bg-single

‘ความฝันในหอแดง’ : ความเป็นอนิจจังของระบอบศักดินาจีนที่ยิ่งใหญ่ (จบ)

27.06.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ในที่สุดเราก็มาถึงปัญหาใจกลางของนวนิยาย “ความฝันในหอแดง” (หงโหล่วเมิ่ง) อันได้แก่ความไม่แน่นอน ความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่งในโลก แน่นอน ที่สำคัญสุดคือชีวิตมนุษย์

ที่ผมแปลกใจก็คือทำไมผู้เขียนจึงจงใจมอบภารกิจทางประวัติศาสตร์นี้ให้แก่สตรีเพศ ต่อมารู้จักในสมญาว่า ’12 สาวงามแห่งจินหลิง’

พวกเธอเป็นทั้งจุดหมายและวัตถุที่ถูกกระทำในทางเพศและสังคม เพื่อทำให้แก่นแกนของสัจธรรมประจักษ์ในสายตาและจิตวิญญาณของวิญญูชน

จึงไม่ประหลาดใจว่าคำพรรณนาจะดำเนินไปอย่างรันทดเศร้าโศก ท่ามกลางความพร้อมสมบูรณ์ด้วยอำนาจทางวัตถุและทางความคิดแสดงออกในธนสมบัติและวัตถุนานัปการของตระกูล

แต่แทนที่สาวงามเหล่านั้นจะประสบความสุขอย่างเต็มเปี่ยม ตรงกันข้ามแทบทั้งหมดต้องผ่านการใช้ชีวิตและการดำรงอยู่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งวางอยู่บนโครงสร้างสังคมศักดินาที่หลีกไม่พ้นต้องบดทำลายความเป็นสตรีของพวกเธอ เพื่อจรรโลงตรรกะและจุดหมายของระบบปิตาธิปไตยเอาไว้ให้มั่นคงแน่นเหนียว

สาวงามเหล่านั้นอยู่ใกล้ชีวิตอันรื่นรมย์แค่คืบ แต่ก็ห่างไกลและไปไม่ถึงความสำเร็จในชีวิตทางโลก

หลายคนจบชีวิตด้วยตัวเอง และด้วยปัจจัยภายนอกคือโรคภัย และร้ายสุดด้วยการทำลายของบุรุษเพศ

ผู้แปล (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ) ให้อรรถาธิบายในท้ายหนังสือถึงความสำคัญของศาสนา ได้แก่ พุทธมหายาน ขงจื่อ และเต๋า รวมถึงความเชื่อในบรรพบุรุษ

ความเชื่อหรือโครงสร้างส่วนบนดังกล่าวนี้เป็นกระแสหลักนำ (ธีมหลัก leitmotif) ที่ปรากฏซ้ำ เป็นลักษณะเด่นที่คอยนำเรื่องราวในชีวิตของทุกคนในนวนิยายนี้

ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมอิทธิพลของศาสนาพุทธมหายานถูกนำมาใช้ในด้านหลักของปัญหาความขัดแย้งใหญ่ในนวนิยาย แทนที่จะเป็นลัทธิขงจื่อและจวงจื่อดังที่เราคุ้นเคยกันก่อนในนิยายคลาสสิกเล่มอื่นๆ ของจีน

หากจะตอบอย่างรวบรัดในที่นี้ ก็ต้องประมาณว่าเพราะผู้เขียนเองได้ผ่านประสบการณ์ทางอัตวิสัยในความเสื่อมสลายของอำนาจและบารมีในระบบศักดินา

จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องสดุดีระเบียบสังคมที่กดขี่และสร้างตรรกะในการสืบทอดต่อเนื่องความสัมพันธ์ทางสังคมดังกล่าวไว้ต่อไป

จะถือว่า “ความฝันในหอแดง” เป็นต้นร่าง (proto) ของความคิดแบบวิพากษ์ของปัจเจกบุคคล ที่จะเป็นฐานให้แก่อุดมการณ์สมัยใหม่ที่จะมาจากตะวันตก ซึ่งในที่สุดก็ทำลายกำแพงเมืองจีนลงได้โดยสิ้นเชิงก็ได้

เมื่อถึงเวลานั้นอาวุธอันทรงพลังนี้ ไม่ใช่แค่กระบอกปืนใหญ่เท่านั้น หากที่ทรงพลังยิ่งกว่าในระยะยาวคือ “สินค้า” (commodity) ซึ่งมาร์กซ์วิเคราะห์ให้เห็นอย่างชัดเจนใน “แถลงการณ์คอมมิวนิสต์”

ผมจึงให้ความสนใจต่อท่าทีวิพากษ์ในแนวคิดและคำสอนของลัทธิขงจื่อที่ปรากฏในคำพูดหรือความคิดไปถึงการปฏิบัติของตัวละครหลักๆ

ตั้งแต่พระเอกคือเป๋าอี้ ทายาทของตระกูลเจี๋ยที่บิดาหมายมั่นปั้นมือให้เป็นผู้รับมรดกตระกูลต่อไป และหลินไต้อี้ ญาติผู้น้องที่เป็นดวงใจหนึ่งเดียวของเขา

และคนที่มีสีสันและบทบาทเด่นมากในนิยายนี้คือหวางฉี้ฟ้ง สะใภ้เอกของตระกูลผู้เป็นเสมือนแม่บ้านคอยกำกับควบคุมและทำให้ระบบการปกครองในตระกูลดำเนินไปได้อย่างเป็นประโยชน์ที่สุด รวมถึงการวางอุบายในการไปบรรลุเป้าหมายทั้งของตระกูลและของตัวเธอเองอย่างเรียกได้ว่าโหดร้ายและไร้ความเมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ปมเงื่อนของความคลี่คลายในเรื่องราวของตัวละครทั้งหมด ในทัศนะของสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง อันเป็นโฆษกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน กล่าวว่า คือการต่อสู้ทางชนชั้น ระหว่างชนชั้นผู้ใช้แรงงานกับชนชั้นศักดินา

“เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นการแสดงให้เห็นความขัดแย้งที่เกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด 3 ประการด้วยกัน คือความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ความขัดแย้งระหว่างความคิดศักดินาที่เข้มงวดกับความคิดฝ่ายขบถ และความขัดแย้งภายในกลุ่มชนชั้นปกครองด้วยกันเอง ความขัดแย้งทั้ง 3 ส่วนนี้ค่อยๆ คลี่คลายขยายตัวออกไป จนในที่สุดตระกูลเจี๋ยก็ต้องล้มละลายลงไปอย่างสิ้นเชิง”

บทวิเคราะห์ดังกล่าวนี้หากนำมาใช้ในช่วงสงครามเย็นก็มีเสียงตอบรับค่อนข้างดี

แต่เมื่อมาอ่านในยุคหลังสงครามเย็นและหลังคอมมิวนิสต์แล้ว มันกลายเป็นสูตรสำเร็จ (ที่ไม่ผิด) เพียงแต่ไร้รสชาติไป

ผมจึงเสนอแนวการวิเคราะห์ที่ต่างมุมไปว่า เฉา เฉวี่ยฉิน ผู้เขียนนิยายนี้ได้ทำการวิพากษ์โครงสร้างทางความคิดและอุดมการณ์ขงจื่อ แต่ไม่ใช่ด้วยการทำลายหรือล้มล้างซึ่งหน้า

หากแต่ด้วยการสอดใส่อารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกชนหนุ่มสาวขณะนั้นลงไปในการวิพากษ์ธรรมเนียมและจารีตประเพณีขงจื่ออย่างมีศิลป์

สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศปักกิ่งเรียกเป๋าอี้และหลินไต้อี้ว่า “พวกขบถ” ผมพอใจจะเรียกว่า “พวกตระหนักรู้” (enlightened)

พวกนี้คือคนรุ่นใหม่ซึ่งมีเกิดในทุกยุคทุกสมัยภายใต้ระบอบการปกครองที่อนุรักษนิยมและจารีตอย่างไม่โงหัว

บางคนอาจกลายเป็นนักปฏิวัติ บางคนกลายเป็นนักปฏิรูป และหลายคนอาจจบลงด้วยการเป็นอนุรักษนิยมใหม่ก็ได้ แต่ในช่วงขณะหนึ่งของชีวิตทางสังคม พวกเขาได้ค้นพบสัจธรรมที่เป็นของเขาเองในระดับหนึ่ง

ตรงนี้เองคือแท่งเหล็กที่ออกมาท้าทายอำนาจอิทธิพลของลัทธิขงจื่อ ด้วยความจริงที่เป็นของปัจเจกบุคคล

และจุดนี้เองที่ผมคิดว่าทำไมคติพุทธมหายานและเต๋าจึงแทรกเข้ามาในความคิดจิตใจของคนรุ่นใหม่นี้ได้

การถกเถียงระหว่างสตรีกับชายหนุ่มในเรื่องชีวิตและความเป็นไปในโลก ค่อยๆ นำสู่ปริมณฑลของปรัชญา อันเป็น “แดนที่ไม่ใช่ของใครอยู่” (No Man’s Land) กล่าวได้ว่า ความรู้อันแน่นอนทั้งหลายอยู่ในปริมณฑลของ (วิทยา) ศาสตร์ ส่วนความเชื่อตามคัมภีร์ (dogma) ซึ่งอยู่เหนือการรับรู้ของความรู้อันแน่นอนนั้น อยู่ในปริมณฑลของเทววิทยาหรือศาสนา

ระหว่างปริมณฑลของศาสตร์กับเทววิทยานั้น มี “แดนที่ไม่ใช่ของใครอยู่” (No Man’s Land) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกโจมตีได้จากทั้งสองปริมณฑล บริเวณนี้คือปรัชญา ตรงนี้คือที่ซึ่งความรู้อันแน่นอนก็ไม่สามารถให้คำตอบอันแน่ชัดได้อย่างน่าพอใจ

ในขณะเดียวกัน คำตอบอย่างมั่นใจของศาสนาเทววิทยาก็ไม่น่าเชื่อถือเหมือนในอดีตกาลอันไกลโพ้นได้อีกต่อไป

เช่น คำถามว่ากฎธรรมชาติมีจริงหรือ การดำรงชีวิตมีความหมายจริงหรือ การมีชีวิตที่ดีกับที่เลวต่างกันจริงหรือ เพราะในที่สุดทุกคนก็ตายเหมือนกัน ความดีกับความเลวคืออะไร เป็นต้น

ฉากที่สนุกในความคิดผมคือตอนที่เป๋าอี้พูดจาดูหมิ่นถิ่นแคลน ไม่ว่าจะเป็นในที่ลับหรือที่แจ้ง “เยาะเย้ยถากถางผู้คนที่พยายามจะเอาดีทางหนังสือหนังหาตำรับตำรา ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นพวกบ้าตำแหน่ง เป็นนักไต่เต้า แสวงหาแต่ชื่อเสียงในหน้าที่ราชการ”

เขาวิจารณ์ว่านอกจากตำราแบบฉบับ (ตำราแบบฉบับ หรือคลาสสิก) ที่ว่าด้วยหลักการเรียนรู้ ที่ว่า ‘การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดก็คือการทำความดี หรือการทำตัวให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง’ (ข้อความนี้จากตำรา 1 ใน 4 เล่มของลัทธิขงจื่อ แต่งโดยท่านซุนจื่อ) เพียงเล่มเดียวเท่านั้นที่จริงแท้แน่นอน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นขยะ เป็นการเขียนของบรรดาไอ้แก่งี่เง่าในอดีตที่ไม่มีผู้ใดเคยได้รู้จักท่านศาสดาขงจื่อเลยด้วยซ้ำ

ข้อนี้ผมวิเคราะห์ว่าเป็นความปรารถนาเบื้องลึกของผู้เขียนในการวิพากษ์โครงสร้างทางวิญญาณของสังคมศักดินาจีนขณะนั้น

นอกจากเป๋าอี้แล้ว หลินไต้อี้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องทางสายพ่อ กลายมาเป็นหนึ่งในดวงใจของเป๋าอี้ ก็ออกมาวิพากษ์ความคิดจารีตแบบขงจื่อด้วย อันอาจรวมถึงพระสนมหลวงเจี๋ยเหยียนชุ๊นที่เป็นพี่สาวคนโตของเป๋าอี้ก็มีการศึกษาและเขียนอักษรหมึกดำได้อย่างดี

สาวงามสิบสองคนจึงเป็นความย้อนแย้งเพราะพวกเธอกลับมีความรู้ทางอักษรศาสตร์อย่างดียิ่งกว่าพวกผู้ชาย ขัดกับคติในสังคมที่อำนาจชายเป็นใหญ่ครอบงำแรงมากที่ไม่ให้ฐานะของความเป็นหญิงที่เป็นตัวของตัวเองแสดงออกได้

ความย้อนแย้งขัดกันในคติความเชื่อกับการปฏิบัติของสตรีงามในคฤหาสน์เจี๋ยต้องการบอกอะไรแก่เรา

ผมคิดว่าเฉา เฉวี่ยฉิน เป็นนักเขียนผู้มาก่อนกาล (ผกก.) สิ่งที่เขาทำในการสร้างวรรณกรรมจีนใหม่คือนวัตกรรมหรือการปฏิวัติการเขียนวรรณกรรม

ดังที่หลู่ซิ่น นักประพันธ์ก้าวหน้าในสมัยปฏิวัติคอมมิวนิสต์ สดุดีว่า “นวนิยายเรื่องนี้เป็นหมุดหมายที่แยกตัวต่างออกไปจากแนวคิดแบบแผนเก่าๆ ตลอดจนรูปแบบในการประพันธ์ที่เคยใช้กันมา”

ถ้าเขาเกิดหรือทำงานในปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ก เขาก็จะประสบความสำเร็จเป็นนักเขียนดังระดับโลกเหมือนตอลสตอยใน แอนนา คาเรนนินา, ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ (Lady Chatterley’s Lover) หรือวิกเตอร์ อูโก (Les Mis?rables)

การที่ผมไม่เรียกปัญญาชนน้อยเหล่านี้ว่า “ขบถ” นั้น เพราะคำนึงถึงบริบททางภูมิปัญญาขณะนั้น แม้ความคิดลัทธิขงจื่อถูกรัฐนำไปใช้จนกลายเป็นอุดมการณ์อนุรักษนิยมและชายเป็นใหญ่

แต่หากพิจารณาในวิวัฒนาการของการศึกษาภูมิปัญญา กล่าวได้ว่า ขงจื่อนำเสนอวิธีการศึกษาแบบใหม่ขึ้นมา นั่นคือการสร้างการถกเถียงและศึกษาเรื่องทางปรัชญาในความเชื่อเชิงศาสนา ทำให้เกิดบรรยากาศของการวิวาทะเชิงปรัชญาขึ้น

วิธีการทางปรัชญาของขงจื่อคล้ายกับของโสเกรตีสและพระพุทธเจ้า คือผ่านการสนทนา (dialogue)

ที่แตกต่างกันคือ ของจีนผู้สนทนาไม่ได้บันทึกออกมาโดยตรง หากแต่บันทึกโดยศิษย์ใกล้ชิดจำนวนหนึ่ง ไม่มีการจัดหมวดหมู่อะไรทั้งสิ้น

บทสนทนาดังกล่าวแม้มีการถ่ายทอดและบันทึกต่อมาก็ไม่ได้ถูกทำให้เป็นระบบความคิดหรือทฤษฎีดังของกรีกโบราณ หากยังคงดำรงอยู่ในลักษณาการของบทสนทนา กระจัดกระจายกันไปตามตัวบุคคลผู้ร่วมสนทนา

ดังนั้น การอ่านแบบปัจจุบันเพื่อให้เกิดความเข้าใจตามเนื้อเรื่องจึงทำไม่ได้ เนื่องจากบทสนทนาดังกล่าวเป็นมุขปาฐะ จึงต้องฟังเสียงและสุ้มเสียงของตัวบท มากกว่าการอ่านเอาตัวบท จึงจะสามารถเข้าถึงหัวใจของปรัชญาซึ่งอยู่ที่การคิดได้ด้วยตนเอง

ดังนั้น รูปแบบและวิธีการนำเสนอจึงไม่เป็นระบบ ไม่มีใครเรียนและรู้อย่างเดียวกัน บทสนทนาจึงดำเนินไปอย่างเฉพาะตัวระหว่างขงจื่อกับศิษย์แต่ละคนในแต่ละประเด็นปัญหา
ผมกำลังวิเคราะห์ว่าเป๋าอี้และหลินไต้อี้กำลังศึกษาขงจื่อตามที่มันควรจะเป็น ซึ่งการศึกษาและสอนขงจื่ออย่างที่ทำกันในโรงเรียนของตระกูลเจี๋ยนั้นไม่อาจเข้าถึงหัวใจของปรัชญานี้ได้

นี่คือที่มาของความไม่พอใจและต่อต้านการเรียนของเป๋าอี้

แม้กระทั่งตัวละครสตรีสำคัญเช่นหวังฉี้ฟ้ง ซึ่งเป็นสะใภ้เอกของตระกูลเจี๋ย เป็นสตรีที่สวยงดงาม เจรจาฉะฉาน ความคิดลึกซึ้งละเอียดลออแต่ก็แฝงด้วยความอำมหิตและเลือดเย็น แม้แต่บุรุษยังมิอาจเทียบสตรีผู้นี้ได้ แรกที่ปรากฏกายเธอก็ “แต่งกายแตกต่างไปจากเหล่าสตรีทั้งหลาย สีสันงดงามดุจดั่งเทพธิดา บนศีรษะประดับใยไหมทอง ประดับด้วยเพชรพลอยเครื่องประดับปิ่นปักงดงามยิ่ง ที่คอประดับด้วยสร้อยทองคำแกมเพชร ชายกระโปรงตกแต่งด้วยไหมสีเขียวอย่างในวัง ตกแต่งด้วยสร้อยประดับหยกลวดลายกุหลาบ บนตัวสวมชุดยาวสีแดงเส้นใยทองมีลวดลายบุปผชาติ มีลักษณะเป็นกระโปรงแบบต่างชาติ…” (ดู ภูเทพ ประภากร, 2565)

เช่นเดียวกับสตรีงามอีกหลายคน จุดจบของคนเหล่านี้เกิดจากการกระทำของตนเองและการเป็นเหยื่อทางชนชั้นที่ถูกกดทับภายใต้ระบบสังคมศักดินาจีน

จุดที่ผมพบว่าน่าสนใจคือ ทั้งฉี้ฟ้งและหัวหน้าสาวใช้ประจำตัวเป๋าอี้คือฉีเหริน ซึ่งเป็นตัวละครที่น่าทึ่ง เธอมีสติปัญญาและความเป็นตัวของตัวเองสูง มีการกระทำหลายอย่างหลายเรื่องที่เข้าข่ายท้าทายกระทั่งแหกกฎเกณฑ์ธรรมเนียมเก่าด้วย

รวมความแล้วสตรีงามสิบสองคนเป็นเสมือนกองหน้าในการวิพากษ์และท้าทายความคิดและการปฏิบัติแบบจารีตศักดินาจีนไม่น้อย

แม้ว่าในที่สุดจุดหมายได้เพียงความตายหรือการออกบวชเป็นพระของเป๋าอี้ในบั้นปลาย

ท้ายสุดอยากให้อ่านการโจมตีระบบศักดินาจีนโดยชนชั้นผู้ใช้แรงงานสักนิด

เมื่อเจี๊ยวต้า บ่าวไพร่เก่าแก่ของหัวหน้าตระกูลผู้ร่วมรบช่วยนายจากการบาดเจ็บในสงคราม ทำการอาละวาดในคฤหาสน์จนถูกบ่าวไพร่จับตัวไว้
เขาตะโกน “ปล่อยนะ กูจะไปฟ้องนายเก่าของกูที่ศาลบรรพชน” เจี๊ยวต้าฟูมฟาย

“ท่านแทบจะไม่รู้เลยว่าตัวท่านเองแท้ๆ ที่เป็นผู้ให้กำเนิดความชั่วช้าสามานย์ขนาดนี้ขึ้น บ้านนี้มีแต่ฝูงหมาติดสัด เหมือนฝูงเป็ดฝูงไก่ไล่ปี้กันไป วันๆ เอาแต่ ‘คุ้ยเขี่ยกองขี้เถ้า’ ผาห๊วย (?? คุ้ย + ขี้เถ้า) (19) ไอ้พวกมึงบางคนก็เล่นกับบรรดาเมียของพี่ๆ น้องๆ คิดฝันว่าจะตบตาคนอย่างกูได้หรือ ทางที่ถูกแล้วพวกมึงควรจะ ‘ซ่อนแขนข้างที่หักเอาไว้ในอกเสื้อต่อไปอีกสักหน่อย'” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ, 2557)


อ้างอิง
จรัสชัย เชี่ยวยุทธ. 2557. Hongloumeng - A Dream of Red Mansions [https://hongloumengnovel.wordpress.com]
ภูเทพ ประภากร. 2565. "ภาพลักษณ์หวังซีเฟิ่งในละคร เรื่องความฝันในหอแดงและละครประวัติไต้อี้ว์" ในวารสารศิลปศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2565)


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน