Wolf Loving Princess นิทรรศการที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต ภาษา ตำนาน และความฝัน โดยมีโลกของสัตว์เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ จากศิลปินมองโกเลีย (2)
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
จิรัสย์ รัฐวงศ์จิรกุล ผู้อำนวยการ Gallery VER เล่าต่อถึงนิทรรศการ Wolf Loving Princess ของศิลปินชาวมองโกเลีย ทูกูลเดอ ยอนดอนจัมส์ ให้ฟังว่า
“บนผนังต่อมา จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายที่มีรอยสักจระเข้ ส่วนอีกผนังหนึ่งก็จะพูดเกี่ยวกับเรื่องของ Wolf Loving Princess และเรื่องราวในภาพยนตร์ที่เขาเจอ ส่วนผนังสุดท้ายทางขวา ซึ่งเป็นผนังที่ยาวที่สุดในห้องนิทรรศการ มีการปรับเปลี่ยนหลังจากศิลปินคุยกับภัณฑารักษ์ โดยเป็นผนังที่ศิลปินพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับลูกชายของศิลปิน ที่ชอบสแกนสิ่งต่างๆ ทั้งข้าวของเครื่องใช้และของเล่น และพิมพ์ออกมาบนกระดาษ ซึ่งอยู่บนผนังนี้ด้วย บนผนังยังพูดถึงความสัมพันธ์ต่างๆ เกี่ยวกับศิลปินและลูกชาย”
“ทุกเรื่องราวบนผนังจะถูกเขียนออกมาเป็นสี่ภาษา คือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาแรกเริ่ม และภาษามองโกเลียในยุคปัจจุบัน และภาษามองโกเลียโบราณซึ่งคนมองโกเลียไม่ได้ใช้อีกแล้ว และภาษาสุดท้ายเป็นภาษาของเลขฐานสอง ไบนารีโค้ด หรือภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบเลขฐานสองที่ใช้สัญลักษณ์ 0 และ 1 ภาษาต่างๆ เหล่านี้ ศิลปินเขียนลงไปเป็นตัวแทนของการที่สิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์บนโลกมนุษย์สามารถที่จะพูดคุยภาษาแปรเปลี่ยนเลื่อนไหลไปตามความเข้าใจของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้น นอกจากเรื่องวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ เขามีการพูดถึงภาษาอีกด้วย”



“ภาษาที่อยู่บนกำแพงแต่ละผนัง ก็เชื่อมโยงไปกับเรื่องราวของศิลปะจัดวางบนพื้นห้องแสดงงานหลัก ซึ่งเราจะเห็นว่าเป็นศิลปะจัดวางที่ดูเหมือนงู ซึ่งศิลปินไม่ได้ใช้คำว่า Snake แต่เขาใช้คำว่า Serpent เพราะตามความเชื่อของชาวมองโกเลีย เขาเชื่อว่า งูคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และในความเชื่อแบบไทยพุทธ งูที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คือนากา หรือพญานาค ซึ่งตัวงูที่กำลังเลื้อยอยู่บนทะเลทรายไปที่ผนังหนึ่ง เหมือนว่ากำลังจะไปที่ไหนสักที่”
“บนผิวหนังงูจะมีร่องรอยต่างๆ ที่ถูกแปลงค่ามาจากภาษาอื่นๆ ซึ่งก็คือเลขฐานสองที่เป็นแต่ละเรื่องราวบนผนัง งูบนพื้นมีสามตัว บนผนังมีหนึ่งตัว ก็คือสี่เรื่องราว ส่วนเลขฐานสองถูกแปลงรหัสเป็นสีดำแทนเลขหนึ่ง ตัวที่ไม่มีสีแทนเลขศูนย์ เหมือนรหัสมอร์ส ที่ใช้กันในช่วงสงคราม”
“ข้างใต้ของงูแต่ละตัวจะมีผืนผ้ารองรับอยู่ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับภรรยาของศิลปิน ถักทอออกมาให้เป็นรูปทรงคล้ายกับพื้นล้อรถ เวลาเรายืนมองจากทางเข้าไปที่งูทั้งสี่ตัว ในมุมมองหนึ่งเหมือนงูสี่ตัวกำลังเลื้อยไปในทางเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนรอยล้อรถที่กำลังขับเคลื่อนไปทางด้านหนึ่ง”
“รอยล้อรถก็เหมือนกับการเดินทาง การผจญภัย ซึ่งจะสะท้อนไปถึงผลงานวาดเส้นที่ศิลปินมีความฝันว่าเขาเคยขับรถพาเพื่อนเข้าไปในทะเลทรายโกบี”


ในห้องแสดงงานยังมีประติมากรรมขนาดเล็กเหมือนตุ๊กตา วางเอาไว้บนพื้นหน้าผนังแต่ละผนังอีกด้วย
“ประติมากรรมขนาดเล็กเหมือนตุ๊กตาที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของห้อง แต่ละตัวจะมีรูปทรงที่แตกต่างกัน ทั้งรูปทรงสัตว์ที่เป็นเหมือนของเล่น คล้ายไดโนเสาร์ บางรูปทรงคล้ายกับกระเป๋าเดินทาง ซึ่งเป็นกระเป๋าเดินทางแบบเดียวกับที่ศิลปินใช้ในการบรรจุสิ่งของเพื่อเดินทางไปแสดงตามสถานที่ต่างๆ เพราะกระเป๋าเดินทางเป็นตัวแทนของการเดินทาง ชาวมองโกเลียตั้งแต่อดีตก็เป็นชนเผ่าบนหลังม้า ชนเผ่าเร่ร่อน แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาสามารถก้าวขึ้นมามีอำนาจ และพิชิตโลกได้เกือบทั้งใบ”
“ในมุมหนึ่งของศิลปิน การเดินทางที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของชาวมองโกเลีย ก็เป็นเรื่องการเดินทางเพื่อแสวงหาสิ่งต่างๆ และศิลปินก็ใช้วิธีพกงานไปแสดงด้วยกระเป๋าเดินทางบ่อยๆ กระเป๋านี้จึงปรากฏขึ้นเป็นประติมากรรมดินเผาที่ศิลปินปั้นแล้ววางเอาไว้ รูปทรงของประติมากรรมดินเผาแต่ละตัวจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ของเล่นที่ลูกชายเขาชอบเล่น หรือแม้แต่เรื่องสัตว์ที่เขาไปพบเจอ”
“ทั้งหมดทั้งมวลเชื่อมโยงกับความเชื่อของชาวมองโกเลียที่ว่า ตุ๊กตาต่างๆ ที่วางไว้เปรียบเสมือนวิญญาณผู้พิทักษ์ที่คอยปกปักรักษาแต่ละเรื่องราวที่เขียนบนแต่ละผนัง”




นอกจากห้องแสดงงานหลักแล้ว นิทรรศการนี้ยังมีผลงานอีกชุดจัดแสดงอยู่ในห้องแสดงนิทรรศการเล็ก โดยจิรัสย์เล่าถึงผลงานชุดนี้ให้เราฟังว่า
“ในห้องแสดงนิทรรศการเล็ก จะมีผลงาน The Secret Mountain of Falcons ที่พูดถึงเหยี่ยว ซึ่งเคยจัดแสดงแล้วที่ Singapore Art Museum ในปี 2022 โดยการเอากระดาษที่เขียนงานวาดเส้นวางลงไปบนแท่นให้มีรูปทรงเหมือนกับนกที่กำลังบินอยู่ ผลงานชุดนี้ ศิลปินได้แนวคิดหรือแรงบันดาลใจมาจากเหยี่ยว ซึ่งเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวมองโกเลีย หรือประเทศมองโกเลีย ซึ่งนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีการใช้เหยี่ยวในหลายบทบาท เช่น ในสมัยสงครามยุคเจงกิส ข่าน เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายจะมีเหยี่ยวประจำตัวเกาะอยู่ที่ไหล่”
“ซึ่งเหยี่ยวทำหน้าที่สองอย่าง หนึ่ง คือเป็นตัวส่งสัญญาณ ข่าวสารต่างๆ ในระหว่างกองทัพด้วยกัน สอง คือเหยี่ยวถือเป็นสัตว์นักล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารของบรรดาสัตว์ปีกที่อยู่บนท้องฟ้า เหยี่ยวจึงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจการล่า”
“ชาวมองโกเลียในอดีตมักจะใช้เหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ รวมถึงเป็นตัวแทนของแม่ทัพนายกองต่างๆ ในปัจจุบัน พอไม่มีสงคราม เหยี่ยวยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมองโกเลีย นับตั้งแต่ยุคสมัยใหม่เป็นต้นมา เวลารัฐบาลสานสัมพันธไมตรีกับแต่ละประเทศ ก็จะยกเหยี่ยวให้เป็นของกำนัล เหมือนเป็นทูตสันถวไมตรี เรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน”
“เหยี่ยวเหล่านี้เริ่มสูญพันธุ์ ทำให้ในปัจจุบันรัฐบาลมองโกเลียออกกฎหมายว่า ห้ามยกเหยี่ยวให้กับบุคคลอื่นนอกประเทศ เพราะว่าเหยี่ยวในประเทศมองโกเลียมีสายพันธุ์หรือรูปลักษณ์ไม่เหมือนกับเหยี่ยวประเทศอื่น เขาจึงอนุรักษ์ไว้”
“สิ่งนี้ทำให้ศิลปินสนใจว่า ในทุกๆ ครั้งที่เขาเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะไปเรียน หรือไปยังประเทศต่างๆ เหยี่ยวซึ่งเป็นตัวแทนของชาวมองโกเลีย ในแง่หนึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทาง เป็นตัวแทนของการสร้างสัมพันธไมตรี ทำให้ศิลปินหยิบเรื่องราวของเหยี่ยวมาสร้างเป็นผลงาน”





“แท่นแต่ละแท่น เป็นตัวแทนของทิศแต่ละทิศ ตามความเชื่อของชาวมองโกเลีย ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของชาวจีนที่เชื่อในเรื่องของทิศต่างๆ ว่าแต่ละทิศจะส่งผลกับเมืองและพลังของมนุษย์ในการอยู่อาศัย ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกก็สะท้อนถึงฤดูกาลแต่ละฤดู ซึ่งมีสี่ฤดูเหมือนกัน ในแต่ละฤดู เหยี่ยวก็จะบินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด”
“เวลาเรามองลงไปบนงานวาดเส้นบนแท่นแต่ละแท่นที่ศิลปินวาด สิ่งที่เราเห็นคือภาพภูมิทัศน์ของประเทศมองโกเลียที่เหยี่ยวบินผ่าน ซึ่งภูมิทัศน์ที่อยู่บนแต่ละแท่นจะไม่เหมือนกัน แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นกับทิศต่างๆ ข้างใต้ของกระดาษจะมีภาพวาดลายเส้นในอีกมุมมองหนึ่ง คือมุมมองของภูมิทัศน์ที่ในสายตาของมนุษย์ที่มองจากเครื่องบินลงมา ผ่านสิ่งที่ศิลปินเห็น แล้วเก็บไว้ในความทรงจำ”
“ทั้งสองภูมิทัศน์ เป็นสิ่งที่เรามองจากมุมสูงลงมาที่พื้นโลกเหมือนกัน แต่เรามองด้วยสายตาคนละแบบ คือสายตาของมนุษย์กับสายตาของเหยี่ยว ภาพที่เกิดขึ้นเลยไม่เหมือนกัน”





“ในห้องแสดงงานด้านในสุดของห้องนิทรรศการเล็ก เป็นงานวิดีโอจัดวางความยาว 20 นาที ที่พูดถึงเหตุการณ์สองสถานที่ที่แตกต่างกัน หนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่ศิลปินกลับมายังประเทศมองโกเลีย อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่เมืองบรุกลิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงท้ายของวิดีโอศิลปินอ่านบทกวี ซึ่งผสมปนเปอยู่ในแต่ละผนังในห้องนิทรรศการหลัก แต่ศิลปินใช้วิธีเร่งความเร็วของวิดีโอส่วนนี้ จนทำให้การอ่านบทกวีของเขาได้ยินเหมือนเสียงนกเอี้ยง (หรือที่คนเรียกว่า Myna Bird Song) กำลังร้อง ทำให้ภัณฑารักษ์ตัดสินใจเอางานวิดีโอจัดวางชิ้นนี้จัดแสดงในห้องข้างในสุดของห้องนิทรรศการเล็ก เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ และบทสนทนากับงาน The Secret Mountain of Falcons นั่นเอง”
จิรัสย์ยังกล่าวเสริมถึงเหตุผลในการจัดแสงในห้องแสดงนิทรรศการหลักให้มืดสลัวเพิ่มเติมว่า
“การจัดแสงให้มืดสลัว เป็นความต้องการของภัณฑารักษ์ เพราะนอกจากจะต้องการให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในสถานที่ทางโบราณคดีแล้ว เวลาเข้าไปในห้องนิทรรศการ ผู้ชมจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ชัดเจน จึงต้องเข้าไปดูใกล้ๆ บวกกับการที่ศิลปินเลือกที่จะเขียนเรื่องราวต่างๆ ด้วยอักษรตัวเล็ก เพื่อต้องการให้ผู้ชมเข้าไปเพ่งดูใกล้ๆ นั่นเอง”



จิรัสย์ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่นิทรรศการนี้ต้องการสื่อสารกับผู้ชมว่า
“สิ่งหนึ่งที่ภัณฑารักษ์สนใจ คือเขาอยากที่จะนำเสนอเรื่องราวอีกแบบ ที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นชิน คือเป็นนิทรรศการในอีกรูปแบบที่เข้ามาเปิดโลกทัศน์ เปิดประสบการณ์ ให้ชาวไทยพบว่ายังคงมีนิทรรศการที่น่าสนใจในรูปแบบอื่นๆ อยู่ด้วย เราได้รับผลตอบรับจากผู้คนที่เข้ามาชมนิทรรศการก็คือ หลายคนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นิทรรศการนี้ค่อนข้างแตกต่าง และไม่เหมือนนิทรรศการอื่นที่เคยเห็น”



“แต่ภัณฑารักษ์กล่าวว่า จริงๆ แล้วนิทรรศการนี้ไม่ได้แปลก เพียงแต่พวกเราไม่ค่อยได้ออกไปชมนิทรรศการที่แตกต่างจากที่เคยชมมา ในทางกลับกัน ผลงานศิลปะของศิลปินไทย ถ้าได้ออกไปแสดงในต่างประเทศ ในมุมมองของชาวต่างชาติ เขาก็อาจจะคิดว่า งานของเราแปลกใหม่เหมือนกัน ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งที่ศิลปินพยายามพูดว่า ความต่างทางด้านมุมมองหรือทัศนคตินั้นไม่มีอะไรดีหรือแย่กว่ากัน เพียงแต่ว่าเราเคยเปิดรับ หรือเรายอมรับความแตกต่างเหล่านั้นหรือเปล่า”
นิทรรศการ Wolf Loving Princess โดย ทูกูลเดอ ยอนดอนจัมส์ และภัณฑารักษ์ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช จัดแสดงที่ Gallery VER ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ และสิ้นสุดลงเมื่อ 25 เมษายน 2569
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Gallery VER
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
