กรุงเทพฯ ยามเช้าไม่มีแสงสีทอง มีเพียงสีเทาขุ่นของฝุ่นพิษที่เข้มข้นจนมองไม่เห็นยอดตึกฝั่งตรงข้าม ผมสูดลมหายใจเข้าปอด ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็นรสชาติฝาดเฝื่อนของโลหะหนักและละอองผงปูนที่แห้งผาก มันสากคอเหมือนกลืนกินเศษแก้วละเอียดเข้าไปในทุกห้วงขณะ ผมขยับตัวบนเตียงเหล็กสนิมเขรอะที่ส่งเสียงครูดครางประท้วงทุกการเคลื่อนไหว ภายในรูหนูแคบๆ นี้ กลิ่นอับชื้นจากพื้นและรอยคราบน้ำฝนบนเพดานที่ทับถมกันจนดูเหมือนแผนที่โลกที่เน่าเปื่อย กลายเป็นฉากหลังเดียวที่ผมมีไว้หล่อเลี้ยงสายตา
ทว่าเช้านี้ สิ่งที่ทักทายผมกลับไม่ใช่ความโหยหาอาหารที่มักจะบีบคั้นกระเพาะ แต่เป็นความรำคาญที่แล่นพล่านอยู่ที่มุมตาซ้าย มันรู้สึกเหมือนมีก้อนหินเล็กๆ ฝังตัวอยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้า ผมขยี้ตาแรงๆ ด้วยหวังว่ามันจะเป็นเพียงเศษขี้ตาแห้งๆ แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงความแข็งขึงที่ผิดธรรมชาติ มันแน่นนิ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของหัวกะโหลกไปแล้ว
ผมประคองสังขารลุกไปที่ห้องน้ำแคบๆ กระจกเงาที่รอยร้าวพาดผ่านกลางใบหน้าทำให้เงาสะท้อนของผมดูเหมือนคนถูกผ่าซีก แสงนีออนสีขาวซีดที่กะพริบถี่ๆ ส่งเสียงหึ่งๆ เหมือนแมลงใกล้ตาย มันสาดกระทบใบหน้าซูบตอบของชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนศพเดินได้มากกว่าสิ่งมีชีวิต และที่ตรงนั้น ใต้รอยตีนกาที่มุมตาซ้าย แผ่นสีน้ำตาลไหม้ขนาดเท่าสะเก็ดแผลปรากฏชัดขึ้น ขอบของมันหยักโค้งและแห้งกรัง ผิวสัมผัสหยาบกระด้างเหมือนเศษใบไม้ร่วงที่ถูกเหยียบย่ำจนจมดิน
ผมตัดสินใจใช้เล็บสะกิดขอบที่เผยอออกมาเพียงเล็กน้อย ทันใดนั้น ความเจ็บปวดลึกเร้นก็ระเบิดออก มันไม่เหมือนความเจ็บแสบแบบแผลถลอก แต่มันเป็นความปวดร้าวที่มีชีวิต วิ่งพล่านตามเส้นประสาททะลุเข้าสู่สมองซีกซ้ายอย่างรวดเร็ว
ผมทรุดตัวลงพิงอ่างล้างหน้าที่ผุพัง สัมผัสนั้นเหมือนมีรากไม้เล็กๆ ที่แหลมคมกำลังชอนไช แทรกตัวผ่านเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเพื่อหยั่งรากลงในเนื้อดินที่ชื่อว่าร่างกายของผม
ผมพาร่างที่สะบักสะบอมเดินลงจากหอพัก บันไดคอนกรีตส่งกลิ่นอับชื้นของเชื้อราที่ฝังลึกในเนื้อปูน สภาพสังคมตอนนี้เปลี่ยนไปจนน่าสมเพช เงินตราไม่ใช่พระเจ้าเพียงองค์เดียวอีกต่อไป แต่มันถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “รอยยิ้ม” ทุกหัวมุมถนน หรือแม้แต่ตามเสาไฟที่ขึ้นสนิม จะมีเลนส์เซนเซอร์ขนาดจิ๋วฝังตัวอยู่เหมือนนัยน์ตาปีศาจ มันคอยกวาดจับและประมวลผลดัชนีความสุขจากมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้าของผู้คนตลอดเวลา
ผมเดินผ่านป้าขายลูกชิ้นปิ้งเจ้าประจำ แกยืนท่ามกลางไอร้อนและควันไฟที่พวยพุ่งจนเหงื่อท่วมกาย ใบหน้าของแกแห้งผาก แต่กลับต้องฝืนฉีกยิ้มค้างไว้จนริมฝีปากสั่นระริก ดูเหมือนหน้ากากตัวตลกที่ถูกวาดไว้อย่างลวกๆ มากกว่าจะเป็นความรู้สึกจริงๆ เพราะถ้าแต้มบุญในกำไลข้อมือดิจิทัลตกลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่รัฐกำหนด โควต้าค่าไฟฟ้าราคาถูกหรือสิทธิ์ในการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานจะถูกตัดขาดทันที
“อรุณสวัสดิ์ค่ะหลาน” แกทักผมด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่รอยยิ้มนั้นยังคงตรึงแน่นอยู่บนหน้าอย่างน่าสยดสยอง
ผมพยายามยกมุมปากขึ้นเพื่อตอบรับ เป็นรอยยิ้มที่ฝืนทนที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในใจผมอยากจะถ่มน้ำลายรดเลนส์กล้องวงจรปิดพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่าทันทีที่กล้ามเนื้อใบหน้าขยับ เศษใบไม้ใต้ตาซ้ายของผมกลับประท้วงด้วยความรุนแรง ผมรู้สึกได้ว่ามันกำลังขยายตัว ขอบหยักรากของมันเริ่มรั้งหนังตาจนตาซ้ายของผมหรี่บอดเหลือเพียงครึ่งเดียว
ความสากระคายเริ่มลามเลียลงมาตามโหนกแก้ม สัมผัสของมันเหมือนแผ่นเปลือกไม้ที่กำลังงอกเงยออกมาจากเนื้อคน ผมรีบดึงหน้ากากอนามัยขึ้นมาปิดบังความอัปลักษณ์นี้ไว้ แต่มันกลับยิ่งแย่ลง ภายใต้ร่มผ้าใยสังเคราะห์นั้น ผมรู้สึกคันยิบๆ เหมือนมีแมลงตัวเล็กๆ นับร้อยนับพันกำลังชอนไชอยู่ภายใต้เปลือกไม้สีน้ำตาลที่กำลังผลัดเซลล์
มันคืออาการคันที่ขุดลึกลงไปในโสตประสาท เป็นความคันที่สั่งให้ผมอยากจะทึ้งใบหน้าตัวเองออกมาให้พ้นจากพันธนาการของพืชประหลาดนี้
ผมลากสังขารเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่สว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรงผสมกับกลิ่นหอมสังเคราะห์ของดอกไม้พลาสติกอบอวลไปทั่ว พนักงานสาวในชุดยูนิฟอร์มสีขาวสะอาดสะอ้านยืนประจำที่ หล่อนส่งรอยยิ้มที่ถูกฝึกมาอย่างดี รอยยิ้มที่ยกมุมปากขึ้นในองศาที่แม่นยำจนดูเหมือนรูปปั้นเซรามิก รอยยิ้มแบบที่ผมเกลียดเข้าไส้ เพราะมันไม่มีร่องรอยของความเป็นคนอยู่ในนั้นเลย
“ขอยาลดการอักเสบ… สูตรที่แรงที่สุดครับ” ผมเค้นเสียงพูดลอดผ่านหน้ากากอนามัยที่เริ่มชื้นแฉะด้วยเหงื่อและความสากของใบไม้ที่รั้งใบหน้าซีกซ้ายไว้
หล่อนไม่ได้สบตาผมโดยตรง แต่จ้องมองไปที่เครื่องสแกนใบหน้าข้างเคาน์เตอร์ แสงเลเซอร์สีฟ้ากวาดผ่านหน้าผากและดวงตาของผม ทันใดนั้น เสียงสัญญาณ “ตื๊ด!” ที่บาดแก้วหูก็ดังขึ้น พร้อมกับไฟกะพริบสีแดงฉานบนหน้าจอ ระบบประมวลผลดัชนีความสุขเด้งข้อความเตือนตัวมหึมา
“ขออภัยค่ะท่าน” เสียงของหล่อนยังคงราบเรียบและนุ่มนวลราวกับเสียงตอบรับอัตโนมัติ “สิทธิ์ในการซื้อเวชภัณฑ์พื้นฐานของคุณถูกระงับชั่วคราว เนื่องจากแต้มบุญดิจิทัลคงเหลือไม่ถึงสิบแต้ม บันทึกระบุว่าเมื่อวานนี้คุณเดินผ่านจุดคัดกรองด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ติดต่อกันถึงสามครั้ง… เป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายมลพิษทางจิตใจนะคะ”
ผมยืนนิ่งงัน หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความโกรธมันพลุ่งพล่านจนจุกอยู่ที่ลำคอเหมือนก้อนแข็งๆ ผมอยากจะกระชากเคาน์เตอร์นั้นให้ล้มลง อยากจะตะโกนด่าทอระบบเฮงซวยนี้ให้สุดเสียง แต่สมองส่วนที่ยังเหลือความเป็นมนุษย์คอยฉุดรั้งไว้ ถ้าผมหลุดปากออกมาแม้แต่คำเดียว แต้มบุญจะกลายเป็นศูนย์ทันที และนั่นหมายถึงการถูกเนรเทศไปสู่ “โซนสีเทา” ดินแดนรกร้างที่ไม่มีแม้แต่อากาศบริสุทธิ์หรือสิทธิ์ในการเป็นพลเมือง
หล่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องมองมาที่ขอบหน้ากากอนามัยของผมที่เริ่มเบี้ยวผิดรูปเพราะแรงดันจากภายใน “ใบหน้าของคุณดูมีสิ่งแปลกปลอมนะคะ…” หล่อนพูดพลางเอียงคอ สายตาที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความสังเวชที่จอมปลอม “ดิฉันขอแนะนำให้คุณติดต่อสถานบำบัดทัศนคติโดยด่วน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกำจัด ‘ขยะทางใจ’ ออกไปนะคะ… ก่อนที่มันจะงอกเงยออกมาจนบดบังวิสัยทัศน์ของความสุขไปมากกว่านี้”
คำพูดของหล่อนเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งที่ราดรดลงบนแผลสด ผมไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่หมุนตัวเดินออกมาจากแสงไฟสว่างจ้านั่น พร้อมกับอาการคันที่มุมตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดอย่างรุนแรง… ใบไม้ใบนั้นกำลังขานรับคำดูถูกของหล่อนด้วยการหยั่งรากลึกลงไปอีกชั้น
คืนนั้น ผมนั่งคุดคู้สูดดมกลิ่นอับชื้นอยู่บนพื้นปูนเย็นเยียบกลางห้องมืด รายล้อมด้วยกองขยะและเสียงหนูวิ่งพล่าน แสงนีออนจากตึกระฟ้าภายนอกสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นสายสีฟ้าหม่น ตัดกับความมืดมิดภายใน ผมไม่มีกะจิตกะใจจะเปิดไฟ ความเจ็บปวดที่มีชีวิต ภายใต้ผิวหนังซีกซ้ายมันทวีความรุนแรงจนผมแทบคลั่ง มันคงไม่ใช่แค่ความเจ็บ แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกของการถูกชอนไช หยั่งราก และยึดครอง ผมหยิบมีดคัตเตอร์ด้ามพลาสติกสีเหลืองอับเฉาขึ้นมา ใบมีดเหล็กกล้าที่เพิ่งหักปลายใหม่เอี่ยมสะท้อนแสงสลัวดูคมกริบและน่าหวาดเสียว ผมไม่อาจทนเป็นเจ้าบ้านให้กาฝากพวกนี้เช่าร่างได้อีกต่อไป ผมตัดสินใจแล้ว… ผมจะปาดมันทิ้ง
ผมค่อยๆ ประคองใบหน้าซีกซ้ายเข้าหาแสงสลัว จรดคมมีดลงตรงรอยต่อที่เลือนรางระหว่างผิวหนังมนุษย์ที่เริ่มเหี่ยวย่นกับขอบแผ่นเปลือกไม้สีน้ำตาลไหม้ที่แข็งขึง ทันทีที่คมมีดกดลึกลงไป ความเจ็บปวดอันงดงามและป่าเถื่อนก็ระเบิดออก มันไม่ใช่ความเจ็บแสบเหมือนมีดบาดทั่วไป แต่มันคือเสียงกรีดร้องของเส้นประสาทที่ถูกฉีกกระชากออกจากกัน เลือดข้นสีน้ำตาลไหม้คล้ายยางไม้เหนียวหนืดไหลย้อยลงมาตามแก้ม มันไม่มีความร้อนรุ่มของเลือดมนุษย์เหลืออยู่ แต่มันเย็นเฉียบจนทำให้ผิวหนังรอบๆ กลายเป็นสีเขียวคล้ำ
ผมกัดฟันกรอดจนกรามแทบหัก เค้นเสียงครางต่ำๆ ในลำคอ ขณะที่มือสั่นระริกค่อยๆ ลากใบมีดกรีดลึกลงไปจนถึงกระดูกโหนกแก้ม ผมหวังว่าจะเห็นเนื้อเยื่อแดงฉานหรือไขมันขาวๆ ของมนุษย์พวยพุ่งออกมา
แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้ากลับทำให้ผมเยือกเย็นยิ่งกว่าคมมีด ภายใต้ชั้นผิวหนังที่ถูกเปิดออก ไม่ใช่เนื้อสด แต่มันคือเส้นใยไม้สีน้ำตาลอ่อนที่สานกันเป็นร่างแหอย่างประณีตและซับซ้อน มันหยั่งรากลึกลงไปในกล้ามเนื้อ พันธนาการเส้นเลือดและเส้นประสาทไว้แน่นหนา ผมไม่ได้มีแค่ใบไม้เกาะอยู่ที่หน้า… แต่ร่างกายของผมกำลังเปลี่ยนสภาพจากข้างในอย่างช้าๆ
ผมขำออกมา… เสียงขำที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง ขำจนสำลักเลือดสีน้ำตาลกระเด็นใส่กระจกที่ร้าวรอน “นี่ไงล่ะ… ผลผลิตของสังคมที่ห้ามคนแสดงความรู้สึก” ผมพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่บิดเบี้ยว “ในเมื่อเราห้ามร้องไห้ เราก็แค่แห้งตายจากข้างใน… เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นพืชที่ไร้หัวใจ จะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดกับการถูกเหยียบย่ำอีกต่อไป”
ผมมองดูมือตัวเองที่เปื้อนยางไม้สีน้ำตาล… ผมไม่ได้กำลังจะตาย แต่ผมกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์… สิ่งที่ไม่มีวันยิ้ม และไม่มีวันเจ็บปวด
ผมกระชากประตูห้องเช่าทิ้งไว้เบื้องหลัง แล้วก้าวเดินออกไปสู่ถนนสายหลักในสภาพที่น่าอัปยศที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นได้ หรืออาจจะเป็นสัตว์สปีชีส์ใหม่ที่กำเนิดจากความทุกข์ระทม แผ่นเปลือกไม้สีน้ำตาลไหม้หนาเขรอะบดบังใบหน้าซีกซ้ายของผมจนเกือบมิด กิ่งไม้แหลมเล็กแทงทะลุออกมาจากรอยแผลที่ผมกรีดไว้เมื่อคืน มันดูเหมือนเขากวางที่บิดเบี้ยวหรือรากไม้ที่พยายามจะคว้าอากาศหายใจ ยางไม้สีเข้มแห้งกรังเป็นคราบทางยาวลงมาถึงลำคอ ผมเดินกะเผลกผ่านฝูงชนที่สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมเนื้อดี ทุกคนพยายามเบือนหน้าหนีราวกับผมเป็นเชื้อโรคร้าย แต่พวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะประคองรอยยิ้มไว้ภายใต้สายตาที่หวาดระแวง
“หยุด! อย่าขยับ!” เสียงประกาศกร้าวจากลำโพงดังขึ้น พร้อมกับร่างในชุดสูทสีขาวสะอาดตาของ เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงทางจริยธรรมห้าคนกรูเข้ามาล้อมผมไว้ พวกเขาสวมหน้ากากเซรามิกสีขาวเกลี้ยงเกลาที่มีรอยยิ้มพิมพ์เดียวกับพนักงานในร้านสะดวกซื้อ “คุณกำลังละเมิดกฎหมายความสงบเรียบร้อย! คุณกำลังแพร่กระจายทัศนคติเชิงลบและมลพิษทางสายตา! หยุดอยู่ตรงนั้น!”
ผมยืนนิ่ง ท่ามกลางเสียงไซเรนและสายตาที่จ้องมองมาอย่างเหยียดหยาม ความโกรธแค้นที่สั่งสมมาทั้งชีวิตมันกลั่นตัวกลายเป็นความบ้าคลั่งที่สงบนิ่ง “พวกมึงกลัวอะไร?” ผมเค้นเสียงลอดไรฟัน “กลัวความจริงที่งอกออกมาจากหน้ากูงั้นเหรอ?”
ในจังหวะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจะล็อกตัวผม ผมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกระชากหน้ากากเซรามิกของมันออกอย่างแรง จนสายรัดขาด!
วินาทีนั้น โลกทั้งใบเหมือนจะหยุดหมุน สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีขาวนวลนั่นไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ แต่มันคือตอไม้สีเทา ที่ถูกขัดจนเรียบเนียน ไร้ดวงตา ไร้จมูก มีเพียงรอยบากตื้นๆ แทนปากที่ปิดสนิท เจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นไม้ไปนานแล้ว!
พวกเขาถูกระบบถอนรากถอนโคนความเป็นคนออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงวัสดุอินทรีย์ที่แข็งกระด้าง เยือกเย็น และพร้อมจะทำตามคำสั่งอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องตั้งคำถาม
ผมหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของผมก้องกังวานไปทั่วถนนสยามสแควร์ เป็นเสียงที่สดใสและเจ็บปวดที่สุดในรอบหลายปี ผมเอื้อมมือไปที่เบ้าตาซ้าย กระชากกิ่งไม้ที่หยั่งรากลึกติดกับเส้นประสาทออกมาอย่างแรง เลือดสีน้ำตาลสาดกระจายไปทั่วชุดสีขาวของพวกมัน ผมโยนกิ่งไม้นั้นขึ้นไปบนฟ้า ราวกับจะประจานความเน่าเฟะของเมืองนี้
“ดูซะ! พวกมึงไม่ได้กำจัดความเศร้าหรอก!” ผมตะโกนใส่หน้าตอไม้สีเทาพวกนั้น “พวกมึงแค่แปรรูปพวกเราให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ของระบบ! มึงอยากได้โลกที่สงบนิ่งใช่ไหม? งั้นก็รอให้พวกกูงอกเงยจนเต็มเมือง… แล้วมึงจะได้รู้ว่า ป่าที่โกรธแค้นน่ะ มันโค่นยากขนาดไหน!”
ท้ายที่สุด ผมก็ถูกกำจัดเหมือนเศษวัสดุที่ใช้งานไม่ได้ ร่างของผมถูกโยนโครมลงบนกองขยะมหึมานอกเขตกั้นเมือง กลิ่นเหม็นเน่าของอาหารบูดเน่าและพลาสติกที่เผาไหม้ไม่หมดอบอวลอยู่รอบตัว แต่มันกลับเป็นกลิ่นที่ซื่อสัตย์กว่าน้ำหอมสังเคราะห์ในเมืองนั้นเสียอีก ผมนอนนิ่ง ขยับเขยื้อนไม่ได้ ความรู้สึกที่ซีกซ้ายของร่างกายตอนนี้ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดอีกต่อไป แต่มันคือการหยั่งลึก
ผมรู้สึกได้ถึงรากไม้สีน้ำตาลที่แทงทะลุเสื้อผ้าขาดวิ่น ชอนไชผ่านชั้นขยะและซากอารยธรรม ลงสู่ผืนดินที่เน่าเฟะและชุ่มชื้นไปด้วยน้ำครำ ผมหลับตาลงอย่างสงบ คงเป็นความสงบที่แท้จริงครั้งแรกในชีวิต ไม่ต้องฝืนปั้นยิ้มค้างไว้ให้กล้องวงจรปิด ไม่ต้องพยายามพิสูจน์แต้มบุญให้ใครเห็น ผมไม่ใช่ขยะสังคมที่รัฐตราหน้าอีกต่อไป แต่ผมกำลังกลับคืนสู่ธรรมชาติในรูปแบบที่บิดเบี้ยวที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จัก
ในความมืดมิดและเงียบสงัดของกองขยะ ผมเริ่มได้ยินเสียงแผ่วเบา… ของการปริแตกและผลัดใบ ผมลืมตาขึ้นมองรอบกาย ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ผมเห็นร่างของขอทานและคนไร้บ้านที่ถูกทอดทิ้งนอนขดตัวอยู่ ผิวหนังของพวกเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหม่น เปลือกไม้หนาเริ่มห่อหุ้มร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง บ้างก็มีกิ่งก้านเล็กๆ ผลิออกมาจากปลายนิ้วที่ด้านชา
เราไม่ได้กำลังจะตาย… พวกเราแค่กำลังรวมตัวกัน พลังงานที่เคยเป็นความโกรธแค้น ความเศร้า และความอยุติธรรม ถูกระบบกลั่นกรองและบีบคั้นจนกลายเป็นเนื้อไม้ที่แข็งแกร่ง เรากำลังหยั่งรากลึกลงไปใต้ชั้นดิน เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายรากไม้ขนาดมหึมาที่แผ่ขยายไปใต้รากฐานของตึกระฟ้าสีเงินพวกนั้น
“รออีกนิด…” ผมพึมพำกับเงาของป่าที่กำลังก่อตัว “อีกไม่นานหรอก”
เมื่อถึงวันที่ลมพายุแห่งความโกรธแค้นพัดผ่านมา ป่าที่ไร้รอยยิ้มอย่างพวกเรานี่แหละที่จะออกแรงฉุดกระชากจากข้างล่าง โค่นล้มโดมกระจกและตึกระฟ้าที่เคลือบเงาลวงตาให้พังพินาศลงมาซบกับดิน และเมื่อนั้น… ความจริงที่ขรุขระและเต็มไปด้วยรอยแผลจะปกคลุมทุกตารางนิ้วของเมืองที่เคยลืมวิธีร้องไห้ไปนานแล้ว
