บ้านหลังใหม่ของพ่อใหญ่ทึม | เรื่องสั้น : โกมล กุดโอภาส
บ้านหลังเก่าของพ่อใหญ่ทึมมีอายุนานไม่น้อยกว่า 30 ปี ตั้งอยู่ในหมู่บ้านโนนดินแดง ที่ในอดีตทั้งหมู่บ้าน บ้านแต่ละหลังอยู่กันอย่างกระจายห่างนับไม่กี่หลัง จนเดี๋ยวนี้ หมู่บ้านแออัดเบียดเสียดกันอยู่ ด้วยการสร้างบ้านแข่งกันเต็มไปด้วยรั้วรอบขอบชิด บางหลังสร้างกำแพงอิฐเสียแน่นหนา บางหลังก็เป็นรั้วไม้ ตกแต่งให้ดูดีเสียยิ่งกว่าในอดีต แทบจำเค้าเดิมไม่ได้
บ้านโนนดินแดงในอดีต เป็นหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ขึ้นกับตำบลตากแดด อำเภอหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสาน ดินแดนอากาศร้อนแล้ง ที่คนเมืองกรุงขับรถผ่านไปตามถนนมิตรภาพ ต้องบอกว่า ทางอีสานแล้งจริงๆ แต่ทุกวันนี้ อีสานพัฒนามาไกล จนกลายเป็นอีสานเขียวไปเสียแล้ว
บ้านโนนดินแดงก็เช่นเดียวกัน เท่าที่จำความได้ ทั้งตำบลตากแดด เต็มไปด้วยดงป่าและทางดินลูกรัง ไม่มีทางลาดยาง หรือไม่ก็คอนกรีตเหมือนทุกวันนี้ ย้อนไปในอดีต ความเจริญอย่างเดียวที่มี คือสถานีอนามัยไม้ศูนย์หนึ่ง กับโรงเรียนประชาบาล ที่มีครูเพียงสองคน ผลัดกันเป็นครูใหญ่ครูน้อย การไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ต้องอาศัยตะเกียงให้แสงสว่างยามค่ำกลางคืน โทรทัศน์วิทยุ หรือแม้แต่มอเตอร์ไซค์จักรยาน ไม่มีคนเป็นเจ้าของสักคนเดียว ถึงฤดูฝน ทางแต่ละสายคือโคลนไม่มีรถย่ำ จึงไม่เละเลอะเหมือนทุกวันนี้ ชาวบ้านมีอาชีพทำนาทำไร่ ไม่ก็หาของป่า เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
พ่อใหญ่ทึมแกยืนยันว่า ไม่เคยมีใครเห็นกรุงเทพฯ แม้แต่นายอำเภอหรือผู้ว่าฯ ก็นานๆ ไปครั้งหนึ่ง ตอนพ่อใหญ่ทึมเป็นเด็ก เที่ยวตามป่าตามทุ่งอยู่นั้น การเดินทางจะใช้เกวียนเป็นหลัก หรือหากจะเข้าตัวจังหวัด ต้องเดินทางถึงสิบกว่ากิโลฯ เลยทีเดียว รถโดยสารไม่ว่ารถหกล้อหรือรถบัส ยังไม่ปรากฏในสมัยนั้น เงินเหรียญธนบัตรยังไม่ใช้กันแพร่หลาย เพราะการใช้ชีวิตยังไม่ผูกขาดกับตลาดร้านค้า
อยากได้หอยปลาปู กระทั่งผักเครื่องเทศ เดินลงทุ่งก็ได้กิน เครื่องปรุงนมเนยต่างๆ พึ่งภูมิปัญญาตกทอดมาจากปู่ ย่า ตา ทวดก็ได้ใช้
เวลาผ่านมาไม่น้อยกว่า 40 ปี บ้านโนนดินแดงที่พ่อใหญ่ทึมเห็นมาก่อนหน้านั้นอีกเกือบ 30 ปี ก็มีการพัฒนาท้องที่ถนนหนทาง จนทุกวันนี้พ่อใหญ่ทึมผมหงอกขาวโพลน แกไม่อยากเชื่อว่า บ้านหลังใหม่ของตนจะเป็นเช่นนี้ มันทั้งใหญ่โตและสวยงามตามแบบลูกหลาน เรียกว่าหรูหราอร่ามงามตา เหมือนวิมานสวรรค์บนดินขนาดนั้น เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยเห็น นี่บ้านคนหรืออะไรสุดจะเดา แทบไม่อยากเชื่อกระทั่งว่า นั่นคอกวัวคอกควายหรืออะไรกันแน่ ทำไมเหมือนปราสาทราชวังยังไงยังงั้น
ไม่นึกไม่ฝันว่าลูกหลานจะมีความสามารถทำได้ถึงเพียงนี้ แม่ใหญ่คู่ทุกข์คู่ยากไม่มีบุญวาสนากระมังถึงได้ล่วงลับไปก่อนหน้านี้ เป็นเวลานับสิบๆ ปี
แรกทีเดียวพ่อใหญ่ทึมใจหายวาบ นั่งมองบ้านไม้หลังเก่าของตัวเองถูกรื้อถอน เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของแก นับแต่ไหนแต่ไรมาก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม แกเชื่อว่า บ้านหลังใหม่ของลูกๆ หลานๆ ทำให้ชีวิตชาวนาอย่างแกเหมือนตายแล้วได้เกิดใหม่ บ้านช่างรโหฐาน เลิศหรูเสียจริงๆ จนใครๆ นึกอยากมีบ้านอย่างพ่อใหญ่ทึม ไม่รู้ลูกของแกไปทำอะไรมา เงินทองถึงได้ล้นเหลือเยี่ยงนี้
บางคนนินทากันว่า เขาขายยาบ้าอย่างนั้นทีเดียว พ่อใหญ่ทึมไม่อยากคิดอะไรให้ปวดเศียรเวียนเกล้า ใครจะว่าก็ว่าไป บ้านโนนดินแดงคงขายกันเป็นล่ำเป็นสัน แกบ่นขมุบขมิบ ไม่รู้คำเหล่านี้พูดออกมาได้อย่างไร เพราะอย่างไรเสีย ยาบ้าเพิ่งระบาดไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ชื่อหมู่บ้านโนนดินแดงก็ยังเรียกกันใหม่ว่า บ้านโนนพัฒนา เคยเป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ซ้ำยังปลอดอาชญากรรม แล้วนี่ใครจะทำการชั่วเช่นนั้น
แกเชื่อว่าลูกของตนมีจิตสำนึกที่ดี ความมั่งมีศรีสุขคงไม่ได้มาจากการทุจริตเพียงถ่ายเดียว อีกอย่างคำว่า “ยาบ้า” เพิ่งเข้ามาในหมู่บ้านไม่กี่ปีให้หลัง อย่างไรก็ตาม พ่อใหญ่ทึมเฝ้าสังเกตดูความเจริญของตึกรามบ้านช่องด้วยความหวั่นหวาดกลัว
ลูกหลานแกทำมาหากินโดยถูกต้องตามกฎหมาย นับตั้งแต่แม่ใหญ่เสียชีวิต เวลาได้พรากชีวิตญาติมิตรพี่น้องไปแล้วก็หลายคน ตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์บ้าง หรือบางรายเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นผลมาจากการได้รับสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ตนทำงานอยู่บ้าง
ไม่กี่วันก่อน หลานชายของแกขับรถแหกโค้งตรงทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจนเสียชีวิต ทำให้แกไม่คลายกังวลใจนับตั้งแต่นั้นอีก
เช่นนี้แล้ว หมู่บ้านโนนพัฒนาจะพัฒนาก็แต่เพียงสิ่งที่เห็นด้วยสายตาเท่านั้นหรอกกระมัง พ่อใหญ่ทึมคิด
ถึงบ้านหลังใหม่ของแกจะยังคงมีคอกวัวควาย แต่ก็เป็นคอกพื้นซีเมนต์ มีรั้วเหล็กกั้น หลังคามุงกระเบื้อง สร้างไว้ห่างจากตัวบ้านตึกหลังใหญ่ ภายในกำแพงอิฐสูงท่วมหัวจะไม่มีเสียเลยทำให้กระไรอยู่ เพราะเลี้ยงวัวควายมาแต่อ้อนแต่ออก จนชีวิตจวนปลดภาระใดๆ สิ้นแล้ว ควายที่เคยมีเป็นฝูง มาบัดนี้เหลือแต่ไอ้ทุยเฒ่าตัวเก่าเฝ้าในคอก พ่อใหญ่จำเป็นต้องหิ้วเครื่องตัดหญ้าแทนเคียวเกี่ยวหญ้า ให้มันกินทุกเช้าทุกเย็น ควายเฒ่าคู่ทุกข์คู่ยากของแกกำลังชราภาพ ไม่เหลือแรงเทียมคันไถ รถไถนากำลังระบาดทั่วทุกย่านถิ่น ไม่เว้นแม้แต่ของพ่อใหญ่ทึม มันมาพร้อมกับบ้านหลังใหม่ กระนั้นก็เถอะ ควายเหล็กคันโตกว่านั้น ลูกหลานแกยังมีใช้ มีเรื่องให้น่าคิดว่า มีหลานชายของแกถูกรถไถนาคันโตขนาดย่อมล้มทับตายไปแล้ว 1 ราย
หลายปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง นับแต่บ้านหลังใหม่ของพ่อใหญ่ทึมแล้วเสร็จ งานศพของหลานที่ขับรถมอเตอร์ไซค์แหกโค้งเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ทำให้แกมีความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างไรอยู่ ลูกแทบหายาคลายวิตกกังวลให้กิน อย่างไรก็ตาม พ่อใหญ่ทึมคิดว่าสติของตัวเองยังดีอยู่ ถึงแม้แกจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์ร้ายๆ คงไม่เกิดขึ้นกับลูกหลานมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เจ้าที่เจ้าทางที่ศาลพระภูมิหน้าบ้านคงช่วยแกได้ในเรื่องนี้ คือสิ่งที่วาดหวังและฝากไว้ รวมถึงการเข้าวัดวาทำบุญทำทานเป็นกิจวัตร เพื่อฝากผีฝากไข้กับพระสงฆ์องค์เจ้า พ่อใหญ่ทึมพร่ำบอกกับลูกหลานว่าให้ก่อกองบุญไว้มากๆ ชีวิตถึงจะอยู่ได้อย่างสงบสุข แคล้วคลาดและปลอดภัย
เมื่อคืนพ่อใหญ่ทึมดูข่าวโทรทัศน์ แกตกใจอกสั่นขวัญแขวน เมื่อรู้ว่า สถิติคนตายเพราะอุบัติเหตุทางรถเครื่องนั้นเป็น 100 เป็น 1,000 คนในแต่ละปี ยิ่งหน้าเทศกาลด้วยแล้ว สองสามวันก็ตายเป็นเบือ
รู้อย่างนี้พ่อใหญ่ทึมไม่อยากให้ลูกหลานซื้อมันอีกเลย ไอ้รถเหล่านี้ รถที่พวกเขาบอกว่า มันน่าชมน่าใช้เสียเหลือเกิน บางคนบ้านเท่ารังหนูแต่มีโรงจอดรถเทียบข้างบ้าน ไม่มีเงินเติมน้ำมัน ถึงขนาดกอบข้าวในยุ้งไปขาย พอได้วิ่งเข้าเมือง ไม่ระย่อต่อราคาน้ำมันที่ขึ้นๆ ลงๆ แทบจะทุกวัน บางคนเอาผ้าคลุมรถไว้ หันกลับมาใช้มอเตอร์ไซค์แทน มอเตอร์ไซค์ก็ขายข้าวมาซื้ออีกต่างหาก บางคนเข้าใจคิดนั่งรถโดยสาร นั่งวินสามล้อเครื่องดีกว่า ถึงแม้จะวิ่งไม่กี่กิโลฯ ราคาค่าโดยสารเป็น 100-200 ก็เอา อะไรๆ ก็เป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด
แม้แต่กล้าข้าวดำนายังต้องซื้อ ตัวเองปักดำไม่ไหวแถมล่าช้า ยอมควักกระเป๋าจ้างคนมาถอนกล้า ดำนา เกี่ยวข้าว คิดค่าแรงต่อวันอัตราสูงพอตัว ซ้ำมีเงื่อนไขที่ปฏิเสธยากยิ่ง ถ้าไม่รับก็อย่าหวังว่าใครจะมารับจ้าง อย่างน้อยๆ มื้อเที่ยงต้องได้เนื้อวัวสักกิโลฯ กิโลฯ ละ 300 เป็นอันตกลงปลงใจ แม้แต่ญาติสนิทตัวเองแท้ๆ ยังต้องจ่าย การลงแขกเป็นอันสูญพันธุ์ ฝันไปเถิด ไม่มีเงินอะไรจะสำเร็จ เมื่อไหร่จะหายหิว กว่าจะได้หญ้าเป็นกระสอบให้ไอ้ทุยเฒ่า หมดน้ำมันเป็นลิตรๆ เออ พ่อใหญ่ทึมตรองๆ ดูแล้ว น้ำมันที่ซื้อมามันช่างวิเศษเสียจริงๆ ใครหนอเป็นคนคิดขึ้นมา ไอ้ฝรั่งมังค่ามันทำยังไงรถถึงวิ่งได้ ใบตัดหญ้าถึงหมุนได้ ปูนคอนกรีต ยางมะตอย
พวกมันเอามาจากไหน
บ้านที่พ่อใหญ่ทึมเห็นในบั้นปลายชีวิตแต่ละหลังหมดเงินเป็น 100,000 เป็น 1,000,000 เพราะอุปกรณ์ก่อสร้างไปซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า วันนั้นลูกชวนไปเลือกกระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น ลูกบอกว่าเดี๋ยวไม่ถูกใจ จะสร้างบ้านหลังใหม่ให้อยู่นะ พ่อใหญ่ทึมขัดๆ เขินๆ ห้างสรรพสินค้ามันเป็นยังไง อายุเท่าปูนนี้ยังไม่เคยเห็น ได้เห็นแล้วช่างใหญ่โตมโหฬารเหลือหลาย ยังกับภูเขาเลากายังไงยังงั้น เคยเห็นแต่ร้านเจ๊กร้านจีนในตัวอำเภอหรือจังหวัด แล้วนี่ห้างสรรพสินค้าขายวัสดุก่อสร้าง มันเอามาจากไหน สะดวกสบายอะไรเช่นนี้ จะทุกข์ใจก็ตอนไม่มีเงินละคราวนี้ โชคดีที่ลูกหลานหาเงินหาทองได้มาเยอะก็เลยไม่มีอุปสรรค สนองตอบความต้องการของตัวเอง จะเลือกชิ้นไหน ลายไหน ไม่มีปัญหาสำหรับลูกหลานพ่อใหญ่ทึม
ความกังวลบังเกิดขึ้นในใจพ่อใหญ่อีกอย่าง คือเสียดายเงินแท้หนอ เก็บไว้ทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ อีแค่ที่หลบแดดหลบฝน ไยต้องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำขนาดนี้ แกไม่เข้าใจว่า ธนาคารก็มี เอาเงินไปฝากกินดอกไม่ดีกว่าหรือ
คิดแล้วพ่อใหญ่ทึมกลุ้ม มันก็ดีอยู่ดอก ปราสาทราชวังอะไรนั่นนะ เปรียบกับบ้านกระท่อมหลังเก่าของแกเหมือนนรกกับสวรรค์ ไม่ต้องรอสวรรค์ที่ไหนหรอก นี่แหละสวรรค์บนดิน ลูกหลานบอก แกก็เห็นด้วยอย่างนั้น ยังดีนะที่ไม่ตายเสียก่อน
พ่อใหญ่อิ่มอกอิ่มใจในบุญวาสนาของตน นั่งกินนอนกินกับบ้าน มันทำให้เบื่อหน่าย แกก็เลยขอเงินลูกๆ ไปซื้อรถเครื่องสามล้อมารับจ้างรับส่งผู้โดยสาร จะได้ไม่เหงาเกินไป แกว่าอย่างนั้น เอาแต่นั่งๆ นอนๆ มันอึดอัด อุดอู้น่าดู อายุปูนนี้แล้ว แต่แกไม่อยากอยู่เฉยๆ หน้าทำนาแกก็ไปทำนา หน้าแล้งแกก็ไปเกี่ยวหญ้า เก็บฟืน ตัดไม้ตามดงตามป่าที่มีเพียงหร็อมแหร็มมาเผาถ่าน เตาเผาถ่านนั่นนะไม่ใช่เตาดิน ขอกะตังค์ลูก 500 บาทไปซื้อเตาถังน้ำมันโมดิฟายกลายเป็นเตาเผาถ่านสำเร็จรูปได้เฉยเฉิบ สบายไปอีกเปลาะ
ถึงกระนั้น ลูกๆ ก็เอ็ดแกอีกเช่นกัน ไอ้เตาแก๊สที่เติมเต็มถังคราวละ 400 น่ะทำไมไม่รู้จักใช้ แกก็แก้ตัวไปตามน้ำขุ่นๆ ว่า ถ่านที่พวกแกบอกว่ามันเป็นพลังงานน่ะ ประหยัดกันกว่าเยอะแยะ เก็บเงิน 400 บาทเอาไว้ซื้อน้ำมันไปไถนาไม่ดีกว่าหรือ ยุคนี้มันเงินปกครองแผ่นดินก็จริง แต่เราต้องควบคุมให้เป็นไม่ใช่หรือ
บางครั้งแกก็ไปเข้าวินสามล้อในตัวอำเภอหรือจังหวัด ไม่ก็ไปจอดรอผู้โดยสารที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เก็บเที่ยวละ 50 เที่ยวละ 100 ก็ว่าไป รายได้ดีเยอะแยะ ลงแรงทำมาหากินสบายๆ กว่าอีกหลายอย่าง นึกถึงเมื่อครั้งตัวเองยังหนุ่มยังแน่น ให้นึกเสียดายที่เกิดเร็วเกินไป ขับวินสามล้อเครื่องสบายกว่าการทำนาตั้งเยอะตั้งแยะ เมื่อก่อนทำไมไม่มีอย่างนี้ สบายไปหลายอย่าง ถนนหนทางเหมือนกัน มันช่างสะดวกสบายเสียอย่างนี้
แต่ก็น่ากลัวนะพ่อใหญ่ทึมว่า นี่หรือที่ลูกหลานบอกว่ามันคือนวัตกรรม จำได้ แต่ไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไรนวัตกรรมน่ะ คงไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ดีหรอกกระมัง พ่อใหญ่ทึมคิด สำหรับตัวเองแล้วไม่น่าห่วง อายุก็ปูนนี้แล้ว ห่วงแต่ลูกหลานมัน ไม่ใช่จะไม่มีกิน แต่ชีวิตพวกมันสิยังกะไต่บนเส้นลวด น่ากลัวเหลือเกิน
ไอ้หลานชายตัวน้อยๆ น่ะคงไม่ได้เห็นมันเติบใหญ่หรอก อายุปูนนี้แล้ว ใช่สิ หลวงพ่อที่วัดบอก โยมทึมเอ๋ย โยมทึมต้องทำใจนะ สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่รู้เราจะจากโลกนี้ไปเวลาไหนใครจะบอกถูก จริงอย่างหลวงพ่อท่านว่านั่นแหละ เวลาขับรถไถนาทีไรมันปวดกระดูกกระเดี้ยวไปเสียหมด ตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่น พลังงานร่างกายเหลือหลายยังกะวัวถึกควายทุย ไถนาตั้งแต่เช้ายันเย็นไม่เห็นเป็นไร พ่อใหญ่ทึมเคยคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพทำนา เมื่อครั้งขับรถไถนาครั้งแรกว่า มันเมื่อยมันขบยิ่งกว่าไอ้ควายทุยมันลากคันไถเสียอีก ขับไปๆ รถมันสั่นยังกะแผ่นดินสะเทือนจนแขนนี่เหน็บชาไปหมด
มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน แกขาดความมั่นใจ ถึงแม้จะรวดเร็วทันใจ แต่แกก็ไม่กล้าขับบนทางหลวงที่ปากทางเข้าหมู่บ้านหรอก ขับไปครั้งแรกมันเสียวสันหลังวาบๆ แทบเข็ดหลาบไปเลย อย่างว่านั่นแหละ อายุปูนนี้แล้ว คนแก่ขับรถไม่เหมือนคนหนุ่มขับรถหรอก แต่ก็อย่างที่เห็นๆ พ่อใหญ่เห็นคนหนุ่มขับรถแล้ว อาการน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะพวกวัยเด็กวัยรุ่นทั้งหลาย
ดูไอ้หลานชายที่เผาไปแล้วเร็วๆ นี้ น่าสงสารเสียจริงๆ ทำไมต้องตายเร็วขนาดนี้ บ้านที่พ่อแม่มันสร้างเสร็จใหม่ๆ ราคาแพงๆ อยู่ได้ไม่นานมันก็มาด่วนตายเสียก่อน บุญวาสนาช่างน้อยเสียเหลือเกินไอ้หลานชายเอ๋ย รถที่ขับไปตายก็เสียหายถึงขนาดช่างต้องบอกว่าอย่าซ่อมเลยพ่อแม่เอ้ย เอาเงินซ่อมไปดาวน์รถคันใหม่ดีกว่า คุ้มค่ากว่ากันเยอะแยะ
ร้านขายมอเตอร์ไซค์ไม่ไกลหรอก อยู่ในตัวอำเภอใกล้ๆ น่ะ ใกล้ไหนก็ไปนั่น มันขายกันเหมือนเห็ดงอกในฤดูฝน ซ้ำดาวน์ก็ไม่แพง ดาวน์ 0% ก็มี ยอมเสียดอกแพงๆ ไม่เป็นไร ยังดีกว่าไม่มีรถขับรถขี่ เวลาจะไปซื้อน้ำมันซื้อปุ๋ยมาหว่านข้าวมันลำบาก ถ้าไม่มีรถส่วนตัวน่ะ ขับไปขับมาถ้าไม่มีปัญญาผ่อนก็ปล่อยให้เขายึดไป ถ้าไม่อยากให้ยึดให้ขายวัวขายควายมาใช้เอา ต้องลงทุนลงแรงตัดหญ้ามาให้มันเคี้ยวเอื้องทุกเช้าทุกเย็นไม่ใช่รึ เดี๋ยวจะไม่มีกำไร ตลาดนัดวัวควายเขาเปิดทุกวันเสาร์ที่บายพาสเลยตัวอำเภอไปหน่อย ถ้าไม่อยากจูงไปก็เหมารถปิกอัพที่ฝรั่งเขาใช้ไปปิกนิกต้อนวัวต้อนควายขนไปเอา
แต่ระวังนะ ไอ้พวกค้าวัวค้าควายมันหัวหมอ เดี๋ยวเจอแก๊งตบทรัพย์ ขายตัวเก่าแล้วซื้อตัวใหม่มาเลี้ยง เลี้ยงไม่ทันไรก็นอนตายในคอก ตัวละเป็นหมื่นๆ ขาดทุนแย่ สำหรับพ่อใหญ่ทึมแกรู้ดี แกบอกว่า กูรู้จักมันดีไอ้เหลี่ยมคมของมนุษย์มนาน่ะ
บ้านที่ลูกแกสร้างให้อยู่เหมือนกัน ท่อน้ำก็ตัน ซ้ำยังกระเบื้องรั่ว ฝ้าเพดานก็ซึม กระเบื้องแตกปูพื้นก็พองยังกะผิวโดนน้ำร้อนลวก ซ่อมแล้วซ่อมอีกแก้ไม่หาย มันน่าหน่ายเสียจริงๆ ไอ้พวกช่างก่อสร้างย้อมแมวที่ไม่ได้มาตรฐานน่ะ เออนะ มาตรฐานมันอาจจะมี แต่มันมักง่ายโก่งค่าแรงเสียมากกว่า คิดไปคิดมามันน่าโมโหเสียจริงๆ กินค่าแรงเป็นแสนๆ แต่ทำงานยังกะเงินหมื่นๆ คิดดูอีกที แม้แต่เงินหมื่นก็ยังไม่คุ้ม
สุดท้ายพ่อใหญ่ต้องอ้อนวอนลูกๆ หลานๆ ว่า พอเสียทีเถอะ กูเสียดายเงินทอง ยังกะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ พอมีที่หลบแดดหลบฝนก็พอแล้วมั้ง
ถึงกระนั้นพวกมันก็ไม่ฟังไม่เชื่อแก จะทำเสียให้ได้ ไม่รู้จะอวดร่ำอวดรวยอะไรกันนักหนา
เฮ้อ พ่อใหญ่ทึมเสียดายเงินแสนเงินล้านที่สูญไปเสียจริงๆ พิโธ่พิถังหลังคามุงหญ้าคาที่แกเห็นมาแต่เกิดก็ยังดีกว่า อนิจจาแท้ๆ ชาติก่อนก็จน ชาตินี้ก็จน จนมาแต่ปางก่อนชีวิตกูน่ะ พ่อใหญ่ทึมบอกลูกๆ ความร่ำความรวยมันซื้อลมหายใจคนเราบ่ได้ดอกหลานชายเอ๋ย ถึงคราวจะตายก็ตาย เอาช้างฉุดไว้ก็ไม่อยู่ เชื่อกู กูบอกแล้วไง ให้ก่อกองบุญไว้มากๆ ใส่บาตรตอนเช้าไปจังหันไปเพลก็ยังดีกว่าตื่นแต่ตีสี่ตีห้ามาอุ่นเครื่องรถหึ่งๆ ห่างๆ มันน่ารำคาญ สตาร์ตรถแต่ละทีสะเทือนเลื่อนลั่นยังกะคนทรงเจ้าเข้าสั่น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว จะห้านาทีหรือสิบนาทีพ่อใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย ไอ้ขายข้าวในยุ้งในฉางมาซื้อน้ำมันรถไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทำตัวเป็นมหาเศรษฐีเงินทองล้นเหลือ คิดแล้วพ่อใหญ่ทึมกุมขมับ รถรามาติดพิษควันเสียง ขนาดอยู่ต่างจังหวัดอีสานร้อนแล้งนะนี่ ถ้าไปอยู่กรุงเทพมหานาคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ มันจะขนาดไหน มันคงวุ่นวายน่าดู ตกนรกทั้งเป็นเลยกระมัง มันน่าขยาดหวาดเสียวเสียเหลือเกิน กูขอตายที่บ้านนากลางทุ่งเสียดีกว่า
ไอ้ความตายเพราะเครื่องจักรเครื่องยนต์ สาธุ อย่าได้เกิดกับกูเลย โดนฟ้าผ่าตายที่กลางทุ่งเสียยังดีกว่า นึกถึงบทเทศนาของหลวงพ่อที่วัดป่าและวัดบ้าน มันเหมือนกันตรงที่สังขารมันเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก พ่อใหญ่ทึมเชื่อพระ เกิดมาเป็นคนต่ำร้อยบรรลัยด้วยกันทุกคนทั้งนั้น อยู่ที่ใครจะไปเร็วหรือไปช้าก็เท่านั้น เงินทองมันยื้อชีวิตได้ แต่มันต่อลมหายใจไม่ได้ หลวงพ่อท่านบอกว่าอนิจจัง วัฏสังขาราฯ คนเราทุกวันนี้ เออ ไม่ใช่สิ ต้องเรียกมนุษย์มนา อายุเฉลี่ยสั้นลงทุกวันๆ แต่ก็อย่างว่า ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษปู่ย่าตาทวดมาแล้ว ไม่มีใครอายุยืนพันปีหมื่นปีหรอก
ดูแต่หมาหรือที่เรียกกันว่าสุนัข (สุนัข แปลว่าผู้มีเล็บงาม) สิ อายุอานามอย่างเก่งแค่สิบกว่าปี เกินกว่านี้ต้องเล่นขี้เล่นเยี่ยวเหมือนมนุษย์แก่มนุษย์ชราแล้ว
คิดได้อย่างนี้แล้วพ่อใหญ่ทึมปลงตก ตายไปแล้ว จะมีหมื่นล้านแสนล้านมันก็เอาไปไม่ได้ หายสาบสูญไปเลย ที่หลบแดดหลบฝนสูญเงินเป็นแสนๆ ล้านๆ ถ้าไม่มีใครอยู่ใครเฝ้า มันก็เหมือนห้างนาร้างที่กลางทุ่ง ไม่มีประโยชน์อันใด ไฉไลก็สูญเปล่า ขออนิจจาแท้หนออีกครั้งหนึ่ง มันเป็นวัตถุ เป็นของนอกกาย
หลวงพ่อบอกว่า โยมเอ๋ย เอาเงินซื้อชักโครกมาใส่ซองเป็นปัจจัยไทยทานไม่ดีกว่าหรือ แม้ไม่ถวายเสียทั้งหมด จะน้อยจะมากมันก็เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลเหมือนกัน ไม่เกี่ยวกันหรอก แม้แต่แบงก์ร้อยแดงๆ แบงก์เดียว แค่นั้นก็ถือว่าทำบุญเหมือนกัน อย่าคิดมากสิทำบุญน่ะ อย่านินทาพระ อย่ากล่าวหาพระพุทธรูปเป็นพระอิฐพระปูน
ความจริงการทำบุญคือการแจก แต่ไม่ใช่การแลกกับสิ่งไหน ทำบุญคือการให้ของจิตใจ แต่ไม่ใช่ไฉไลเหมือนซื้อรถคันโก้คันงาม มันก็เท่านั้น
อย่างน้อยๆ เวลาหลวงพ่อออกจากวัดมาบิณฑบาตตอนเช้า เราหิ้วกระติบข้าวเหนียวมาใส่บาตรให้ท่านบาตรละปั้นละก้อนก็ยังดีกว่าตื่นขึ้นมาตีสี่ตีห้านั่งชงกาแฟกินกับปาท่องโก๋ ดีกว่าตื่นขึ้นมาเปิดมิเตอร์น้ำประปาภูมิภาคอัดฉีดล้างรถอักโข
การมีรถมีราใช่ว่าจะสบายไปเสียหมดนะ น้ำมันแพงเอาแน่เอานอนไม่ได้ไม่พอ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟือง น้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ น้ำมันเพาเวอร์ น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำกลั่น น้ำยาล้างรถ น้ำยาขัดเงา ยางรถแต่ละเส้น ปัดน้ำฝนแต่ละอัน เปลี่ยนฟิล์มแต่ละที สิ่งเหล่านี้สูญเงินสูญทองทั้งนั้น
มันไม่แน่ไม่นอนดอก หลวงพ่อว่า เห็นไหม ญาติโยมบางคนเขาระลึกบุญระลึกชาติ เบื่อหน่ายวัตถุ ขับรถคันโก้คันงามมาจอดมาถวายวัด ยังกะรถเป็นข้าวเหนียวมาใส่บาตรตอนเช้า ตอนเพล รถแต่ละคันมันราคาถูกเสียเมื่อไหร่ ไม่เห็นโยมคนนั้นเสียดงเสียดายอะไรเลย เออ โยมคนนั้นคงได้บุญกุศลล้นเหลือยังกะเกี่ยวข้าวประจำปีแล้วได้ข้าวเปลือกล้นยุ้งล้นฉาง นั่นแหละคือทองคำของโยมอันแท้จริง เชื่อหลวงพ่อเถิด รถราที่มีไว้ในวัดจำเป็นเหมือนกัน
เออลืมไป หลวงพ่ออยากบอกว่า ธนบัตรสีเขียว สีแดง สีม่วง สีน้ำตาลที่มัคนายกมัคนายิกาเอามาถวายเป็นปัจจัยใส่ซองสีขาวๆ ใสสะอาดนั่นน่ะ หลวงพ่อไม่ได้เอาไปทำมิดีมิร้ายอันใดดอก หลักๆ เอาไว้เป็นค่าจ้างคนขับรถพาหลวงพ่อไปปริยัติธรรมที่นั่นที่นี่ ไม่ต้องย่ำจาริกตามข้างทางราดยางมะตอยให้เมื่อยแข้งเมื่อยขา เงินที่เหลือสิบบาทยี่สิบบาทก็ไม่สูญหายไปไหน
อย่างร้ายๆ หลวงพ่อเก็บไว้ใช้เด็กวัดไปซื้อเอ็มร้อยกระทิงแดงที่ร้านขายของชำหน้าปากซอยปากทางเข้าวัด ขอให้มัคนายกมัคนายิกาสบายใจได้ ไม่รู้หรือว่าหลวงพ่อรักษาศีลถึง 227 ข้อ หลวงพ่อถึงไม่อาบัติ (เมถุนสังโยค) แล้วพระที่ไหนจะทำการมิดีมิร้ายได้ลงคอ ญาติโยมไม่รู้หรือ การบวชการอยู่ในศีลกินในธรรมมันไม่ใช่ของง่าย อย่างขี้ๆ หลวงพ่อต้องนั่งทำวัตรจนปวดแข้งปวดขาอยู่ทุกวันมิได้ขาด ต้องกวาดตาดทุกวันไม่ให้ใบไม้ใบหญ้าเกลื่อนกลาดลานวัด ลานกุฎี ให้เป็นที่รกหูรกตาแขกเหรื่อญาติโยม ขี้หมาขี้แมว ห้องน้งห้องน้ำก็ต้องจัดเก็บทุกวัน ถือเสียว่าเป็นวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์องค์เจ้าไปในตัว
มิหนำซ้ำรถที่ญาติโยมเอามาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจำเป็นต้องควักซองขาวในย่ามเปิดเอาแบงก์ร้อยแบงก์พันจ้างคนทำเทิบทำเพิง (บ้านของรถ) เป็นสถานที่หลบแดดหลบฝนให้รถ ก็เหมือนที่บ้านของโยมนั่นแหละ ซื้อรถมาหลายแสนไม่พอ ต้องซื้อเสาซื้อกระเบื้องลอนมามุงหลังคาให้มัน ยังกะคอกหมู คอกหมา คอกวัว คอกควายยังไงยังงั้น เปลืองกะตังค์น่าเสียดาย แต่หลายๆ คนเขาไม่เสียดายหรอก คนส่วนใหญ่นั่นแหละ ถ้าบ้านหลังไหนมีโรงรถละเธอเอ๋ย ใครเดินผ่านมาแถวนั้นเห็นเข้า เหมาไปว่าเป็นบ้านมหาเศรษฐี นี่คือความจริง ใครๆ เขาก็มองออก เจ้าของบ้านหลังไหนมีเงินเหลือกินเหลือใช้ก็เอาเงินทองไปถวายวัดสร้างศาลา สร้างโรงทาน สร้างกุฎี (บ้านหรือสถานที่ของพระ) แต่บ้านของตัวเอง ทั้งหลังคาทั้งโรงเก็บรถ ถึงฤดูฝนคราวใด หลังคารั่วโจ๊กๆ
บ้านก็คือบ้าน ในที่สุดพ่อใหญ่ก็คิดเช่นนี้ มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร ลูกๆ หลานๆ มันไม่ยอมเชื่อ เชื่อว่าบ้านที่หลับที่นอน ที่หลบแดด หลบฝน ที่นั่งอยู่ที่นั่งกิน ไม่ใช่ปราสาทราชวังของเทวดา นี่บ้านคนบนโลกนะ ไม่ใช่สรวงสวรรค์วิมานฟ้าที่ไหน เออ พ่อใหญ่ทึมถอนอกถอนใจ ก็ช่าง อีกไม่กี่ปีกูจะลาโลกไปแล้ว แต่แกก็คิดว่าแกเกิดมามีบุญที่ได้เห็นปราสาทราชวังกลางทุ่ง เห็นไหมล่ะเกือบกูตายก่อน ไม่ได้เห็นน้อ เกิดมาจวนจะเข้าโลงอยู่แล้วถึงได้พบได้พ่อ ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่หนอ หรือว่าสวรรค์คือที่นี่ บ้านหลังนี้ อย่างไรเสีย มันจะเป็นบ้านตายของแก 100% เกิดมาจากหมอตำแยแต่ตายคาท่อออกซิเจนในโรงพยาบาล
พ่อใหญ่คิดถึงขนาดนั้น ใจมันหวั่นวิตกไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ไอ้ควายเฒ่าของแกก็หวั่นว่ามันจะโดนยาฆ่าหญ้าเข้าสักวัน
ลูกๆ บอกว่าจะพาไปหาจิตแพทย์ แกก็ยอมเชื่อ คุยกับหมอแล้ว หมอบอกว่าพ่อใหญ่ทึมมีอาการโรคซึมเศร้าพอประมาณ ขอให้ระวังไว้ด้วย
แกไม่เข้าใจหรอก โรคซึมเศร้ามีกับเขาด้วยหรือ ไม่อยากเชื่อ อะไรคือโรคซึมเศร้า หมอยังบอกอีกว่าถึงขั้นฆ่าตัวตายเชียวนะ ญาติๆ ทุกวันนี้คนเป็นโรคซึมเศร้ามีเยอะมาก กลายเป็นโรคธรรมดาไปเสียแล้ว
พ่อใหญ่ทึมนั่งเกาหัวแกรกๆ กูละงง เป็นถึงขั้นนี้เชียวหรือ แต่ก็ดี เวลาทานยามันปลอดโปร่งโล่งใจสบายดีสบายกายเหลือหลายอักโข ไอ้พวกยาหม้อดินสมุนไพรทั้งหลายแหล่มันสู้บ่ได้ดอก เพราะกินยาทีไรพ่อใหญ่ยิ้มออกทุกที ดีอะไรอย่างนี้
ว่างจากขับวินสามล้อเครื่อง ว่างจากตัดหญ้าให้ควาย พ่อใหญ่ทึมก็หันมานอนเอกเขนกดูโทรทัศน์ฟังวิทยุที่เพิ่งเกิดมาก็มีกับเขาด้วยเหมือนกัน มันมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตเสียจริงๆ แกขมุบขมิบอยู่ในใจ ชาติก่อนแกคงทำบุญไว้เยอะ ตกมาปลายชาตินี้ถึงได้สบายอย่างนี้
ตกมาสมัยนี้ลูกมันบอกว่าเขาเรียกว่าโลกาภิวัตน์ ไอ้คำว่าโลกแกก็ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก แล้วคำว่าภิคำว่าวัตน์มันคืออะไร มิหนำซ้ำลูกหลานมันบอกว่าโลกาภิวัตน์มันเชยไปเสียแล้ว มันยุคไหนละ มันยุคโพสต์โมเดิร์นมิใช่รึ แม้แต่ภาษาไทยก็ยังใช้ไม่คล่องหรือแทบไม่รู้เลย
แล้วนี่ภาษาปะกิตที่แกเห็นอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองพ่อใหญ่ทึมจะไปรู้อะไร
อาการตะครั่นตะครอตามร่างกายเกิดขึ้นกับร่างกายของพ่อใหญ่ทึมตั้งแต่งานฌาปนกิจศพไอ้หลานชายเสร็จสิ้นลงแล้ว แกนอนพักอยู่สักสองชั่วโมงอาการก็ไม่ดีขึ้น ซ้ำเกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอีก จะว่าเป็นไข้หวัดก็ไม่จามฟุดฟิดเหมือนทุกครั้ง ปวดระบมตามร่างกายคล้ายถูกท่อนเหล็กทุบเอายังไงยังงั้น ลูกหลานพยุงพ่อใหญ่ทึมขึ้นรถเก๋งคันงามไปหาหมอที่คลินิกทันทีที่รับรู้ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ สำหรับพ่อใหญ่ทึมที่จะปฏิเสธ ถ้าเป็นเมื่อก่อนแกต้มยาหม้อดินกินก็สิ้นเรื่อง จะให้ตายก่อนหรือยังไง ลูกหลานมันบอก
ทันทีที่พบหน้าหมอตามคิว หมอไม่ว่าอะไรให้มากความ ถามอยู่สองสามคำแล้วจดสั่งชื่อยาจัดให้พ่อใหญ่ทึมมากินห่อใหญ่ หมดเงินไปอยู่หลายร้อย ทานยาเข้าไปครั้งแรกก็ไม่ได้ผล ซ้ำทรุดหนักต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ทานยาเข้าไปอีก อาการก็ดีขึ้นบ้างแต่ก็ยังเดินเหินไม่สะดวก กระดูกกระเดี้ยวมันระบมไปเสียหมดอีกตามเคย
ห้องที่พ่อใหญ่ทึมนอนพักผ่อนอยู่นั้นถึงขั้นต้องดับแอร์ (เครื่องทำความเย็น) ตกเข้าวันที่สอง อาการค่อยดีขึ้นแต่รู้สึกมึนหัวตึบๆ ตกเข้าวันที่สาม เกิดอาการปวดตามน่องขา ตกเข้าวันที่สี่ พ่อใหญ่รู้สึกว่าตัวเองซูบผอมลงไปมาก เพราะต้องรับประทานข้าวต้มหมูบดมาหลายวันแล้ว
ตกเข้าวันที่ห้าที่หก แกนอนคิดถึงไอ้ควายเฒ่า คิดถึงเครื่องตัดหญ้า คิดถึงรถเครื่องสามล้อที่เคยขับไปเข้าวิน ไปนั่นไปนี่อยู่เป็นประจำ คล้ายขาดอะไรไปบางอย่างสำหรับกิจวัตรประจำวันร่างกายของแก
สามวันต่อมา อาการก็พอทุเลา ทั้งๆ ที่ยาหมอจัดให้ยังรับประทานไม่หมด ลูกๆ วางมาตรการเด็ดขาดไม่ต้องการไม่ให้พ่อได้พักผ่อนร่างกาย ห้ามไปไหนมาไหนเด็ดขาด นอนรีแล็กซ์ดูโทรทัศน์อยู่นี่แหละ หาย 100% อยากจะทำอะไรต้องได้ทำแน่ๆ สำหรับหญ้าของไอ้ควายเฒ่า เดี๋ยวจะจัดจ้างไอ้เด็กทโมนแถวบ้านตัดหญ้าให้เอง ส่วนรถเครื่องสามล้อไม่ตายง่ายๆ หรอก มันทำด้วยเหล็ก ลูกหลานบอกพ่อใหญ่ทึมสบายใจได้เลย ส่วนไอ้ควายเฒ่าจะเป็นยังไงก็ช่างมัน หมดยุคสมัยเลี้ยงควายกันแล้วนี่
พ่อใหญ่ทึมได้ยินแทบลมจับ ไอ้ทุยคู่ทุกข์คู่ยากกูเอ๋ย ชะตากรรมของมึงแท้ๆ หนอ พ่อใหญ่ทึมเพ้อรำพึง
หลายวันต่อมา พ่อใหญ่ทึมก็สะดุ้งตื่นอย่างขะมักเขม้นเหมือนคนละเมอ ลูกๆ หลานก็ยิ้มแฉ่งเมื่อเห็นพ่อใหญ่หายดีแล้ว
แกเดินโผเผไปสตาร์ตรถสามล้อเครื่องด้วยความห่วงใย พร้อมกับคว้าเอาเครื่องตัดหญ้า หวังจะไปตัดหญ้าให้ไอ้ทุยเฒ่าคู่ทุกข์คู่ยากของแกด้วยความหวั่นวิตกกังวล สงสารเหลือเกินปานว่าลูกในไส้
พ่อใหญ่ทึมตะบึงรถเครื่องสามล้อพ้นปากทางเข้าหมู่บ้านไม่ทันไร คนแถวนั้นก็ได้ยินเสียงดังโครมสนั่น พากันวิ่งไปดูด้วยความตกอกตกใจ คว้ามือถือโทร.หาหน่วยศูนย์กู้ชีพของสภา อบต.ด้วยความเร่งด่วน
แต่ก็สายไปเสียแล้ว เมื่อยังไม่ถึงโรงพยาบาล พ่อใหญ่ทึมต้องมาสิ้นลมเสียก่อน
