bg-single

ศิลปินหญิงผู้สร้างสรรค์ Next Big Thing ในโลกศิลปะ

04.05.2026

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในโลกศิลปะ นอกจากศิลปินเพศชายจะสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาแล้ว ในบางครั้งศิลปินเพศหญิงก็ยังสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

ในตอนนี้เราขอแนะนำศิลปินหญิงผู้นั้น เธอมีชื่อว่า เฮเลน แฟรงเคนธาเลอร์ (Helen Frankenthaler) เป็นจิตรกรแนวแอ็บสแตรก เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Abstract Expressionism) ชาวอเมริกัน และเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จิตรกรรมอเมริกันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เธอจัดแสดงผลงานต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ (ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 จนถึงปี 2011) ครอบคลุมศิลปินนามธรรมหลายรุ่น พร้อมทั้งยังคงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่มีพลังอยู่เสมอ

แฟรงเคนธาเลอร์เริ่มจัดแสดงภาพวาดนามธรรมขนาดใหญ่ในพิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีร่วมสมัยตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1950 และเธอได้รับเลือกให้เข้าร่วมในนิทรรศการ Post-Painterly Abstraction ในปี 1964 ซึ่งคัดสรรโดย คเลเมนต์ กรีนเบิร์ก (Clement Greenberg) นิทรรศการนี้มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอศิลปินนามธรรมรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าแนวคัลเลอร์ฟีลด์เพ้นติ้ง (Color Field Painting)

เธอเกิดที่แมนฮัตตัน และได้รับอิทธิพลจากกรีนเบิร์ก รวมถึง ฮันส์ ฮอฟมานน์ (Hans Hofmann) และ แจ็กสัน พอลล็อก (Jackson Pollock)

ผลงานของเธอถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการย้อนหลังหลายครั้ง รวมถึงนิทรรศการสำคัญในปี 1989 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (MoMA) ในนครนิวยอร์ก และยังถูกจัดแสดงทั่วโลกมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950, ในปี 2001 เธอได้รับรางวัล National Medal of Arts นอกจากนี้ แฟรงเคนธาเลอร์ยังมีบ้านและสตูดิโออยู่ที่เมืองดาเรียน รัฐคอนเนตทิคัต

ขณะสร้างผลงาน Mountains and Sea (1952) แฟรงเคนธาเลอร์ได้พัฒนาแนวทางใหม่จากเทคนิคการเทสีของ แจ็กสัน พอลล็อก โดยเธอเทสีลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นเช่นเดียวกัน แต่ในขณะที่พอลล็อกใช้สีอีนาเมลซึ่งคงอยู่บนพื้นผิวผ้าใบเมื่อแห้ง แฟรงเคนธาเลอร์กลับใช้สีน้ำมันที่ผสมทินเนอร์จนเจือจาง ทำให้สีซึมซาบเข้าไปในเนื้อผ้าใบ กระบวนการนี้เรียกว่าเทคนิค “soak-stain” ซึ่งก่อให้เกิดองค์ประกอบภาพที่ส่องสว่างและพร่าเลือนคล้ายหมอก โดยมีพื้นที่สีขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งดูราวกับเกิดขึ้นบนผืนผ้าใบอย่างเป็นธรรมชาติ

The Bay (1963) ภาพจาก https://tinyurl.com/4n8a3sxs

ผลงานของแฟรงเคนธาเลอร์มีอิทธิพลต่อศิลปินอย่าง มอร์ริส หลุยส์ (Morris Louis) และ เคนเน็ธ โนแลนด์ (Kenneth Noland) ซึ่งมองเห็นว่าผลงานอย่าง Mountains and Sea เป็นรูปแบบของจิตรกรรมนามธรรมที่ก้าวข้ามผลงานของ แจ็กสัน พอลล็อก ซึ่งเน้นพื้นผิวหนาและความตึงเครียดทางจิตวิทยา ไปสู่การจัดองค์ประกอบที่แทบทั้งหมดตั้งอยู่บน “สี” เป็นหลัก

ด้วยเทคนิค soak-stain และการไหลของชั้นสี แฟรงเคนธาเลอร์, มอร์ริส หลุยส์ และ เคนเน็ธ โนแลนด์ ได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า คัลเลอร์ฟีลด์เพ้นติ้ง (Color Field Painting) โดยในผลงานลักษณะนี้ พื้นที่ทั้งหมดของภาพถูกมองเป็น “สนาม” (field) ที่ดูเหมือนแผ่ขยายออกไปเกินขอบผ้าใบ รูปทรง (figure) และพื้นหลัง (ground) จึงหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน และแนวคิดเรื่องภาพลวงตาแบบสามมิติถูกละทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง

ในการก้าวออกจากแนวทางของศิลปะแอ็บสแตรก เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ รุ่นแรกอีกประการหนึ่ง แฟรงเคนธาเลอร์เป็นศิลปินนามธรรมที่ยึด “ภูมิทัศน์ธรรมชาติ” เป็นแกนหลักของแรงบันดาลใจ แทนที่จะมุ่งเน้นการเผชิญหน้ากับผืนผ้าใบในเชิงอัตถิภาวนิยมหรือการแสวงหาความยิ่งใหญ่เหนือสามัญ รูปทรงที่เรียบลดทอนของเธอมักได้รับอิทธิพลจากความประทับใจต่อธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศแห้งแล้งของอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้ ต้นหม่อนในตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก หรือทัศนียภาพของลองไอแลนด์ซาวด์ (Long Island Sound – อ่าวและปากแม่น้ำแบบน้ำขึ้นน้ำลงของมหาสมุทรแอตแลนติก) ซึ่งมองเห็นได้จากบ้านของศิลปินที่เมืองดาเรียน รัฐคอนเนตทิคัต

แฟรงเคนธาเลอร์ได้นำเทคนิคการสร้างสรรค์อันล้ำหน้าของเธอที่เรียกว่า soak-stain ไปประยุกต์ใช้กับสื่อจิตรกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีอะคริลิกที่ผสมน้ำให้เจือจาง ซึ่งเธอเริ่มใช้แทนสีน้ำมันที่ผสมน้ำมันสนตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา

ต่อมา เธอยังพยายามถ่ายทอดผลลัพธ์ของเทคนิคนี้ไปสู่งานภาพพิมพ์ โดยสร้างภาพพิมพ์แกะไม้ (woodcuts) ที่ไม่เพียงมีลักษณะคล้ายจิตรกรรมเท่านั้น แต่ยังสามารถให้คุณภาพของความฟุ้งเบลอและโปร่งใสแบบสีน้ำ ซึ่งใกล้เคียงกับลักษณะของการไหลและการซึมของสีในเทคนิคคัลเลอร์วอช (color wash – เทคนิคการทาสีหรือลงสีที่ผสมน้ำให้เจือจางโปร่งใสเพื่อทาทับพื้นผิวเดิม ช่วยให้เกิดมิติ ความลึก หรือคราบจำลองดูเก่าสมจริง) ของเธออีกด้วย

Canyon (1965) ภาพจาก https://tinyurl.com/3ztjx4yz

เทคนิค soak-stain ของแฟรงเคนธาเลอร์ ได้ก่อให้เกิดขบวนการศิลปะคัลเลอร์ฟีลด์เพ้นติ้ง และส่งผลอย่างชัดเจนต่อผลงานของศิลปินที่เกี่ยวข้องกับแนวนี้ เช่น มอร์ริส หลุยส์ (Morris Louis), เคนเน็ธ โนแลนด์ (Kenneth Noland) และ จูลส์ โอลิตสกี (Jules Olitski)

นอกจากจะเป็นการสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนจากศิลปะแอ็บสแตรก เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ รุ่นแรกแล้ว ศิลปะคัลเลอร์ฟีลด์ ยังถูกมองว่าเป็น “บรรพบุรุษสำคัญ” ของศิลปะมินิมอลลิสต์ (Minimalism) ในช่วงทศวรรษ 1960 ด้วยคุณลักษณะที่เรียบง่าย เงียบสงบ และเชิญชวนให้เกิดสมาธิ

ผลงานที่โดดเด่นของแฟรงเคนธาเลอร์ ก็มีอย่าง Mountains and Sea (1952) ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่ศิลปินเดินทางกลับจากโนวาสโกเชีย แคนาดา และยังคงสะท้อนความประทับใจที่เธอมีต่อภูมิทัศน์ของแหลมเคปเบรตัน ดังที่เธอเคยกล่าวว่า ภูมิทัศน์ของพื้นที่นั้น “อยู่ในอ้อมแขนของฉันขณะที่ฉันกำลังสร้างมันขึ้นมา ฉันพยายามจะเข้าถึงบางสิ่ง ฉันไม่รู้ว่าคืออะไร จนกระทั่งมันปรากฏออกมา”

ภาพวาดบนผืนผ้าใบนี้เป็นผลงานสำคัญของเธอ ซึ่งเป็นงานแรกที่เธอได้ริเริ่มเทคนิค soak-stain แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่ แต่กลับให้ความรู้สึกสงบและใกล้ชิดอย่างน่าประหลาด

ในผลงานชิ้นนี้ “สี” ได้รับบทบาทสำคัญเป็นอันดับแรก โดยมีการไหลของสีชมพู น้ำเงิน และเขียว กำหนดรูปของภูเขา หิน และน้ำ ในขณะที่รูปทรงต่างๆ ถูกร่างอย่างคร่าวๆ ด้วยแท่งถ่าน หลังจากได้เห็นผลงาน Mountains and Sea และผลงานอื่น ๆ ของแฟรงเคนธาเลอร์ ที่ใช้เทคนิค soak-stain ทำให้ มอร์ริส หลุยส์ และ เคนเน็ธ โนแลนด์ ก็ได้นำวิธีการนี้ไปใช้ทันที และร่วมกับแฟรงเคนธาเลอร์ได้เปิดตัว “Next Big Thing” ในวงการศิลปะอเมริกัน นั่นคือขบวนการ คัลเลอร์ฟีลด์เพ้นติ้ง

และผลงาน Canyon (1965) ซึ่งมีการใช้สีแดงสดเติมเต็มเกือบทั้งผืนผ้าใบ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการสร้างสรรค์ของเธอที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น เมื่อเธอเริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำมันที่ผสมน้ำมันสนมาเป็นสีอะคริลิกที่ผสมน้ำให้เจือจาง แล้วเทลงเป็นคราบและปื้นสีขนาดใหญ่กว่าเดิม โดยลักษณะภูมิประเทศเชิงภูมิศาสตร์ของทิวทัศน์มักเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพนามธรรมของแฟรงเคนธาเลอร์เสมอ

ความเรืองรองอ่อนโยนของภาพนี้ทำให้นึกถึงคำบรรยายของนักวิจารณ์ศิลปะ ไนเจล กอลลิ่ง (Nigel Gosling) ในปี 1964 ซึ่งเขียนขึ้นเนื่องในโอกาสนิทรรศการของเธอที่แกลเลอรีในลอนดอนในปีเดียวกัน โดยกล่าวว่า

“หากมีศิลปินคนใดที่สามารถมอบความช่วยเหลือและความปลอบประโลมใจแก่เราได้ เฮเลน แฟรงเคนธาเลอร์ คือคนนั้น ด้วยการกระจายของสีอ่อนนุ่มบนผืนผ้าใบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ผลงานเหล่านี้มีขนาดใหญ่แต่ไม่แข็งกร้าว เป็นนามธรรมแต่ไม่ว่างเปล่าหรือเย็นชา อิสระแต่ยังมีระเบียบ มีชีวิตชีวาแต่ในขณะเดียวกันก็สงบนิ่งและผ่อนคลายอย่างยิ่ง”

Chairman of the Board (1971) ภาพจาก https://tinyurl.com/ycyy2npp
Moveable Blue (1973) ภาพจาก https://tinyurl.com/msfzw4et

และผลงานภาพพิมพ์ไม้ Madame Butterfly (2000) ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสุดท้ายของแฟรงเคนธาเลอร์ กับสตูดิโอภาพพิมพ์ Tyler Graphics ซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ประกอบด้วยสีถึง 106 สี ใช้แม่พิมพ์ไม้ 46 แผ่น และมีความยาวประมาณ 183 เซนติเมตร

ทั้งเนื้อหาและกระบวนการสร้างสรรค์ที่ใช้เทคนิคการแกะไม้แบบอุกิโยะเอะ (Ukiyo-e) ของญี่ปุ่น สะท้อนถึงการที่ศิลปินมีความสนใจอย่างต่อเนื่องต่อศิลปะและวัฒนธรรมเอเชีย

แม้ว่ารูปทรงสีขาวตรงกลางจะชวนให้นึกถึงผีเสื้อ แต่ภาพพิมพ์นี้ไม่ได้ “บรรยาย” วัตถุโดยตรง หากแต่ “ชวนให้รับรู้” ถึงมันมากกว่า โดยมีความอ่อนช้อยละเอียดอ่อนที่เหมาะสมกับนางเอกชาวญี่ปุ่นในอุปรากรโศกนาฏกรรมของจาโคโม ปุชชีนี (Giacomo Puccini) ที่มีชื่อเดียวกัน

ด้วยการใช้สีที่ไหลเป็นชั้น รูปทรงที่ล่องลอย และเอฟเฟ็กต์คล้ายสีน้ำ Madame Butterfly ทำให้นึกถึงผลงานอย่าง Mountains and Sea และเสมือนเป็นการทำให้เทคนิค soak-stain ถูกถ่ายทอดและเกิดขึ้นใหม่ในรูปแบบของภาพพิมพ์แกะไม้

Madame Butterfly (2000) ภาพจาก https://tinyurl.com/yerzmv68

ผืนผ้าใบของแฟรงเคนธาเลอร์และศิลปินคัลเลอร์ฟีลด์คนอื่นๆ ยังสอดคล้องกับทฤษฎีของผู้สนับสนุนคนสำคัญของขบวนการนี้ คือ คเลเมนต์ กรีนเบิร์ก ผลงานที่ขาดมิติแบบลวงตา (illusionistic space) สะท้อนแนวคิดที่กรีนเบิร์กอธิบายว่าเป็นจุดหมายปลายทางเชิงตรรกะของจิตรกรรมสมัยใหม่ นั่นคือการยอมรับคุณลักษณะเฉพาะของสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสำหรับเขาคือแนวคิดเรื่อง “ความแบน” หรือความเป็นสองมิติของพื้นผิวภาพ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ทั้งขบวนการคัลเลอร์ฟีลด์และแนวคิดของกรีนเบิร์กก็เริ่มเสื่อมความนิยมลง และถูกแทนที่ด้วยพลังที่แข็งแกร่งกว่าของศิลปะป๊อปอาร์ต (Pop Art) และ มินิมอลลิสต์ นั่นเอง

เฮเลน แฟรงเคนธาเลอร์ จากโลกนี้ไปในวันที่ 27 ธันวาคม 2011 เหลือไว้เพียงแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ต่อคนทำงานศิลปะรุ่นหลัง

ขอบคุณข้อมูลจาก https://tinyurl.com/yxexww2f, หนังสือ Helen Frankenthaler After Abstract Expressionism, 1959-1962 โดย Gagosian Paris



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

มท.- PEA แถลงผลการบุกทลายเหมือง Bitcoin เถื่อนใน 5 จังหวัด ยึดเครื่องขุดกว่า 300 เครื่อง
เจ้าฟ้าและสามัญชน | สองนักเรียนไทยเริ่มหวั่นไหวกับสาวรัสเซีย
ปิดฉากคดี 7 ตำรวจจราจร ตื้บมาสด้าแดงแหกด่านผิดคน ‘พ.ร.บ.อุ้มหาย’ บทเรียน จนท.รัฐ
ธงทอง จันทรางศุ | เมื่อต้องเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ในวัย 71 ปี
ไชโย … ฮอร์มุซเปิดแล้ว ! | สุรชาติ บำรุงสุข
หลายภาคส่วนระดมกำลัง ร่วมสำรวจฐานการเรียนรู้บูณาการการสร้างและส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาท – บำรุงรักษ์ป่าเขาขยาย ชัยนาท
เสียง
บางสิ่งเข้ามา | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง
เวลา | กวีกระวาด : ธาร ธรรมโฆษณ์
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : ยั่วยุและเพิ่มกำลังรบ
เมื่อหนุ่มสาวลุกฮือ : จาก ‘แมลงสาบ’ อินเดีย ถึง ‘ล้มละลาย’ ที่อินโดฯ
ดีลสหรัฐ-อิหร่าน หน้าสุดท้ายของสงคราม กับรอยยับที่ไม่คลาย