ศาลาสำนักงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ 2468 : อีกหนึ่งร่องรอยสถาปัตยกรรม ที่ถูกลืมในสวนลุมพินี
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ศาลาสำนักงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ 2468
: อีกหนึ่งร่องรอยสถาปัตยกรรม
ที่ถูกลืมในสวนลุมพินี
หอนาฬิการูปแบบผสมศิลปะจีนกับตะวันตก ณ สวนลุมพินี ถูกเล่าและจำสืบต่อกันมานานว่าเป็นอาคารถาวรเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่จากงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” พ.ศ.2468 ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงต้องการจัดงานแสดงสิ่งของและสินค้าต่างๆ ของประเทศสยาม ในลักษณะเดียวกับงานเอ็กซ์โปของต่างประเทศ
ในงาน “100 ปี สวนลุมพินี” ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาก็มีการเน้นย้ำถึงเรื่องเล่าชุดนี้อยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งมีการแสดง Multimedia Mapping ชุด “วนสาธารณ์ พระราชปณิธานรัชกาลที่ 6” ฉายลงไปบนพื้นผิวหอระฆัง ตลอดจนการผลิต Art Toy รูปหอนาฬิกาขึ้นมาเพื่อจำหน่าย
แต่ในความเป็นจริง ผมมีสมมุติฐานว่า ยังมีอาคารถาวรอีกหลังที่หลงเหลือมาจากงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์เช่นกันแต่กลับถูกหลงลืมไปจากความทรงจำ อีกทั้งไม่ถูกพูดถึงเลยในการเฉลิมฉลองที่ผ่านมา นั่นก็คือ “ศาลาสำนักงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์”
อาคารหลังนี้ปัจจุบันคือ “ศูนย์ผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร สวนลุมพินี”

ตัวอาคารเป็นอาคารชั้นเดียว แผนผังรูปตัวที (T) ด้านหน้ายาวประมาณ 20 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กระบบเสา-คาน ผนังก่ออิฐฉาบปูน หัวเสาและลวดลายประดับกรอบช่องเปิดต่างๆ เป็นบัวปูนแบบเรียบง่าย เทคนิคการทำดูคล้ายจะเป็นการทำลวดลายพิมพ์คอนกรีต (ไม่ใช่ปูนปั้น)
ตัวอาคารออกแบบในรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ หลังคาจัตุรมุข หน้าบันก่ออิฐถือปูนทึบไม่มีไขราหน้าจั่วประดับลวดลายปูนปั้น เครื่องลำยองเป็นปูนปั้นเช่นกัน ถัดจากหน้าจั่วประธานลงมามีหลังคากันสาดลดชั้นวิ่งรอบอาคาร หลังคาทั้งหมดเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อขึ้นรูปตามทรงหลังคาไทย ผิวหลังคาปั้นเป็นลอนเลียนแบบการมุงกระเบื้องโดยไม่มีการใช้กระเบื้องจริง
ปัจจุบัน ไม่มีใครทราบประวัติอย่างชัดเจน แต่จากร่องรอยภาพถ่ายรูปหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” พ.ศ.2524 ซึ่งหน้าตาอาคารเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
และมีคำอธิบายใต้ภาพว่า “ศาลาหลังแรกที่ได้ก่อสร้างขึ้น เป็นแบบทรงไทย สำหรับเป็นสำนักงานจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์”
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ภาพถ่ายและข้อความในเอกสารที่ตีพิมพ์ยุคหลังมากๆ อาจมีน้ำหนักไม่พอ ดังนั้น ผมจึงตามไปสำรวจหลักฐานแผนผัง แผนที่ ภาพถ่าย และวิดีโอบันทึกภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคารนี้เพื่อพิสูจน์ในรายละเอียดเพิ่มเติม

จากแผนผังการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ พ.ศ.2468 พบว่า ในตำแหน่งเดียวกันกับที่เป็นอาคารศูนย์ผู้สูงอายุฯ ณ ปัจจุบันมีร่องรอยของแผนผังอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาจัตุรมุข 1 หลัง ในขนาดที่ใกล้เคียงกันอยู่อย่างพอเหมาะพอดี
อย่างไรก็ตาม อาคารที่ปรากฏในแผนผังชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นอาคารชั่วคราว ซึ่งจะถูกรื้อออกทั้งหมดภายหลังจากที่รัชกาลที่ 6 สวรรคตจนทำให้การจัดงานนี้ถูกยกเลิกไปในที่สุด
ดังนั้น อาคาร ณ ตำแหน่งนี้ในแผนผังย่อมอาจถูกรื้อทิ้งออกไปแล้วหลังปี พ.ศ.2468 ส่วนอาคารปัจจุบันคืออาคารสร้างใหม่ในยุคหลังที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กันเลย
แต่เมื่อพิจารณาต่อไปยัง “แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2475” (สำรวจในช่วงปี พ.ศ.2467-2468) และ “แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2479” ในระวางที่แสดงพื้นที่สวนลุมพินีกลับพบว่า อาคารในตำแหน่งดังกล่าวยังไม่ได้ถูกรื้อทิ้งออกไป
อีกทั้งแผนที่ พ.ศ.2475 ยังแสดงหลักฐานที่น่าสนใจว่า อาคารดังกล่าวมีลักษณะเป็น “ตึกโถงยกพื้น” ซึ่งหมายความว่า ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุก่ออย่างถาวร ไม่ใช่อาคารไม้
ส่วนคำว่า “โถง” ซึ่งสะท้อนว่าตัวอาคารมีลักษณะที่เปิดโล่ง ซึ่งหากเชื่อตามหลักฐานนี้ ก็อาจเป็นไปได้ว่าตัวอาคารศูนย์ผู้สูงอายุฯ เมื่อแรกสร้างอาจเป็นอาคารโถงแบบที่ไม่มีประตู หน้าต่าง ก็เป็นได้
ที่สำคัญคือ หากพิจารณาเฉพาะในเชิงรูปแบบสถาปัตยกรรม อาคารหลังนี้ก็มีลักษณะบ่งชี้หลายอย่างที่เป็นไปได้ว่าจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6
การออกแบบในลักษณะ “สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์” ที่มีรูปทรงหน้าจั่ว วิธีการก่อสร้าง ตลอดจนลวดลายประดับตกแต่งที่ให้กลิ่นอายแบบ “ตึกคณะจิตรลดา” โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และ “ตึกนิภานพดล” โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นเดียวกัน เพียงแต่ความละเอียดและฝีมือช่างเป็นรองอยู่มาก
แม้กระทั่งการออกแบบขนาดเสา ความสูง จังหวะ สัดส่วน ตลอดจนการออกแบบองค์ประกอบประดับหัวเสาอาคาร ในบางมุมก็ชวนให้นึกถึงงานออกแบบที่คล้ายคลึงกันที่สถานีรถไฟหัวหิน (แม้ว่าในกรณีสถานีรถไฟหัวหินจะเป็นเสาไม้ก็ตาม) ยิ่งหากคิดว่าอาคารหลังนี้มีลักษณะเปิดโล่งแบบศาลาเมื่อแรกสร้าง บรรยากาศก็จะยิ่งคล้ายกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีความไม่ลงรอยบางอย่างอยู่ กล่าวคือ ปัจจุบันอาคารหลังนี้มีแผนผังเป็นรูปตัว T ในขณะที่แผนผังที่ปรากฏในแผนที่เก่าทุกฉบับ แผนผังอาคารจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า
จากภาพถ่ายทางอากาศสวนลุมพินี โดยกรมแผนที่ทหาร พ.ศ.2495 ก็ยังยืนยันว่าอาคารหลังนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมและมีผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่จากหลักฐานคลิปวิดีโองานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2497 เผยแพร่โดยหอภาพยนตร์แห่งชาติ พบว่าอาคารหลังนี้ถูกใช้เป็น “กองอำนวยการงานฉลองรัฐธรรมนูญ” และสถานที่ทำพิธีเปิดงาน โดยรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาทรงทำพิธีเปิด
จากภาพที่ปรากฏ เราจะเห็นบางอย่างที่แตกต่างไป โดยเฉพาะการปรากฏของแผนผังรูปตัว T เพื่อใช้เป็นที่สำหรับผู้มาเข้าเฝ้าและทำพิธีเปิดงาน อีกทั้งลวดลายหน้าบันของอาคารก็จะมิใช่ลวดลายปัจจุบันแต่ทำเป็นสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ
ตามที่ผมเคยอธิบายไว้แล้วในบทความอื่น เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจย้ายงานฉลองรัฐธรรมนูญมาจัดที่สวนลุมพินี เมื่อ พ.ศ.2495 สวนลุมพินีก็เริ่มถูกใช้งานในฐานะพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งจากชุดหลักฐานนี้ทำให้ผมสันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้น่าจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่บนเค้าโครงสร้างของอาคารเดิมในช่วงปีใดปีหนึ่งระหว่าง พ.ศ.2495-2497 เพื่อใช้จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งการบูรณะนี้ได้มีการต่อเติมอาคารเพิ่ม
คำถามคือ ทำไมผมจึงเสนอว่า น่าจะเป็นการบูรณะเพิ่มเติมอาคารเข้าไปในโครงสร้างเดิม ไม่ใช่การรื้ออาคารเดิมลงแล้วสร้างหลังใหม่ขึ้นแทน

ประการแรก จากรูปแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนร่องรอยของสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ชัดมากกว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ในช่วงปลายทศวรรษ 2490 ซึ่งมีรูปแบบในอีกลักษณะหนึ่ง
ประการที่สอง การรื้ออาคารคอนกรีตเสริมเหล็กลงเพื่อสร้างอาคารใหม่ในตำแหน่งเดิม และก็ไม่ได้ขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นมากนักด้วย ไม่น่าจะใช่ทางเลือกที่สมเหตุสมผลนัก หากต้องการสร้างใหม่ การเลือกสร้างโดยขยับตำแหน่งไปจุดอื่น (ซึ่งสวนลุมพินีก็ยังมีที่ทางกว้างขวางเพียงพอ) ดูจะทั้งประหยัด รวดเร็ว และสะดวกกว่า
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงคิดว่า กองอำนวยการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2497 น่าจะเป็นการบูรณะเพิ่มเติมมาจากศาลาสำนักงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ พ.ศ.2468
อยากจะคิดเล่นๆ ต่อด้วยว่า เนื่องจากการถูกใช้เป็นอาคารหลักในงานฉลองรัฐธรรมนูญในช่วงปลายทศวรรษ 2490 และเชื่อมโยงเข้ากับ จอมพล ป.นี้เอง ที่อาจเป็นเหตุผลทำให้อาคารถูกละเลยและลืมเลือนไปภายหลังการรัฐประหาร 2500 ซึ่ง “รัฐธรรมนูญ” เป็นสิ่งที่ถูกลดความสำคัญลงไปหมดแล้วในสังคมไทย เห็นได้จากการปรับเปลี่ยนลวดลายหน้าบันอาคาร จากลายพานรัฐธรรมนูญมาเป็นลวดลายไทยเต็มแผง
อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจน หากมีการสำรวจทางกายภาพเพิ่มเติม ย่อมสามารถพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ว่าอาคารหลังนี้มีการต่อเติมจากโครงสร้างเดิมในสมัยรัชกาลที่ 6 หรือเป็นเพียงอาคารใหม่ในยุคปลายทศวรรษ 2490

สุดท้ายนี้ แม้ข้อเสนอจะยังไม่ใช่ข้อยุติสุดท้าย แต่ก็เพียงพอจะทำให้เราสงสัยได้อย่างมีน้ำหนักพอสมควรว่า อาคารศูนย์ผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร สวนลุมพินี ในปัจจุบัน โครงสร้างหลักของอาคารอาจจะเป็น “ศาลาสำนักงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวรพร้อมกับหอนาฬิกาในคราวจัดงาน พ.ศ.2468
หากสมมุติฐานนี้เป็นจริง ความหมายของมันย่อมไปไกลกว่าการค้นพบประวัติของอาคารเก่าอีกหนึ่งหลัง
เพราะมันย่อมหมายความว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้หลงลืมมรดกอีกชิ้นของงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์
เราปล่อยให้อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ในสวนลุมพินีมาตลอดหนึ่งศตวรรษโดยมีสถานะเป็นเพียงอาคารธรรมดาที่ไร้เรื่องเล่าและไร้สถานะทางประวัติศาสตร์
ผมอยากเสนอว่า กรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าของพื้นที่ ควรดำเนินการพิสูจน์ประเด็นต่างๆ ที่เสนอไว้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น
และหากผลสรุปออกมาตามที่บทความนี้สันนิษฐาน ก็น่าจะถือว่าเป็นการค้นพบใหม่ของความทรงจำที่หลุดหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์สวนลุมพินี โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่ามันตั้งอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด


