bg-single

นับถอยหลังเลือกตั้ง… เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย วิ่งหนีไม่ให้ ‘เวียดนาม’ แซง

19.01.2026

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

นับถอยหลังเลือกตั้ง…

เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย

วิ่งหนีไม่ให้ ‘เวียดนาม’ แซง

ช่วงเวลานับจากนี้ ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

พรรคการเมืองกำลังเดินหน้าแคมเปญหาเสียง ด้วยนโยบายขายฝันต่างๆ ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ลดลง เรียกว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และเติบโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

เพราะทุกสำนักวิจัย รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าปี 2026 เศรษฐกิจไทยคงเติบโตอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2%

ขณะที่ล่าสุดเวียดนามประกาศอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 ขยายตัวอย่างร้อนแรง 8.02% ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจรวมของประเทศทะยานขึ้นสู่ระดับ 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16.09 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 31.30 บาทต่อดอลลาร์) ถือเป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 32 ของโลก

เรียกว่ากำลังไล่จี้ไทย (อันดับ 3 ของอาเซียน) ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 17.2 ล้านล้านบาท

และหากเวียดนามสามารถขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2026 ได้ตามเป้าหมายที่ 9-10% เวียดนามจะเบียดไทยขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของอาเซียน (รองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์) ภายในปี 2570

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของรัฐบาลในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาว่า ทำให้ประเทศอยู่ในภาวะถดถอย หรือย่ำอยู่กับที่ทำให้เพื่อนบ้านวิ่งแซงไปแล้วหลายประเทศ

มีคำถามว่าทำไมประเทศที่ต่างชาติเคยชื่นชอบและชื่นชม ทั้งการท่องเที่ยว การเข้ามาพำนักอาศัยอย่างประเทศไทย แต่วันนี้กลับไม่เป็นที่ต้องการ และมีปัญหานักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนลดน้อยลง หรือการเข้ามาก็ไม่ได้สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนไทยส่วนใหญ่

เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยที่สะสมมายาวนาน โดยไม่ได้รับการดูแลหรือแก้ไข

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแรงงานจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย, ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง, การผูกขาดทางธุรกิจ, กฎหมายและกฎระเบียบมากมายที่ล้าสมัย, ความเหลื่อมล้ำสูงทั้งในแง่รายได้และโอกาส, ภาคเกษตรมีผลิตภาพต่ำ, โจทย์ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่น หรือการจ่ายใต้โต๊ะที่ฉุดความเชื่อมมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ

ขณะที่ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองก็ออกหาเสียงประกาศนโยบายความหวัง “เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน

แต่ทำอย่างไรให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญกับการปฏิรูป แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อที่จะยกระดับความสามารถการแข่งขันของไทยอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ “วาทกรรม” เปลี่ยนอนาคตประเทศ

หากในทางปฏิบัติจริง กลับเพียงแค่ดำเนินนโยบายประชานิยมแบบระยะสั้น ด้วยมาตรการแจก แจก แจก

ประเด็นนี้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เปิดเวทีภายใต้ข้อหัว “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองไม่มีอะไรได้มาฟรี ทุกนโยบายต้องมีแหล่งเงินรองรับ และต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบทางการคลัง เพราะฐานะการเงินของประเทศอยู่ในภาวะตึงตัวมากขึ้น

“การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากประเทศไม่เปลี่ยนทิศทาง เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำลง ปัญหาสะสมจะรุนแรงขึ้น และประเทศอาจถดถอยลงไปมากกว่านี้”

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักการเมืองไทยเก่งมาก “เรื่องคิดนโยบายระยะสั้น” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรถคันแรก, Digital Wallet, คนละครึ่ง แต่สิ่งที่ถูกละเลยมาโดยตลอดคือ นโยบายระยะยาวที่จัดการกับโครงสร้างของประเทศ

และวันนี้ประเทศไทยกำลังจ่ายราคาของการละเลยนั้น ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยแค่ 2% ต่อปีหลังโควิด ขณะที่ประเทศต่างๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดดแต่ประเทศไทยก็ยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ

เสถียรภาพทางการคลังเดิมเป็น “จุดแข็ง” ของประเทศ แต่วันนี้กลายเป็น “จุดอ่อน” ซึ่งใครเข้ามาเป็นรัฐบาลจะกระตุ้นได้อย่างไร เมื่อวันนี้ไทยขาดดุลการคลัง 4-5% ของจีดีพี สูงจนถูกบริษัทเครดิตเรตติ้งขู่ว่าจะลดเครดิตประเทศ

นอกจากนี้ “งบฯ ลงทุน” ที่ควรจะเป็นงบประมาณลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศกลายเป็น “รายจ่ายประจำแฝง” ถึงกว่า 40% รวมทั้งปัญหา “คอร์รัปชั่น” แพร่หลาย กลายเป็นต้นเหตุของสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงทำให้สะเทือนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ

ดร.อธิภัทรระบุว่า สิ่งที่เศรษฐกิจไทยเผชิญไม่ใช่แค่การตกหล่มเป็นครั้งคราว แต่คือ “กับดักเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังลึก 3 ชั้น ประกอบด้วย

1. กับดักมาตรการระยะสั้น จากการ “แจกเงิน” แต่ไม่ได้สร้างทักษะ หรือนโยบายช่วยประชาชน “ล้างหนี้” แต่บ่อนทำลายวินัยการเงินจนถึงการกระตุ้นกำลังซื้อให้ร้านค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ดึงเขาเข้าระบบภาษี

นโยบายลักษณะนี้กำลังกลายเป็น “สูตรสำเร็จทางการเมือง” สังคมเสพติดกับดักกระตุ้นระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง หรือการลดหย่อนแบบช้อปดีมีคืน กลายเป็นของขวัญปีใหม่ที่คนคาดหวัง ทั้งที่เงินเหล่านั้นก็คือภาษีของประชาชนทั้งสิ้น

2. กับดักโอกาส คือความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาส โดยพบว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาสสูงติดอันดับโลก คนจนมีโอกาสน้อยมากที่จะสามารถขยับมาเป็นคนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด Top 5% แทบไม่มีการเปลี่ยนมือ

3. กับดักการคลัง จากมาตรการแจกวันนี้คือภาระของประชาชนในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน จะเป็นกลุ่มที่รับภาระมากที่สุด ผ่านการปรับขึ้นภาษีในอนาคต

ดร.อธิภัทรทิ้งท้ายว่า 19 มกราคม 2569 คือเส้นตายที่พรรคการเมืองต้องยื่น “ที่มาของงบประมาณ” ให้ กกต. และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนควรร่วมกัน “จับตา” ว่าใครกำลังขายฝัน ใครคิดนโยบายแบบรับผิดชอบจริง

ขณะที่ “ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในการกำหนดนโยบายประเทศต้องเห็นภาพร่วมกันก่อนว่าจะสร้างระบบเศรษฐกิจแบบไหน “ประชานิยม”, “รัฐสวัสดิการ” หรือ “ขับเคลื่อนด้วยความรู้”

หากเน้นประชานิยมแบบแจก แต่ไม่มีการสร้างงาน-ไม่สร้างรายได้ ก็จะเป็นการแจกแบบ “เททิ้ง” แบบการให้ “ยาสเตียรอยด์” ซึ่งจะได้ผลแค่ระยะสั้นชั่วคราว และเป็นการทับถมกลุ่มคนเปราะบางให้ติดอยู่ในหลุมความยากจน แทนที่จะฉุดเขาเหล่านั้นขึ้นมา

ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยถือว่าอยู่บนความเปราะบาง เนื่องจาก 65% ของ GDP ไทยถูกขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการเพียง 1% ทำอย่างไรจะเปลี่ยนสมการนี้ ให้กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีอีก 99% มีส่วนในการกระจายผลผลิตร่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการ 99% จะอยู่ชายขอบเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องพึ่งพามาตรการรัฐสนับสนุน

ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% ซึ่งสูงสุดในโลกประเทศหนึ่ง ทำให้การขยายฐานภาษีทำได้ยาก

“ความน่ากังวลที่สำคัญอีกประการคือ หากในอนาคตรัฐยังไม่มีมาตรการจัดการการคลังที่รัดกุม และใช้เงินเพื่อประชานิยมไปเรื่อยๆ หนี้สาธารณะสูงขึ้น ในอนาคตหากเกิดวิกฤต ความสามารถในการรับมือไม่ว่าจะเป็นระบบโลก ระบบประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ climate change ท้ายที่สุดรัฐจะไม่มีเงินเหลือพอในยามประเทศเกิดวิกฤตใหญ่”

“หมายความว่าขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างขาลงแต่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างขาขึ้น ทำให้เขามีความสามารถในการเผชิญกับวิกฤต และการกระเพื่อมของระบบการค้า และเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า” ประธานสมาคมธนาคารไทยกล่าว

นี่คือโจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางมรสุมและข้อจำกัดมากมาย ว่าจะเข้าเปลี่ยนอนาคตประเทศไทย หรือแค่นโยบายขายฝัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เข็น
Music, when soft voices die | กวีกระวาด : เวิ้งหมาบ้า
เพื่อนข้างบ้าน | เรื่องสั้น : มีนา ฟ้าศุกร์
ก่องข้าวน้อยฆ่ารัฐบาล
ขายสิทธิ์เข้าถึง ‘ทรูธ โซเชียล’ เมื่อ ‘ทรัมป์’ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ฝ่ายค้าน ซ้อมย่อย ลับมีดรอชำแหละ เวทีซักฟอก รบ. ‘อนุทิน’
ทรัมป์กับข้อจำกัดในสงครามเต็มพิกัดกับอิหร่าน
ถ้าโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น…เป็นระบบโจรโกงเลือก ส.ว.จะต้องเป็น…ระบบมหาโจร
มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น เมื่อความคาดหวังทะลุเพดาน คำถามตัวโตๆ ถึง ‘ตัวการใหญ่’ รัฐบาลต้องตอบ!
E-DUANG | การตัดสินใจ เดือนสิงหาคม 2566 การตัดสินใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
(รัฐบาล) Ultra (ไม่) Smooth
‘ฟุตบอลศาสตร์’ ของ ‘ครูลูกหนังชาวสเปน’ | ปราปต์ บุนปาน