Dutch Disease หรือประชานิยม? ถอดรหัสวิกฤตเวเนซุเอลาที่ถูกบิดเบือน (1)
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เริ่มต้นปี 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโจมตีเวเนซุเอลาและจับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน พร้อมภริยา นำตัวกลับมาดำเนินคดีในสหรัฐ ในข้อหาการค้ายาเสพติด
ภาพที่โลกได้เห็นคือการโจมตีทางทหารขนาดใหญ่ การยึดครองประเทศโดยพฤตินัย และการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง
รัสเซียและจีนออกมาประณามทันที ขณะที่พันธมิตรของสหรัฐเองก็แทบไม่รู้จะพูดอะไร นายกรัฐมนตรีอังกฤษเคียร์ สตาร์เมอร์ บอกว่าจะรอดูรายละเอียดก่อนให้ความเห็น
ภาพนี้ไม่ได้แปลกใหม่สำหรับคนที่รู้จักประวัติศาสตร์ลาตินอเมริกา
มันเป็นฉากที่ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1973 ที่ทหารชิลีโค่นล้มรัฐบาลซัลบาดอร์ อัลเลนเด ที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบธรรม ภายใต้การสนับสนุนของ CIA ซึ่งใช้เงินถึงแปดล้านดอลลาร์เพื่อ “ทำให้รัฐบาลไม่มั่นคง” ตามถ้อยคำในรายงานของวุฒิสภาสหรัฐในปี 1975
ความแตกต่างระหว่างสองเหตุการณ์คือในปี 1973 สหรัฐยังพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องจนกระทั่งนักข่าวซีมัวร์ เฮิร์ช เปิดโปงในนิวยอร์กไทมส์
ในปี 2026 ทรัมป์ประกาศอย่างภูมิใจว่า สหรัฐจะ “บริหาร” เวเนซุเอลา
หากมองแบบผิวเผิน คนอาจโต้ว่ามาดูโรเป็นเผด็จการที่ทุจริต ไม่เหมือนอัลเลนเดที่มาจากการเลือกตั้งที่สะอาด
แต่การโต้แย้งนี้ลืมไปว่าการแทรกแซงของสหรัฐในเวเนซุเอลาไม่ได้เริ่มต้นเมื่อมาดูโรกลายเป็นเผด็จการ แต่เริ่มตั้งแต่ยุคของอูโก ชาเวซ ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี 1998 และถูกรัฐประหารโดยกลุ่มที่มีการสนับสนุนจากสหรัฐในปี 2002 ก่อนที่ประชาชนจะลุกขึ้นเรียกร้องให้เขากลับมา
รูปแบบการแทรกแซงเหมือนกันทุกประการ สนับสนุนฝ่ายค้าน ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน โจมตีรัฐบาลผ่านสื่อ
และสุดท้ายก็ใช้กำลังทหาร
สิ่งที่น่าสนใจคือว่า เรื่องราวของเวเนซุเอลาได้กลายเป็นอาวุธชิ้นโปรดของฝ่ายเสรีนิยมใหม่ทั่วโลกในการโจมตีรัฐสวัสดิการและนโยบายสังคม
ทุกครั้งที่มีการเสนอนโยบายสวัสดิการหรือการแทรกแซงของรัฐ ภาพของซูเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่าและประชาชนเวเนซุเอลาที่อดอยากจะถูกนำมาเป็นหลักฐานว่า “นี่แหละคือผลลัพธ์ของประชานิยมซ้าย”
สิ่งที่ถูกลืมไปคือบริบทของการแทรกแซงจากภายนอก บริบทของ Dutch Disease และบริบทของการบริหารจัดการที่ล้มเหลว
การใช้เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างเพื่อทำลายความชอบธรรมของนโยบายสวัสดิการทั้งหมดนั้นไม่เพียงแต่ผิดพลาดทางวิชาการ
แต่ยังเป็นอันตรายต่อการถอดรหัสปัญหาที่แท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจ
ข้อเท็จจริงแรกที่มักถูกละเลยคือระดับการใช้จ่ายทางสังคมของเวเนซุเอลาไม่ได้สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
ในปี 2007 รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้จ่ายเพียง 30% ของจีดีพีสำหรับค่าใช้จ่ายรัฐบาลทั้งหมด
ในขณะที่ฝรั่งเศสใช้ 49% และสวีเดนใช้ถึง 52%
แม้แต่การใช้จ่ายทางสังคมโดยเฉพาะ ซึ่งเพิ่มจาก 11.3% ของจีดีพีในปี 1998 เป็น 22.8% ในปี 2011 ก็ยังคงต่ำกว่ารัฐสวัสดิการในยุโรปมาก
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “แจกเงินมากเกินไป” แต่อยู่ที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการที่ล้มเหลว
สิ่งที่มักถูกมองข้ามไปคือ ผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของนโยบายสังคมในยุคแรกของชาเวซ นโยบาย Missions ต่างๆ ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
อัตราความยากจนลดลงจาก 48.1% ในปี 2002 เป็น 28% ในปี 2008 และต่อมาเหลือ 27% ในปี 2011
ค่าสัมประสิทธิ์จีนีซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำลดลงจาก 0.5 เหลือ 0.397 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในภูมิภาคลาตินอเมริกา
การเข้าเรียนเพิ่มขึ้น อัตราการตายของทารกและเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และการเข้าถึงน้ำสะอาดและบริการสาธารณสุขดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการลงทุนทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจน
นี่คือสิ่งที่มักถูกลืมเมื่อคนพูดถึงเวเนซุเอลา
ปัญหาที่แท้จริงของเวเนซุเอลาคือ Dutch Disease ในรูปแบบที่รุนแรงที่สุด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อประเทศค้นพบหรือพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมูลค่าสูง โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ชื่อของปรากฏการณ์นี้มาจากเนเธอร์แลนด์ในยุค 1960 เมื่อประเทศพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในทะเลเหนือ แต่กลับพบว่าอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ เริ่มเสื่อมถอยลง
กลไกของ Dutch Disease ทำงานผ่านสามช่องทาง
ประการแรกคือ เมื่อรายได้จากทรัพยากรไหลเข้ามามหาศาล เงินตราของประเทศจะแข็งค่าขึ้น ทำให้สินค้าส่งออกประเภทอื่นแพงขึ้นและขายไม่ออกในตลาดโลก
ประการที่สองคือแรงงานและทุนจะไหลไปสู่ภาคทรัพยากรธรรมชาติ เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ภาคการผลิตและเกษตรกรรมขาดแคลนแรงงานฝีมือและเงินลงทุน
ประการสุดท้ายคือรัฐบาลมีเงินมากจากภาษีน้ำมัน จึงไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาภาษีจากภาคส่วนอื่น หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมหลากหลาย
เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของ Dutch Disease ที่ล้มเหลวในการจัดการ
ประเทศพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันถึง 95% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับการพึ่งพิงที่อันตรายอย่างยิ่ง
เมื่อราคาน้ำมันดิบตกจาก 129 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2008 เหลือเพียง 43 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2009 เศรษฐกิจก็พังทลายทันที
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือรัฐบาลชาเวซไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ แต่กลับทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
สัดส่วนของภาคการผลิตในจีดีพีลดลงจาก 17.4% ในปี 1998 เป็นเพียง 14.2% ในปี 2012
แทนที่จะลงทุนในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ รัฐบาลกลับปล่อยให้เศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ
เกษตรกรรมที่เคยเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญถูกทอดทิ้ง อุตสาหกรรมการผลิตถูกแล้วบริหารจัดการอย่างไร้ประสิทธิภาพ
และทักษะของแรงงานก็เสื่อมถอยลงเพราะไม่มีการลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนา
สิ่งที่ทำให้ Dutch Disease ของเวเนซุเอลาร้ายแรงเป็นพิเศษคือการบริหารจัดการบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ที่ล้มเหลว รัฐบาลใช้จ่าย 30.1 พันล้านดอลลาร์สำหรับโปรแกรมสังคมและการซื้ออาวุธจากรัสเซีย แต่ลงทุนเพียง 17.9 พันล้านดอลลาร์ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ การขาดการบำรุงรักษาและการลงทุนทำให้กำลังการผลิตน้ำมันลดลงจาก 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเหลือ 2.6 ล้านบาร์เรล
และที่แย่กว่านั้นคือเวเนซุเอลาทำกำไรได้เพียง 1.4 ล้านบาร์เรลเท่านั้น เพราะส่วนที่เหลือถูกให้ไปฟรีหรือขายในราคาต่ำเพื่อแลกกับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับคิวบาและประเทศพันธมิตร
การบริหารจัดการแบบนี้ ผสมกับการทุจริตคอร์รัปชั่นและการแต่งตั้งบุคลากรตามความภักดีทางการเมืองแทนความสามารถทางเทคนิค ทำให้ PDVSA กลายเป็นองค์กรที่ไร้ประสิทธิภาพ
เมื่อราคาน้ำมันตก เวเนซุเอลาจึงไม่มีอะไรเหลือ
ในทางตรงกันข้าม นอร์เวย์แสดงให้เห็นว่าประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันอุดมสมบูรณ์สามารถหลีกเลี่ยง Dutch Disease ได้อย่างไร เมื่อค้นพบน้ำมันในทะเลเหนือในยุค 1960 นอร์เวย์ได้สร้างกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด
ประการแรกคือการจัดตั้ง Government Pension Fund Global หรือที่เรียกกันว่า Oil Fund ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นกองทุนอธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กองทุนนี้ลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก ไม่ใช่ในนอร์เวย์เอง เพื่อป้องกันไม่ให้เงินน้ำมันไหลเข้าเศรษฐกิจมากเกินไปและทำให้เงินโครนาแข็งค่าเกินไป
รัฐบาลนอร์เวย์กำหนดว่าสามารถใช้จ่ายได้เพียงผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนเท่านั้น ไม่เกิน 3-4% ต่อปี ไม่ใช่เงินต้นจากการขายน้ำมัน
ประการที่สองคือนอร์เวย์รักษาอุตสาหกรรมอื่นๆ ไว้โดยการลงทุนในการศึกษา การวิจัยและพัฒนา และการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ประเทศยังคงมีภาคการผลิต เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และประมงที่แข็งแกร่ง
ประการสุดท้ายคือนอร์เวย์มีระบอบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง มีความโปร่งใสในการจัดการทรัพยากร และมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ทำงานได้จริง (อ่านตอนจบคลิกที่นี่)
