Dutch Disease หรือประชานิยม? ถอดรหัสวิกฤตเวเนซุเอลาที่ถูกบิดเบือน (จบ)
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
การวิเคราะห์ปัญหาเวเนซุเอลาจะไม่สมบูรณ์หากละเลยบทบาทของการแทรกแซงจากสหรัฐอเมริกา
มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2017 ได้ทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว่ำบาตรภาคปิโตรเลียม ซึ่งตัดช่องทางการเข้าถึงเทคโนโลยีและอะไหล่สำหรับการผลิตน้ำมัน และทำให้การขายน้ำมันในตลาดโลกทำได้ยากขึ้น
การยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา การอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศ และการปิดกั้นการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ ล้วนแต่เป็นมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความทุกข์ยากให้กับประชาชนเวเนซุเอลา เพื่อให้พวกเขาลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาล
นี่คือกลยุทธ์เดียวกับที่ถูกใช้ในชิลี ที่ CIA สนับสนุนการประท้วงของสมาคมคนขับรถบรรทุก สร้างการขาดแคลนสินค้า และทำให้เศรษฐกิจชิลีพังทลาย เพื่อสร้างข้ออ้างในการรัฐประหาร
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีนโยบายประชานิยมซ้ายในช่วงเวลาเดียวกัน ความแตกต่างก็ชัดเจน บราซิลภายใต้ลูลา โบลิเวีย ภายใต้โมราเลส หรือแม้แต่อุรุกวัย ต่างก็มีนโยบายสวัสดิการที่กว้างขวาง แต่ไม่ได้ล่มสลายแบบเวเนซุเอลา
ความแตกต่างสำคัญคือประเทศเหล่านี้มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจมากกว่า มีระบบธรรมาภิบาลที่ดีกว่า
และสำคัญที่สุดคือไม่ได้พึ่งพารายได้จากทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียวจนถึงขั้นคร่าชีวิต
โปรแกรม Bolsa Fam?lia ของบราซิลเป็นตัวอย่างที่ดีของนโยบายสวัสดิการที่ออกแบบมาอย่างดี
ใช้จ่ายเพียง 0.5% ของจีดีพี แต่สามารถลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบเงื่อนไขที่ชัดเจน การติดตามผลที่เข้มงวด และการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ
ในทางตรงกันข้าม รัฐสวัสดิการในยุโรปเหนือที่ใช้จ่ายถึง 40-50% ของจีดีพีก็ไม่ได้ประสบปัญหาเช่นเดียวกับเวเนซุเอลา ประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำ และผลิตภาพแรงงานที่สูงที่สุดในโลก
เหตุผลก็คือการใช้จ่ายทางสังคมของพวกเขาไม่ใช่การ “แจก” แต่เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม และสร้างระบบประกันสังคมที่ครอบคลุม
สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุนทางสังคมในระยะยาว และสร้างความมั่นคงที่ทำให้ประชาชนกล้าลงทุนและกล้าเสี่ยง
บทเรียนสำคัญจากกรณีเวเนซุเอลาไม่ใช่ว่า “นโยบายสวัสดิการเป็นภัยคุกคาม”
แต่คือความสำคัญของการออกแบบนโยบายที่ยั่งยืน การมีระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีสติปัญญา
ตัวอย่างของนอร์เวย์พิสูจน์แล้วว่าทรัพยากรธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเป็นคำสาปหากมีการวางแผนและบริหารจัดการที่ดี
กุญแจสำคัญคือการไม่ให้เงินจากทรัพยากรไหลเข้าเศรษฐกิจมากเกินไปในระยะสั้น การออมเพื่ออนาคต การลงทุนในภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ และการมีระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสที่ป้องกันการทุจริต
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การตระหนักว่าวิกฤตเวเนซุเอลาไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ มันเป็นผลจากการผสมผสานระหว่างนโยบายภายในที่บกพร่องกับการแทรกแซงจากภายนอกที่มุ่งร้าย
เมื่อเราเข้าใจประวัติศาสตร์ของการแทรกแซงของสหรัฐในลาตินอเมริกา ตั้งแต่กัวเตมาลาในปี 1954 ชิลีในปี 1973 นิการากัวในยุค 1980 ไปจนถึงการพยายามรัฐประหารในเวเนซุเอลาในปี 2002 เราจะเห็นว่ามันมีรูปแบบที่ชัดเจน
รัฐบาลใดที่พยายามแจกจ่ายความมั่งคั่งใหม่ ชาติกรรมทรัพย์ของบริษัทข้ามชาติอเมริกัน หรือท้าทายอำนาจของสหรัฐในซีกโลกตะวันตก มักจะกลายเป็นเป้าหมายของการทำลายล้างอย่างเป็นระบบ
การจับกุมมาดูโรในเดือนมกราคม 2026 เป็นจุดสุดยอดของกระบวนการยาวนานนี้ แต่มันไม่ได้เป็นจุดจบ มันเป็นการเตือนว่าในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การแทรกแซงทางทหารและการละเมิดอธิปไตยยังคงเป็นเครื่องมือของนโยบายต่างประเทศมหาอำนาจ
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้มันถูกทำอย่างเปิดเผย ไม่มีการปกปิด ไม่มีการอ้างความชอบธรรมจากกฎหมายระหว่างประเทศ
ทรัมป์บอกตรงๆ ว่าสหรัฐจะ “บริหาร” เวเนซุเอลา และจะควบคุมแหล่งน้ำมันของประเทศ นี่คือการล่าอาณานิคมแบบใหม่ ภายใต้ข้ออ้างของการต่อสู้กับยาเสพติดและการสนับสนุนประชาธิปไตย
มายาคติเรื่องเวเนซุเอลาเตือนเราให้ระวังการใช้กรณีศึกษาเพียงกรณีเดียวมาสรุปเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการใช้นั้นมีวัตถุประสงค์ทางอุดมการณ์ชัดเจน
การวิเคราะห์ที่ดีจำเป็นต้องมองหลายมิติ เปรียบเทียบหลายกรณี และเข้าใจบริบทเฉพาะของแต่ละประเทศ
เวเนซุเอลาล่มสลายไม่ใช่เพราะ “ประชานิยม” หรือ “การแจกเงินมั่ว”
แต่เพราะการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป การขาดธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ล้มเหลว การไม่สร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ
และที่สำคัญที่สุดคือ การแทรกแซงจากภายนอกที่มุ่งทำลายล้างอย่างเป็นระบบ
บทเรียนเหล่านี้สำคัญ แต่ไม่ควรถูกบิดเบือนให้กลายเป็นข้ออ้างในการต่อต้านนโยบายสวัสดิการทั้งหมด
หากเราจะเรียนรู้จากเวเนซุเอลา เราควรเรียนรู้ว่าการสร้างรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมกับการสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย ระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีสติปัญญา และการป้องกันตัวเองจากการแทรกแซงจากภายนอก
ไม่ใช่การละทิ้งความรับผิดชอบของรัฐต่อสวัสดิการของประชาชน
