต่อมาจีนเหยี่ยง แซ่เฮา ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสงขลา (บรรดาศักดิ์ “หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ”) พ.ศ.2318
[จีนฮกเกี้ยน (จากมณฑลฟู่เจี้ยน) เป็นพ่อค้า-นักเดินเรือ ตั้งหลักแหล่งรอบอ่าวไทยตั้งแต่จันทบุรีถึงปัตตานี ชุมชนฮกเกี้ยนอยู่ปักษ์ใต้ ทำเหมืองดีบุก, ค้ารังนก (นางแอ่น)]

สมัยรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญคาบสมุทรสุวรรณภูมิ (แหลมมลายู) จึงแผ่อำนาจถึงปัตตานี (ก่อนหน้านั้น ปัตตานีเป็นเอกเทศ) ให้ความสำคัญเส้นทางข้ามคาบสมุทรระหว่างสงขลา-ไทรบุรี (อ่าวไทย-ทะเลอันดามัน) ผ่านพื้นที่ต่อไปคือ หาดใหญ่
“พะตง” และ “การำ” มีชื่อในเอกสารสมัย ร.1 พ.ศ.2334 (ปัจจุบัน ต.พะตง อ.หาดใหญ่)
ท่าเรือคลองอู่ตะเภา (ต่อไปคือหาดใหญ่) ขนถ่ายผู้คนและสินค้าจากไทรบุรี (มาเลเซีย) ไปสงขลา และทะเลสาบ
ส่วนไทรบุรี (มีพื้นที่ถึงสตูล) ใช้บริเวณคลองอู่ตะเภาเป็นที่รวบรวมกำลังคนที่หนีจากเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุง บ้านพะตง (ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา) กับบ้านการำถูกยึดคืนจากเมืองไทรบุรี กลับมาเป็นของสงขลา
ศึก 9 ทัพ พ.ศ.2329 หลังปราบศึกลาดหญ้า กรมพระราชวังบวรฯ ลงไปปราบหัวเมืองมลายู ปัตตานี, ไทรบุรี ที่แข็งข้อเมื่อเสียกรุง หลังตีได้ปัตตานีทางไทรบุรียอมอ่อนน้อม
“หาดใหญ่” (แดนสงขลา) มีชื่อแล้วในแผ่นดิน ร.3 (ราว 187 ปีมาแล้ว) ระหว่าง พ.ศ.2381-2382 พบในหนังสือจดหมายหลวงอุดมสมบัติในจดหมายฉบับที่ 1 และฉบับที่ 3
[หนังสือ จดหมายหลวงอุดมสมบัติ ของหลวงอุดมสมบัติ (จัน) สำนักพิมพ์ศรีปัญญา พิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ.2554 หน้า 212 และ 303 ข้อมูลจาก พรชัย นาคสีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกประวัติศาสตร์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา]
ทั้งนี้ มีเหตุจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ หลังยึดอินเดีย-ลังกา จึงขยายอำนาจเข้าคาบสมุทรสุวรรณภูมิที่กระทบกระเทือนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.2 อังกฤษพยายามติดต่อกับสยาม แต่ล้มเหลว ครั้นแผ่นดิน ร.3 มีการคุกคามและเจรจาใหม่ระหว่างสยามกับอังกฤษ (สุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีต่อต้านการคุกคามของอังกฤษ)
แผ่นดิน ร.5 (พ.ศ.2411-2453) หาดใหญ่ หมายถึง หาดทรายใหญ่ ในจดหมายเหตุ ร.5 เสด็จอินเดีย พ.ศ.2414-15 (154 ปีที่แล้ว) บนเส้นทางเสด็จจากไทรบุรีไปสงขลา [จดหมายเหตุเสด็จประพาสต่างประเทศ ในรัชกาลที่ 5 เสด็จเมืองสิงคโปร์, แลเมืองเบตาเวียครั้งแรก, แลเสด็จประพาสอินเดีย (พ.ศ.2414-15) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2468 หน้า 67]
ไทรบุรี-สงขลา ร.5 ทรงม้า เสด็จทางสถลมารค ดังนี้
(1.) ก่อนเที่ยง เข้าเขตเมืองสงขลา “ถึงพลับพลาที่ประทับร้อน เข้าในเมืองสงขลา” [“ที่ประทับร้อน” หมายถึงที่พักระหว่างทาง (แดดร้อน)]
(2.) บ่าย 5 โมง (17.00 น.) เข้าหาดใหญ่ “ถึงพลับพลาที่ประทับแรม หาดใหญ่” [“ที่ประทับแรม” หมายถึงพักค้างคืน]
(3.) รุ่งขึ้น เวลาเช้า 2 โมงเศษ จดหมายเหตุฯ บันทึกว่า “เสด็จพระราชดำเนินจากที่ประทับแรมหาดทรายใหญ่ ทรงเรือพระที่นั่งเก๋งมาตามทางชลมารค เวลาเที่ยงถึงพลับพลาที่ประทับร้อนเกาะยอ—-” หาดใหญ่ คือ หาดทรายใหญ่
หลังจากนั้น ร.5 โปรดให้ทำทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ลงภาคใต้
พ.ศ.2435 ร.5 เริ่มงานก่อสร้างทางรถไฟลงภาคใต้ ต้องพึ่งแรงงานจีนในการถางป่าเพื่อเปิดเส้นทาง จ้างแรงงานแต้จิ๋วและจีนแคะถางป่าสร้างฐานรองรับรางรถไฟ งานช่างส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของจีนกวางตุ้ง เช่น งานช่างเหล็ก การตัดเส้นทางผ่านป่าดงดิบเป็นงานเสี่ยงตาย อัตราการเสียชีวิตสูงทั้งจากไข้ป่า, สัตว์ป่า, และสัตว์เลื้อยคลาน คนงานและจับกังจีนที่ไม่คุ้นกับป่ารกชัฏร้อนชื้นหนีงานทิ้งงานเสมอ งานก่อสร้างทางรถไฟล่าช้า ด้วยขาดแคลนแรงงาน
สรุป การก่อสร้างทางรถไฟสายหลักของสยามจนถึงปีสุดท้ายใน ร.5 ตัดเส้นทางผ่านเทือกเขาและป่าดงดิบ เครื่องมือผ่อนแรงยังไม่ก้าวหน้า ทั้งการเจาะหิน โกยดิน ขนกรวดทราย สร้างสะพาน วางรางเหล็ก ล้วนต้องใช้แรงคนเป็นหลัก รัฐต้องว่าจ้างแรงงานจีนเรือนหมื่น มีกรรมการจีนเสียชีวิตนับพันราย
แผ่นดิน ร.6 (พ.ศ.2453-2468) สถานีรถไฟหาดใหญ่ เปิดใช้งาน พ.ศ.2460
