เก้าสิบสามปีที่รอคอย : เมื่อหลัก 6 ประการของคณะราษฎรยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในระบบประกันสังคม
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรประกาศหลัก 6 ประการต่อราษฎรสยาม นั่นคือพันธสัญญาที่รัฐมอบให้ประชาชน ไม่ใช่ความเมตตาจากผู้มีอำนาจ แต่คือสิทธิ์ที่ราษฎรพึงได้รับในฐานะเจ้าของประเทศ
93 ปีผ่านไป พันธสัญญานั้นยังค้างชำระ
และไม่มีพื้นที่ใดที่จะทดสอบความจริงของมันได้ชัดเจนเท่าระบบประกันสังคมไทย
เอกราช ในความหมายของคณะราษฎรคือการพ้นจากการอยู่ใต้อำนาจที่ตนไม่ได้เลือก
93 ปีให้หลัง ผู้ประกันตน 24 ล้านคนยังอยู่ใต้อำนาจที่ตนไม่ได้เลือกในลักษณะที่แตกต่างออกไป กองทุนประกันสังคมที่สะสมมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสมทบของแรงงานทุกบาทที่ถูกหักจากค่าจ้าง
เราเคยทำงานร่วมกันติดตามกรณีการลงทุนในหุ้นบางจาก ซึ่งกองทุนถือหุ้นราว 14% มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และการลงทุนในอาคาร Skyy9 ตัวเลขเหล่านั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่คือหลักฐานว่าเงินของแรงงานถูกตัดสินใจโดยไม่ผ่านการรับรู้
เอกราชที่แท้จริงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่การพ้นจากอาณานิคมต่างชาติ
แต่คือการที่แรงงานมีอำนาจควบคุมกองทุนของตนเองอย่างแท้จริง จากอิทธิพลของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจเหนือพันธสัญญากับประชาชน
ความปลอดภัย คือหัวใจของหลัก 6 ประการที่แปลความได้ตรงที่สุดเป็นสวัสดิการสังคม
คณะราษฎรพูดถึงการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร นั่นคือการประกันว่าคนธรรมดาจะไม่ล้มละลายเพราะเจ็บป่วย จะไม่อดตายเพราะชรา จะไม่สิ้นหวังเพราะตกงาน
ตัวเลขที่เราทำงานกันมาตลอดหลายเดือนบอกความจริงที่โหดร้าย
ยอดประโยชน์ทดแทนรวมในปี 2567 อยู่ที่ 135,586 ล้านบาท สำหรับผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน
บำนาญชราภาพที่แรงงานได้รับเฉลี่ยไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน
ตัวเลขที่เราคำนวณร่วมกันชี้ว่ามีผู้ประกันตนที่รอรับบำนาญเสียชีวิตก่อนได้รับสิทธิ์ประมาณ 50 คนต่อวัน
สูตร CARE ที่เราผลักดันกันมาตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากระบบ Rentenpunkte ของเยอรมนี ที่คำนวณจากค่าเฉลี่ยแบบปรับมูลค่าตลอดอายุการทำงาน ผ่านมติบอร์ดแล้ว แต่ยังรอการนำเข้าคณะรัฐมนตรี
ทุกวันที่ผ่านไปคือ 50 คนที่ไม่ได้รับสิ่งที่ควรได้เสียชีวิตไปก่อน
หมายความว่ามีคนเสียชีวิตจากความล่าช้าของนโยบาย
เศรษฐกิจในหลัก 6 ประการไม่ได้พูดถึงการเติบโต GDP แต่พูดถึงการที่ราษฎรมีงานทำ มีกิน มีอาชีพ มีชีวิตที่มั่นคง
ในบริบทร่วมสมัย กองทุนประกันสังคมคือกลไกการกระจายรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ตัวเลขที่น่าสนใจที่เราเคยวิเคราะห์ร่วมกันคืออัตราส่วนของประโยชน์ทดแทนต่อเงินสมทบ ซึ่งอยู่ที่ราว 58% นั่นหมายความว่าแรงงานจ่ายสมทบ 100 บาท แต่ได้รับประโยชน์ทดแทนกลับมาเพียง 58 บาท
ส่วนต่าง 42 บาทคือเงินที่หายไปในการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณบริหารที่ฟุ่มเฟือย และการลงทุนที่ไม่ได้ถูกแปลงกลับมาเป็นสวัสดิการ
งานที่เราทำในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการผลักดันให้ลดงบบริหารลงกว่า 300 ล้านบาท และนำไปเพิ่มสวัสดิการทันตกรรมและสิทธิประโยชน์อื่น คือการพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับราษฎรไม่จำเป็นต้องรอการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาค
แต่ต้องการเจตจำนงทางการเมืองที่จะนำเงินกลับมาสู่มือผู้ที่ควรได้รับ
เสมอภาค คือหลักที่คณะราษฎรประกาศว่าราษฎรทุกคนเสมอหน้ากัน
แต่ระบบประกันสังคมไทยปัจจุบันสร้างชนชั้นของความเป็นพลเมืองสวัสดิการขึ้นมาอย่างชัดเจน
ผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งเป็นลูกจ้างในระบบได้รับสิทธิ์ครบถ้วนที่สุด มาตรา 39 ซึ่งเป็นผู้ที่ออกจากระบบแล้วสมัครต่อเองได้รับน้อยกว่า และมาตรา 40 ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคนได้รับสิทธิ์ที่บางที่สุด
ความไม่เสมอภาคนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบระบบที่มองแรงงานนอกระบบว่าเป็นกลุ่มรอง การขยายสิทธิ์มาตรา 40 และการยกระดับหลักประกันสำหรับแรงงานอิสระที่เราทำงานร่วมกัน
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งในอนุกรรมการพัฒนามาตรา 40 จึงไม่ใช่แค่นโยบายเทคนิค
แต่คือการสานต่อเจตนารมณ์ที่คณะราษฎรวางไว้เมื่อ 93 ปีก่อน
เสรีภาพ ในความหมายของคณะราษฎรครอบคลุมถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจของตนเอง
การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมจึงเป็นการแปลงเสรีภาพทางการเมืองให้เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
เราเคยวิเคราะห์ร่วมกันถึงความพยายามเปลี่ยนกฎการเลือกตั้งบอร์ดที่จะลดสิทธิ์การเลือกตั้งจาก 7 คนเหลือ 1 คน ซึ่งเป็นการลดอำนาจการเลือกตั้งลง 86%
ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือการออกแบบโดยเจตนาเพื่อให้แรงงานมีเสียงน้อยลงในการกำกับกองทุนของตนเอง
การต่อสู้เพื่อรักษากติกาการเลือกตั้งที่เป็นธรรมจึงเป็นการปกป้องหลักเสรีภาพในความหมายที่คณะราษฎรตั้งใจ
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 ที่กำลังจะมาถึงคือโอกาสที่แรงงานจะใช้เสรีภาพนั้นอีกครั้ง
การศึกษา ในหลัก 6 ประการคือสิ่งที่คณะราษฎรเชื่อว่าจะทำให้หลักอื่นๆ ทั้ง 5 ข้อเป็นไปได้
ราษฎรที่รู้เท่าทันคือราษฎรที่ปกป้องสิทธิ์ตนเองได้ ปัจจุบันผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากองทุนของตนมีเงินเท่าไร ใครเป็นคนตัดสินใจลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นไปอยู่ที่ไหน และตนมีสิทธิ์อะไรในการตรวจสอบ โครงการ IT Core มูลค่า 848 ล้านบาทที่ล่าช้า ระบบที่ล่มในวันแรกที่เปิดใช้งาน การยกเว้นโทษปรับกว่า 470 ล้านบาท
สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นในที่มืด ห่างจากสายตาของผู้ประกันตนที่เป็นเจ้าของกองทุนที่แท้จริง
ความโปร่งใสในข้อมูล การเปิดเผยผลการลงทุน การให้ผู้ประกันตนเข้าถึงข้อมูลของตนเองได้จริง คือนิยามของการศึกษาที่ทำให้ทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้าข้อมูล
93 ปีคือเวลาที่ยาวนานพอที่จะบอกได้ว่าพันธสัญญาใดสำเร็จและพันธสัญญาใดยังค้างอยู่ในระบบประกันสังคม คำตอบชัดเจน ทั้ง 6 หลักยังอยู่ในสภาวะ “กำลังดำเนินการ” ซึ่งในภาษาราชการหมายความว่ายังไม่สำเร็จ
วันที่ 24 มิถุนายนทุกปีไม่ควรเป็นแค่วันรำลึก
แต่คือวันตรวจบัญชีที่ราษฎรมีสิทธิ์ถามรัฐว่าสิ่งที่สัญญาไว้เมื่อ 93 ปีก่อน ณ วันนี้เป็นจริงมากแค่ไหน
บำนาญที่พอใช้ชีวิตได้ การลงทุนที่โปร่งใส บอร์ดที่มาจากแรงงานอย่างแท้จริง สิทธิ์ที่เท่าเทียมระหว่างแรงงานในระบบกับนอกระบบ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความฝันที่เกินเอื้อม แต่คือรายการที่คณะราษฎรเขียนไว้ในใบเสร็จเมื่อ 93 ปีก่อน
และราษฎรยังรอการชำระหนี้นั้นอยู่
