‘ความฝันในหอแดง’ : ความเป็นอนิจจังของระบอบศักดินาจีนที่ยิ่งใหญ่ (จบ)
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- อ่าน ‘ความฝันในหอแดง’ วรรณกรรมการเมืองที่ไม่พูดเรื่องการเมือง (1)
- อ่าน ‘ความฝันในหอแดง’ : อำนาจบารมีและข้อจำกัด (2)
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
ในที่สุดเราก็มาถึงปัญหาใจกลางของนวนิยาย “ความฝันในหอแดง” (หงโหล่วเมิ่ง) อันได้แก่ความไม่แน่นอน ความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่งในโลก แน่นอน ที่สำคัญสุดคือชีวิตมนุษย์
ที่ผมแปลกใจก็คือทำไมผู้เขียนจึงจงใจมอบภารกิจทางประวัติศาสตร์นี้ให้แก่สตรีเพศ ต่อมารู้จักในสมญาว่า ’12 สาวงามแห่งจินหลิง’
พวกเธอเป็นทั้งจุดหมายและวัตถุที่ถูกกระทำในทางเพศและสังคม เพื่อทำให้แก่นแกนของสัจธรรมประจักษ์ในสายตาและจิตวิญญาณของวิญญูชน
จึงไม่ประหลาดใจว่าคำพรรณนาจะดำเนินไปอย่างรันทดเศร้าโศก ท่ามกลางความพร้อมสมบูรณ์ด้วยอำนาจทางวัตถุและทางความคิดแสดงออกในธนสมบัติและวัตถุนานัปการของตระกูล
แต่แทนที่สาวงามเหล่านั้นจะประสบความสุขอย่างเต็มเปี่ยม ตรงกันข้ามแทบทั้งหมดต้องผ่านการใช้ชีวิตและการดำรงอยู่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งวางอยู่บนโครงสร้างสังคมศักดินาที่หลีกไม่พ้นต้องบดทำลายความเป็นสตรีของพวกเธอ เพื่อจรรโลงตรรกะและจุดหมายของระบบปิตาธิปไตยเอาไว้ให้มั่นคงแน่นเหนียว
สาวงามเหล่านั้นอยู่ใกล้ชีวิตอันรื่นรมย์แค่คืบ แต่ก็ห่างไกลและไปไม่ถึงความสำเร็จในชีวิตทางโลก
หลายคนจบชีวิตด้วยตัวเอง และด้วยปัจจัยภายนอกคือโรคภัย และร้ายสุดด้วยการทำลายของบุรุษเพศ
ผู้แปล (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ) ให้อรรถาธิบายในท้ายหนังสือถึงความสำคัญของศาสนา ได้แก่ พุทธมหายาน ขงจื่อ และเต๋า รวมถึงความเชื่อในบรรพบุรุษ
ความเชื่อหรือโครงสร้างส่วนบนดังกล่าวนี้เป็นกระแสหลักนำ (ธีมหลัก leitmotif) ที่ปรากฏซ้ำ เป็นลักษณะเด่นที่คอยนำเรื่องราวในชีวิตของทุกคนในนวนิยายนี้
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมอิทธิพลของศาสนาพุทธมหายานถูกนำมาใช้ในด้านหลักของปัญหาความขัดแย้งใหญ่ในนวนิยาย แทนที่จะเป็นลัทธิขงจื่อและจวงจื่อดังที่เราคุ้นเคยกันก่อนในนิยายคลาสสิกเล่มอื่นๆ ของจีน
หากจะตอบอย่างรวบรัดในที่นี้ ก็ต้องประมาณว่าเพราะผู้เขียนเองได้ผ่านประสบการณ์ทางอัตวิสัยในความเสื่อมสลายของอำนาจและบารมีในระบบศักดินา
จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องสดุดีระเบียบสังคมที่กดขี่และสร้างตรรกะในการสืบทอดต่อเนื่องความสัมพันธ์ทางสังคมดังกล่าวไว้ต่อไป
จะถือว่า “ความฝันในหอแดง” เป็นต้นร่าง (proto) ของความคิดแบบวิพากษ์ของปัจเจกบุคคล ที่จะเป็นฐานให้แก่อุดมการณ์สมัยใหม่ที่จะมาจากตะวันตก ซึ่งในที่สุดก็ทำลายกำแพงเมืองจีนลงได้โดยสิ้นเชิงก็ได้
เมื่อถึงเวลานั้นอาวุธอันทรงพลังนี้ ไม่ใช่แค่กระบอกปืนใหญ่เท่านั้น หากที่ทรงพลังยิ่งกว่าในระยะยาวคือ “สินค้า” (commodity) ซึ่งมาร์กซ์วิเคราะห์ให้เห็นอย่างชัดเจนใน “แถลงการณ์คอมมิวนิสต์”
ผมจึงให้ความสนใจต่อท่าทีวิพากษ์ในแนวคิดและคำสอนของลัทธิขงจื่อที่ปรากฏในคำพูดหรือความคิดไปถึงการปฏิบัติของตัวละครหลักๆ
ตั้งแต่พระเอกคือเป๋าอี้ ทายาทของตระกูลเจี๋ยที่บิดาหมายมั่นปั้นมือให้เป็นผู้รับมรดกตระกูลต่อไป และหลินไต้อี้ ญาติผู้น้องที่เป็นดวงใจหนึ่งเดียวของเขา
และคนที่มีสีสันและบทบาทเด่นมากในนิยายนี้คือหวางฉี้ฟ้ง สะใภ้เอกของตระกูลผู้เป็นเสมือนแม่บ้านคอยกำกับควบคุมและทำให้ระบบการปกครองในตระกูลดำเนินไปได้อย่างเป็นประโยชน์ที่สุด รวมถึงการวางอุบายในการไปบรรลุเป้าหมายทั้งของตระกูลและของตัวเธอเองอย่างเรียกได้ว่าโหดร้ายและไร้ความเมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ปมเงื่อนของความคลี่คลายในเรื่องราวของตัวละครทั้งหมด ในทัศนะของสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง อันเป็นโฆษกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน กล่าวว่า คือการต่อสู้ทางชนชั้น ระหว่างชนชั้นผู้ใช้แรงงานกับชนชั้นศักดินา
“เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นการแสดงให้เห็นความขัดแย้งที่เกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด 3 ประการด้วยกัน คือความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ความขัดแย้งระหว่างความคิดศักดินาที่เข้มงวดกับความคิดฝ่ายขบถ และความขัดแย้งภายในกลุ่มชนชั้นปกครองด้วยกันเอง ความขัดแย้งทั้ง 3 ส่วนนี้ค่อยๆ คลี่คลายขยายตัวออกไป จนในที่สุดตระกูลเจี๋ยก็ต้องล้มละลายลงไปอย่างสิ้นเชิง”
บทวิเคราะห์ดังกล่าวนี้หากนำมาใช้ในช่วงสงครามเย็นก็มีเสียงตอบรับค่อนข้างดี
แต่เมื่อมาอ่านในยุคหลังสงครามเย็นและหลังคอมมิวนิสต์แล้ว มันกลายเป็นสูตรสำเร็จ (ที่ไม่ผิด) เพียงแต่ไร้รสชาติไป
ผมจึงเสนอแนวการวิเคราะห์ที่ต่างมุมไปว่า เฉา เฉวี่ยฉิน ผู้เขียนนิยายนี้ได้ทำการวิพากษ์โครงสร้างทางความคิดและอุดมการณ์ขงจื่อ แต่ไม่ใช่ด้วยการทำลายหรือล้มล้างซึ่งหน้า
หากแต่ด้วยการสอดใส่อารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกชนหนุ่มสาวขณะนั้นลงไปในการวิพากษ์ธรรมเนียมและจารีตประเพณีขงจื่ออย่างมีศิลป์
สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศปักกิ่งเรียกเป๋าอี้และหลินไต้อี้ว่า “พวกขบถ” ผมพอใจจะเรียกว่า “พวกตระหนักรู้” (enlightened)
พวกนี้คือคนรุ่นใหม่ซึ่งมีเกิดในทุกยุคทุกสมัยภายใต้ระบอบการปกครองที่อนุรักษนิยมและจารีตอย่างไม่โงหัว
บางคนอาจกลายเป็นนักปฏิวัติ บางคนกลายเป็นนักปฏิรูป และหลายคนอาจจบลงด้วยการเป็นอนุรักษนิยมใหม่ก็ได้ แต่ในช่วงขณะหนึ่งของชีวิตทางสังคม พวกเขาได้ค้นพบสัจธรรมที่เป็นของเขาเองในระดับหนึ่ง
ตรงนี้เองคือแท่งเหล็กที่ออกมาท้าทายอำนาจอิทธิพลของลัทธิขงจื่อ ด้วยความจริงที่เป็นของปัจเจกบุคคล
และจุดนี้เองที่ผมคิดว่าทำไมคติพุทธมหายานและเต๋าจึงแทรกเข้ามาในความคิดจิตใจของคนรุ่นใหม่นี้ได้
การถกเถียงระหว่างสตรีกับชายหนุ่มในเรื่องชีวิตและความเป็นไปในโลก ค่อยๆ นำสู่ปริมณฑลของปรัชญา อันเป็น “แดนที่ไม่ใช่ของใครอยู่” (No Man’s Land) กล่าวได้ว่า ความรู้อันแน่นอนทั้งหลายอยู่ในปริมณฑลของ (วิทยา) ศาสตร์ ส่วนความเชื่อตามคัมภีร์ (dogma) ซึ่งอยู่เหนือการรับรู้ของความรู้อันแน่นอนนั้น อยู่ในปริมณฑลของเทววิทยาหรือศาสนา
ระหว่างปริมณฑลของศาสตร์กับเทววิทยานั้น มี “แดนที่ไม่ใช่ของใครอยู่” (No Man’s Land) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกโจมตีได้จากทั้งสองปริมณฑล บริเวณนี้คือปรัชญา ตรงนี้คือที่ซึ่งความรู้อันแน่นอนก็ไม่สามารถให้คำตอบอันแน่ชัดได้อย่างน่าพอใจ
ในขณะเดียวกัน คำตอบอย่างมั่นใจของศาสนาเทววิทยาก็ไม่น่าเชื่อถือเหมือนในอดีตกาลอันไกลโพ้นได้อีกต่อไป
เช่น คำถามว่ากฎธรรมชาติมีจริงหรือ การดำรงชีวิตมีความหมายจริงหรือ การมีชีวิตที่ดีกับที่เลวต่างกันจริงหรือ เพราะในที่สุดทุกคนก็ตายเหมือนกัน ความดีกับความเลวคืออะไร เป็นต้น
ฉากที่สนุกในความคิดผมคือตอนที่เป๋าอี้พูดจาดูหมิ่นถิ่นแคลน ไม่ว่าจะเป็นในที่ลับหรือที่แจ้ง “เยาะเย้ยถากถางผู้คนที่พยายามจะเอาดีทางหนังสือหนังหาตำรับตำรา ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นพวกบ้าตำแหน่ง เป็นนักไต่เต้า แสวงหาแต่ชื่อเสียงในหน้าที่ราชการ”
เขาวิจารณ์ว่านอกจากตำราแบบฉบับ (ตำราแบบฉบับ หรือคลาสสิก) ที่ว่าด้วยหลักการเรียนรู้ ที่ว่า ‘การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดก็คือการทำความดี หรือการทำตัวให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง’ (ข้อความนี้จากตำรา 1 ใน 4 เล่มของลัทธิขงจื่อ แต่งโดยท่านซุนจื่อ) เพียงเล่มเดียวเท่านั้นที่จริงแท้แน่นอน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นขยะ เป็นการเขียนของบรรดาไอ้แก่งี่เง่าในอดีตที่ไม่มีผู้ใดเคยได้รู้จักท่านศาสดาขงจื่อเลยด้วยซ้ำ
ข้อนี้ผมวิเคราะห์ว่าเป็นความปรารถนาเบื้องลึกของผู้เขียนในการวิพากษ์โครงสร้างทางวิญญาณของสังคมศักดินาจีนขณะนั้น
นอกจากเป๋าอี้แล้ว หลินไต้อี้ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องทางสายพ่อ กลายมาเป็นหนึ่งในดวงใจของเป๋าอี้ ก็ออกมาวิพากษ์ความคิดจารีตแบบขงจื่อด้วย อันอาจรวมถึงพระสนมหลวงเจี๋ยเหยียนชุ๊นที่เป็นพี่สาวคนโตของเป๋าอี้ก็มีการศึกษาและเขียนอักษรหมึกดำได้อย่างดี
สาวงามสิบสองคนจึงเป็นความย้อนแย้งเพราะพวกเธอกลับมีความรู้ทางอักษรศาสตร์อย่างดียิ่งกว่าพวกผู้ชาย ขัดกับคติในสังคมที่อำนาจชายเป็นใหญ่ครอบงำแรงมากที่ไม่ให้ฐานะของความเป็นหญิงที่เป็นตัวของตัวเองแสดงออกได้
ความย้อนแย้งขัดกันในคติความเชื่อกับการปฏิบัติของสตรีงามในคฤหาสน์เจี๋ยต้องการบอกอะไรแก่เรา
ผมคิดว่าเฉา เฉวี่ยฉิน เป็นนักเขียนผู้มาก่อนกาล (ผกก.) สิ่งที่เขาทำในการสร้างวรรณกรรมจีนใหม่คือนวัตกรรมหรือการปฏิวัติการเขียนวรรณกรรม
ดังที่หลู่ซิ่น นักประพันธ์ก้าวหน้าในสมัยปฏิวัติคอมมิวนิสต์ สดุดีว่า “นวนิยายเรื่องนี้เป็นหมุดหมายที่แยกตัวต่างออกไปจากแนวคิดแบบแผนเก่าๆ ตลอดจนรูปแบบในการประพันธ์ที่เคยใช้กันมา”
ถ้าเขาเกิดหรือทำงานในปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ก เขาก็จะประสบความสำเร็จเป็นนักเขียนดังระดับโลกเหมือนตอลสตอยใน แอนนา คาเรนนินา, ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ (Lady Chatterley’s Lover) หรือวิกเตอร์ อูโก (Les Mis?rables)
การที่ผมไม่เรียกปัญญาชนน้อยเหล่านี้ว่า “ขบถ” นั้น เพราะคำนึงถึงบริบททางภูมิปัญญาขณะนั้น แม้ความคิดลัทธิขงจื่อถูกรัฐนำไปใช้จนกลายเป็นอุดมการณ์อนุรักษนิยมและชายเป็นใหญ่
แต่หากพิจารณาในวิวัฒนาการของการศึกษาภูมิปัญญา กล่าวได้ว่า ขงจื่อนำเสนอวิธีการศึกษาแบบใหม่ขึ้นมา นั่นคือการสร้างการถกเถียงและศึกษาเรื่องทางปรัชญาในความเชื่อเชิงศาสนา ทำให้เกิดบรรยากาศของการวิวาทะเชิงปรัชญาขึ้น
วิธีการทางปรัชญาของขงจื่อคล้ายกับของโสเกรตีสและพระพุทธเจ้า คือผ่านการสนทนา (dialogue)
ที่แตกต่างกันคือ ของจีนผู้สนทนาไม่ได้บันทึกออกมาโดยตรง หากแต่บันทึกโดยศิษย์ใกล้ชิดจำนวนหนึ่ง ไม่มีการจัดหมวดหมู่อะไรทั้งสิ้น
บทสนทนาดังกล่าวแม้มีการถ่ายทอดและบันทึกต่อมาก็ไม่ได้ถูกทำให้เป็นระบบความคิดหรือทฤษฎีดังของกรีกโบราณ หากยังคงดำรงอยู่ในลักษณาการของบทสนทนา กระจัดกระจายกันไปตามตัวบุคคลผู้ร่วมสนทนา
ดังนั้น การอ่านแบบปัจจุบันเพื่อให้เกิดความเข้าใจตามเนื้อเรื่องจึงทำไม่ได้ เนื่องจากบทสนทนาดังกล่าวเป็นมุขปาฐะ จึงต้องฟังเสียงและสุ้มเสียงของตัวบท มากกว่าการอ่านเอาตัวบท จึงจะสามารถเข้าถึงหัวใจของปรัชญาซึ่งอยู่ที่การคิดได้ด้วยตนเอง
ดังนั้น รูปแบบและวิธีการนำเสนอจึงไม่เป็นระบบ ไม่มีใครเรียนและรู้อย่างเดียวกัน บทสนทนาจึงดำเนินไปอย่างเฉพาะตัวระหว่างขงจื่อกับศิษย์แต่ละคนในแต่ละประเด็นปัญหา
ผมกำลังวิเคราะห์ว่าเป๋าอี้และหลินไต้อี้กำลังศึกษาขงจื่อตามที่มันควรจะเป็น ซึ่งการศึกษาและสอนขงจื่ออย่างที่ทำกันในโรงเรียนของตระกูลเจี๋ยนั้นไม่อาจเข้าถึงหัวใจของปรัชญานี้ได้
นี่คือที่มาของความไม่พอใจและต่อต้านการเรียนของเป๋าอี้
แม้กระทั่งตัวละครสตรีสำคัญเช่นหวังฉี้ฟ้ง ซึ่งเป็นสะใภ้เอกของตระกูลเจี๋ย เป็นสตรีที่สวยงดงาม เจรจาฉะฉาน ความคิดลึกซึ้งละเอียดลออแต่ก็แฝงด้วยความอำมหิตและเลือดเย็น แม้แต่บุรุษยังมิอาจเทียบสตรีผู้นี้ได้ แรกที่ปรากฏกายเธอก็ “แต่งกายแตกต่างไปจากเหล่าสตรีทั้งหลาย สีสันงดงามดุจดั่งเทพธิดา บนศีรษะประดับใยไหมทอง ประดับด้วยเพชรพลอยเครื่องประดับปิ่นปักงดงามยิ่ง ที่คอประดับด้วยสร้อยทองคำแกมเพชร ชายกระโปรงตกแต่งด้วยไหมสีเขียวอย่างในวัง ตกแต่งด้วยสร้อยประดับหยกลวดลายกุหลาบ บนตัวสวมชุดยาวสีแดงเส้นใยทองมีลวดลายบุปผชาติ มีลักษณะเป็นกระโปรงแบบต่างชาติ…” (ดู ภูเทพ ประภากร, 2565)
เช่นเดียวกับสตรีงามอีกหลายคน จุดจบของคนเหล่านี้เกิดจากการกระทำของตนเองและการเป็นเหยื่อทางชนชั้นที่ถูกกดทับภายใต้ระบบสังคมศักดินาจีน
จุดที่ผมพบว่าน่าสนใจคือ ทั้งฉี้ฟ้งและหัวหน้าสาวใช้ประจำตัวเป๋าอี้คือฉีเหริน ซึ่งเป็นตัวละครที่น่าทึ่ง เธอมีสติปัญญาและความเป็นตัวของตัวเองสูง มีการกระทำหลายอย่างหลายเรื่องที่เข้าข่ายท้าทายกระทั่งแหกกฎเกณฑ์ธรรมเนียมเก่าด้วย
รวมความแล้วสตรีงามสิบสองคนเป็นเสมือนกองหน้าในการวิพากษ์และท้าทายความคิดและการปฏิบัติแบบจารีตศักดินาจีนไม่น้อย
แม้ว่าในที่สุดจุดหมายได้เพียงความตายหรือการออกบวชเป็นพระของเป๋าอี้ในบั้นปลาย
ท้ายสุดอยากให้อ่านการโจมตีระบบศักดินาจีนโดยชนชั้นผู้ใช้แรงงานสักนิด
เมื่อเจี๊ยวต้า บ่าวไพร่เก่าแก่ของหัวหน้าตระกูลผู้ร่วมรบช่วยนายจากการบาดเจ็บในสงคราม ทำการอาละวาดในคฤหาสน์จนถูกบ่าวไพร่จับตัวไว้
เขาตะโกน “ปล่อยนะ กูจะไปฟ้องนายเก่าของกูที่ศาลบรรพชน” เจี๊ยวต้าฟูมฟาย
“ท่านแทบจะไม่รู้เลยว่าตัวท่านเองแท้ๆ ที่เป็นผู้ให้กำเนิดความชั่วช้าสามานย์ขนาดนี้ขึ้น บ้านนี้มีแต่ฝูงหมาติดสัด เหมือนฝูงเป็ดฝูงไก่ไล่ปี้กันไป วันๆ เอาแต่ ‘คุ้ยเขี่ยกองขี้เถ้า’ ผาห๊วย (?? คุ้ย + ขี้เถ้า) (19) ไอ้พวกมึงบางคนก็เล่นกับบรรดาเมียของพี่ๆ น้องๆ คิดฝันว่าจะตบตาคนอย่างกูได้หรือ ทางที่ถูกแล้วพวกมึงควรจะ ‘ซ่อนแขนข้างที่หักเอาไว้ในอกเสื้อต่อไปอีกสักหน่อย'” (จรัสชัย เชี่ยวยุทธ, 2557)
อ้างอิง
จรัสชัย เชี่ยวยุทธ. 2557. Hongloumeng - A Dream of Red Mansions [https://hongloumengnovel.wordpress.com]
ภูเทพ ประภากร. 2565. "ภาพลักษณ์หวังซีเฟิ่งในละคร เรื่องความฝันในหอแดงและละครประวัติไต้อี้ว์" ในวารสารศิลปศาสตร์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2565)
