bg-single

วิถีประชาชน ในประวัติศาสตร์

10.05.2026

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ประชาชนในประวัติศาสตร์ มีวิถีปกติ ด้วยผ้าผืนเดียว (หรือเตี่ยวพันกาย) ผืนเล็ก แต่ยาว หรือผ้าแถบยาว แต่เล็ก และแคบ ใช้ห่มพันรอบเอวแล้วตวัดลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ข้างหลัง บางทีเรียกเตี่ยวหรือผ้าเตี่ยว และเคี้ยวหมาก ในชีวิตประจำวันจนฟันดำ พบหลักฐานในเอกสารจีน 2,000 ปีมาแล้วว่าพวกหมาน (หมายถึง คนป่าเถื่อน) มีเผ่าฟันดำ เพราะเคี้ยวหมากย้อมฟันจนดำทั้งปาก ตั้งแต่มณฑลยูนนานลงไปทางทิศใต้ (ถึงชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะ)

[ยูนนานดั้งเดิม (ก่อนถูกผนวกรวมเข้ากับจีน) ไม่เป็นฮั่น แต่เป็นฮวน หรือหมาน ซึ่งมีวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ที่พวกฮั่นดูถูกเหยียดหยามว่าป่าเถื่อน]

นั่งยองๆ ชันเข่า ด้วยการตั้งเข่าหรือชันเข่าทั้งสองข้างไม่ให้ก้นถึงพื้น หรือนั่งก้นติดพื้นโดยวิธียกเข่าทั้งสองข้างตั้งขึ้น

เรือน

ที่อยู่อาศัยเป็นหลังๆ สมัยก่อนเรียกเรือน (แต่ปัจจุบันมักเรียกบ้าน) ปลูกด้วยไม้ไผ่ซึ่งพบทั่วไป ส่วนเรือนของชนชั้นนำทำจากไม้เนื้อแข็งไม่พบทั่วไป (คำว่า “บ้าน” สมัยดั้งเดิม ตรงกับปัจจุบันเรียกหมู่บ้าน)

เรือนเสาสูง เป็นที่อยู่อาศัยทั้งบริเวณหุบเขาและทุ่งราบ ตั้งแต่ตอนใต้ของจีนจนถึงหมู่เกาะ (ปัจจุบันในไทยภาคกลางเรียกเรือนเสาสูงว่า “เรือนไทย” ส่วนภาคอื่นๆ เรียกชื่อต่างๆ ออกไป แต่ทั้งหมดสืบเนื่องจากเรือนเสาสูงหลายพันปีมาแล้ว)

เสาสูง หมายถึง เรือนมีต้นเสาและมีหลังคาตั้งบนต้นเสาแล้วยกพื้นสูงอยู่ใต้หลังคาคลุม ส่วนใต้พื้นเรือนถึงพื้นดิน เรียกใต้ถุน (ถุน เป็นคำดั้งเดิม แปลว่า ข้างใต้, ข้างล่าง)

หลังคาเรือน มีไม้ไขว้กันเป็นเทคโนโลยีค้ำยันด้วยไม้ไผ่สองลำ เพื่อป้องกันหลังคายุบลง ซึ่งคนบางกลุ่มเรียกไม้ไขว้กันอย่างนี้ว่า “กาแล” พบในทุกเผ่าพันธุ์ แต่บางกลุ่มใช้ส่วนไขว้กันเป็นที่แขวนหัวสัตว์เพื่อเซ่นผี เช่น หัวควาย เป็นต้น

ใต้ถุน หมายถึง บริเวณใต้พื้นเรือนถึงพื้นดิน เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนในชุมชนตลอดวันตั้งแต่เช้าถึงค่ำ (ก่อนขึ้นไปนอนบนเรือนเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย) ได้แก่ ช้าง, เสือ, หมี, หมู, หมา, ตะขาบ, แมงป่อง ฯลฯ

กิจกรรมประจำวัน เช่น หุงหาอาหาร, ตีหม้อ, ทอผ้า, เลี้ยงเด็กที่เป็นลูกหลานใน ชุมชน, คอกวัวคอกควายเลี้ยงสัตว์, ฯลฯ

ใต้ถุนไม่ได้มีไว้หนีน้ำท่วม (ตามที่บอกกันต่อๆ มาจนปัจจุบัน) เพราะเรือนของคนบนที่สูงในหุบเขาที่น้ำไม่เคยท่วมก็ล้วนใต้ถุนสูงเพื่อทำกิจกรรมชีวิตประจำวัน ส่วนบริเวณที่ราบลุ่มย่อมมีน้ำท่วมถึงใต้ถุน แล้วคนหนีน้ำท่วมขึ้นไปอยู่บนเรือนโดยไม่ได้มีเจตนาตั้งแต่แรกทำใต้ถุนสูงไว้หนีน้ำ

ประชาชนอยู่กระท่อมไม้ไผ่เสาสูง (ลายเส้นจากหนังสือ จดหมายเหตุลาลูแบร์)

บ้าน

เรือนหลายหลังอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันเรียกหมู่บ้าน [บ้านกับเรือนปัจจุบันใช้ปนกัน และบางทีใช้รวมกันว่า “บ้านเรือน” แล้วผูกคำใหม่ว่า “หมู่บ้าน” ให้ตรงกับ village หรือชุมชน (community)]

ลานกลางบ้าน เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน (แต่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้แก่ ศาลากลางจังหวัด, ศาลากลางบ้าน, ป่าแฮ่ว, ป่าช้า ฯลฯ) ดังนี้

(1.) ลานกลางบ้านเป็นชื่อเรียกสมัยเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว หมายถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน แต่สมัยหลังเปลี่ยนไปไม่อยู่ตรงกลางบ้านเสียทีเดียวก็ได้ เช่น บริเวณปัจจุบันเรียก ศาลตายาย, ศาลปู่ตา เป็นต้น (2.) ที่ฝังศพชนชั้นนำและโคตรตระกูลเดียวกัน ซึ่งได้รับยกย่องเป็น “ผีบรรพชน” (3.) ศูนย์รวมพิธีกรรมของชุมชน เพื่อขอความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในข้าวปลาอาหาร และขอความคุ้มครองให้พ้นจาก “ผีร้าย” โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง

หมู่บ้าน หรือชุมชน มีขึ้นเมื่อคนปลูกเรือนเป็นหลังๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ เรียก “บ้าน” เพื่อมีกิจกรรมร่วมกันในชีวิตประจำวันและตามวิถีชุมชน

ทำนาปลูกข้าว

ชีวิตประจำวันของประชาชนคือทำนาปลูกข้าวไว้หุงกินกับปลาเป็นอาหารหลัก เรียกข้าวปลาอาหาร

ข้าว เป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของคนอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว แต่ช่วงเวลาก่อนรู้จักกินข้าว คนทั้งหลายกินพืชและสัตว์ที่หาได้จากธรรมชาติ เช่น เผือก, มัน, กลอย และกุ้ง, หอย, ปู, ปลา ฯลฯ

ข้าวเหนียว หรือ ข้าวนึ่ง เป็นข้าวเมล็ดป้อม ตระกูลข้าวเก่าแก่ในไทยและสุวรรณภูมิ เป็นอาหารหลักของคนทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ (เมื่อรับศาสนาจากอินเดียสมัยหลังๆ ยังเป็นอาหารหลักของพระสงฆ์ในวัดด้วย)

แกลบข้าวเหนียวผสมดินเหนียวในแผ่นอิฐสร้างเจดีย์แบบทวารวดีทั่วลุ่มน้ำเจ้าพระยาและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

ภาคใต้ของไทยคนกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักเมื่อหลายพันปีมาแล้ว พบหลักฐานงานบุญเดือนสิบต้องทำข้าวต้มลูกโยนจากข้าวเหนียวเพื่อเลี้ยงผีบรรพชน (เรียก “ชิงเปรต”) นอกจากนั้นพิธีแต่งงานต้องหุงข้าวเหนียวเลี้ยงผีบรรพชนเรียก “พิธีกินเหนียว”

ข้าวเจ้า หรือ ข้าวจ้าว (จ้าว แปลว่า ร่วน, ซุย, ไม่เหนียว, หุง) เป็นข้าวเมล็ดเรียว พบพร้อมข้าวเมล็ดป้อมทั้งในไทยและอุษาคเนย์ แต่ต่างกันในการแพร่กระจายและความต่อเนื่อง

นาดำ หรือ นาทดน้ำ พบหลักฐานเป็นภาพเขียนสีที่ผาหมอนน้อย (อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี) มีรูปคนกับควายหรือวัว คล้ายกำลังเฮ็ดไฮ่เฮ็ดนาอยู่ท่ามกลางลายเส้นคล้ายจะเป็นต้นข้าว โดยมีรูปแวดล้อม หมายถึงพิธีนาตาแฮกยุคแรกเริ่มหลายพันปีมาแล้ว

นาตาแฮก เป็นประเพณีของประชาชน ที่บรรดาไพร่บ้านต้องทำเมื่อถึงฤดูทำนาเพื่อวิงวอนร้องขอแกมบงการธรรมชาติบันดาลความอุดมสมบูรณ์ ความเชื่อถือแบบดั้งเดิมเก่าแก่ ที่เชื่อว่าถ้าเราจำลองเลียนแบบธรรมชาติขึ้นแล้ว ก็จะบันดาลหรือบังคับให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริงดังใจปรารถนา ดังนั้น ชาวนาแต่ก่อนเมื่อจะลงมือดำนาจะต้องสร้างนาจำลองขนาดสักหนึ่งตารางเมตรขึ้นก่อน แล้วดำกล้าลงในนานั้นห้าหกกอ นาจำลองนั้นเรียกว่าตาแรก หรือ ตาแฮก (ตา= ตาราง; แรก คือ แรกเริ่มดำ) ถ้าบำรุงข้าวในนาตาแรกนั้นได้งาม ข้าวในนาทั้งหมดก็จะงามตามไปด้วย

ข้าวเปลือก หมายถึงเมล็ดข้าวที่หลุดจากรวง เป็นข้าวที่ยังมีเปลือกหุ้มเมล็ด เรียกข้าวเปลือก

ข้าวสาร หมายถึงข้าวเปลือกที่ถูกบดหรือตำให้เปลือกหลุดจากเมล็ด เรียกข้าวสาร แต่ยังหลุดไม่หมดทุกเมล็ด บางทีเรียกข้าวกล้อง แต่ข้าวเหล่านั้นยังดิบ เมื่อจะกินต้องเอาไปทำให้สุกด้วยไฟ เรียกหลาม, นึ่ง, หุง

ข้าวหลาม คือ ข้าวสารเหนียวทำให้สุกด้วยการหลามในกระบอกไม้ไผ่ (เรียกบั้งข้าวหลาม) เป็นข้าวเหนียวล้วนๆ ไม่ปรุงแต่งด้วยวัสดุอื่นใด (เช่น กะทิ) โดยตั้งกระบอกขึ้น แล้วก่อไฟเป็นแถวขนาบให้เผาล้อมรอบ แต่ต้องคอยหมุน หรือกลับกระบอกหลบไฟเผาไหม้ ขณะเดียวกันก็ให้โดนความร้อนรอบกระบอกจนสุก

[หลาม แปลว่า มากขึ้น, ขยายขึ้น, ล้นออกมา ซึ่งหมายถึงทำให้สุกภายในกระบอกไม้ไผ่ เช่น ข้าวหลาม, ปลาหลาม ฯลฯ]

หุงข้าว หรือ นึ่งข้าว ต้องมีภาชนะดินเผาเรียกหม้อดิน หรือหม้อดินเผาซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นจากภาชนะธรรมชาติ เช่น กะลา, กระบอกไม้ไผ่, เครื่องจักสาน (หุง, นึ่ง หมายถึง ข้าวสารเหนียวทำให้สุกด้วยการหุง หรือนึ่งในภาชนะ)

ในยุคแรกเริ่ม คนที่กินข้าวเหนียวด้วยวิธีหุงหรือนึ่ง จึงต้องเป็นคนชั้นสูงระดับหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีภาชนะดินเผา ส่วนคนทั่วไปกินข้าวหลามจากกระบอกไม้ไผ่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เปิดใจ ‘มัลลิกา’ จากนารีนอกสายตา ในสนามชิงผู้ว่าฯ กทม.
ฟ้าผ่ากลางมหาดไทย! ทลายแก๊งโกงสอบ ขรก. ซื้อขาย ‘เก้าอี้’ มโหฬาร 4 พัน ล.โยง ‘บิ๊ก’ สายแข็ง
เหยี่ยวถลาลม | มูลค่าของเกียรติยศ
“ศุภมาส” นำ พ.ร.บ. Lemon Law ประเดิมกฎหมายแรกยุค “อนุทิน 2” ของชำรุดต้องเปลี่ยนได้ ไม่ต้องพิสูจน์เอง
E-DUANG | ภาพสะท้อน การพลิกเปลี่ยน ของ โจ ชัยวัฒน์ “โค้งสุดท้าย”
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)