| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ประชาชนในประวัติศาสตร์ มีวิถีปกติ ด้วยผ้าผืนเดียว (หรือเตี่ยวพันกาย) ผืนเล็ก แต่ยาว หรือผ้าแถบยาว แต่เล็ก และแคบ ใช้ห่มพันรอบเอวแล้วตวัดลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ข้างหลัง บางทีเรียกเตี่ยวหรือผ้าเตี่ยว และเคี้ยวหมาก ในชีวิตประจำวันจนฟันดำ พบหลักฐานในเอกสารจีน 2,000 ปีมาแล้วว่าพวกหมาน (หมายถึง คนป่าเถื่อน) มีเผ่าฟันดำ เพราะเคี้ยวหมากย้อมฟันจนดำทั้งปาก ตั้งแต่มณฑลยูนนานลงไปทางทิศใต้ (ถึงชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะ)
[ยูนนานดั้งเดิม (ก่อนถูกผนวกรวมเข้ากับจีน) ไม่เป็นฮั่น แต่เป็นฮวน หรือหมาน ซึ่งมีวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ที่พวกฮั่นดูถูกเหยียดหยามว่าป่าเถื่อน]
นั่งยองๆ ชันเข่า ด้วยการตั้งเข่าหรือชันเข่าทั้งสองข้างไม่ให้ก้นถึงพื้น หรือนั่งก้นติดพื้นโดยวิธียกเข่าทั้งสองข้างตั้งขึ้น
เรือน
ที่อยู่อาศัยเป็นหลังๆ สมัยก่อนเรียกเรือน (แต่ปัจจุบันมักเรียกบ้าน) ปลูกด้วยไม้ไผ่ซึ่งพบทั่วไป ส่วนเรือนของชนชั้นนำทำจากไม้เนื้อแข็งไม่พบทั่วไป (คำว่า “บ้าน” สมัยดั้งเดิม ตรงกับปัจจุบันเรียกหมู่บ้าน)
เรือนเสาสูง เป็นที่อยู่อาศัยทั้งบริเวณหุบเขาและทุ่งราบ ตั้งแต่ตอนใต้ของจีนจนถึงหมู่เกาะ (ปัจจุบันในไทยภาคกลางเรียกเรือนเสาสูงว่า “เรือนไทย” ส่วนภาคอื่นๆ เรียกชื่อต่างๆ ออกไป แต่ทั้งหมดสืบเนื่องจากเรือนเสาสูงหลายพันปีมาแล้ว)
เสาสูง หมายถึง เรือนมีต้นเสาและมีหลังคาตั้งบนต้นเสาแล้วยกพื้นสูงอยู่ใต้หลังคาคลุม ส่วนใต้พื้นเรือนถึงพื้นดิน เรียกใต้ถุน (ถุน เป็นคำดั้งเดิม แปลว่า ข้างใต้, ข้างล่าง)
หลังคาเรือน มีไม้ไขว้กันเป็นเทคโนโลยีค้ำยันด้วยไม้ไผ่สองลำ เพื่อป้องกันหลังคายุบลง ซึ่งคนบางกลุ่มเรียกไม้ไขว้กันอย่างนี้ว่า “กาแล” พบในทุกเผ่าพันธุ์ แต่บางกลุ่มใช้ส่วนไขว้กันเป็นที่แขวนหัวสัตว์เพื่อเซ่นผี เช่น หัวควาย เป็นต้น
ใต้ถุน หมายถึง บริเวณใต้พื้นเรือนถึงพื้นดิน เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนในชุมชนตลอดวันตั้งแต่เช้าถึงค่ำ (ก่อนขึ้นไปนอนบนเรือนเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย) ได้แก่ ช้าง, เสือ, หมี, หมู, หมา, ตะขาบ, แมงป่อง ฯลฯ
กิจกรรมประจำวัน เช่น หุงหาอาหาร, ตีหม้อ, ทอผ้า, เลี้ยงเด็กที่เป็นลูกหลานใน ชุมชน, คอกวัวคอกควายเลี้ยงสัตว์, ฯลฯ
ใต้ถุนไม่ได้มีไว้หนีน้ำท่วม (ตามที่บอกกันต่อๆ มาจนปัจจุบัน) เพราะเรือนของคนบนที่สูงในหุบเขาที่น้ำไม่เคยท่วมก็ล้วนใต้ถุนสูงเพื่อทำกิจกรรมชีวิตประจำวัน ส่วนบริเวณที่ราบลุ่มย่อมมีน้ำท่วมถึงใต้ถุน แล้วคนหนีน้ำท่วมขึ้นไปอยู่บนเรือนโดยไม่ได้มีเจตนาตั้งแต่แรกทำใต้ถุนสูงไว้หนีน้ำ

บ้าน
เรือนหลายหลังอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันเรียกหมู่บ้าน [บ้านกับเรือนปัจจุบันใช้ปนกัน และบางทีใช้รวมกันว่า “บ้านเรือน” แล้วผูกคำใหม่ว่า “หมู่บ้าน” ให้ตรงกับ village หรือชุมชน (community)]
ลานกลางบ้าน เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน (แต่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้แก่ ศาลากลางจังหวัด, ศาลากลางบ้าน, ป่าแฮ่ว, ป่าช้า ฯลฯ) ดังนี้
(1.) ลานกลางบ้านเป็นชื่อเรียกสมัยเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว หมายถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน แต่สมัยหลังเปลี่ยนไปไม่อยู่ตรงกลางบ้านเสียทีเดียวก็ได้ เช่น บริเวณปัจจุบันเรียก ศาลตายาย, ศาลปู่ตา เป็นต้น (2.) ที่ฝังศพชนชั้นนำและโคตรตระกูลเดียวกัน ซึ่งได้รับยกย่องเป็น “ผีบรรพชน” (3.) ศูนย์รวมพิธีกรรมของชุมชน เพื่อขอความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในข้าวปลาอาหาร และขอความคุ้มครองให้พ้นจาก “ผีร้าย” โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง
หมู่บ้าน หรือชุมชน มีขึ้นเมื่อคนปลูกเรือนเป็นหลังๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ เรียก “บ้าน” เพื่อมีกิจกรรมร่วมกันในชีวิตประจำวันและตามวิถีชุมชน
ทำนาปลูกข้าว
ชีวิตประจำวันของประชาชนคือทำนาปลูกข้าวไว้หุงกินกับปลาเป็นอาหารหลัก เรียกข้าวปลาอาหาร
ข้าว เป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันของคนอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว แต่ช่วงเวลาก่อนรู้จักกินข้าว คนทั้งหลายกินพืชและสัตว์ที่หาได้จากธรรมชาติ เช่น เผือก, มัน, กลอย และกุ้ง, หอย, ปู, ปลา ฯลฯ
ข้าวเหนียว หรือ ข้าวนึ่ง เป็นข้าวเมล็ดป้อม ตระกูลข้าวเก่าแก่ในไทยและสุวรรณภูมิ เป็นอาหารหลักของคนทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ (เมื่อรับศาสนาจากอินเดียสมัยหลังๆ ยังเป็นอาหารหลักของพระสงฆ์ในวัดด้วย)
แกลบข้าวเหนียวผสมดินเหนียวในแผ่นอิฐสร้างเจดีย์แบบทวารวดีทั่วลุ่มน้ำเจ้าพระยาและที่อื่นๆ ทั่วประเทศ
ภาคใต้ของไทยคนกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักเมื่อหลายพันปีมาแล้ว พบหลักฐานงานบุญเดือนสิบต้องทำข้าวต้มลูกโยนจากข้าวเหนียวเพื่อเลี้ยงผีบรรพชน (เรียก “ชิงเปรต”) นอกจากนั้นพิธีแต่งงานต้องหุงข้าวเหนียวเลี้ยงผีบรรพชนเรียก “พิธีกินเหนียว”
ข้าวเจ้า หรือ ข้าวจ้าว (จ้าว แปลว่า ร่วน, ซุย, ไม่เหนียว, หุง) เป็นข้าวเมล็ดเรียว พบพร้อมข้าวเมล็ดป้อมทั้งในไทยและอุษาคเนย์ แต่ต่างกันในการแพร่กระจายและความต่อเนื่อง
นาดำ หรือ นาทดน้ำ พบหลักฐานเป็นภาพเขียนสีที่ผาหมอนน้อย (อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี) มีรูปคนกับควายหรือวัว คล้ายกำลังเฮ็ดไฮ่เฮ็ดนาอยู่ท่ามกลางลายเส้นคล้ายจะเป็นต้นข้าว โดยมีรูปแวดล้อม หมายถึงพิธีนาตาแฮกยุคแรกเริ่มหลายพันปีมาแล้ว
นาตาแฮก เป็นประเพณีของประชาชน ที่บรรดาไพร่บ้านต้องทำเมื่อถึงฤดูทำนาเพื่อวิงวอนร้องขอแกมบงการธรรมชาติบันดาลความอุดมสมบูรณ์ ความเชื่อถือแบบดั้งเดิมเก่าแก่ ที่เชื่อว่าถ้าเราจำลองเลียนแบบธรรมชาติขึ้นแล้ว ก็จะบันดาลหรือบังคับให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้จริงดังใจปรารถนา ดังนั้น ชาวนาแต่ก่อนเมื่อจะลงมือดำนาจะต้องสร้างนาจำลองขนาดสักหนึ่งตารางเมตรขึ้นก่อน แล้วดำกล้าลงในนานั้นห้าหกกอ นาจำลองนั้นเรียกว่าตาแรก หรือ ตาแฮก (ตา= ตาราง; แรก คือ แรกเริ่มดำ) ถ้าบำรุงข้าวในนาตาแรกนั้นได้งาม ข้าวในนาทั้งหมดก็จะงามตามไปด้วย
ข้าวเปลือก หมายถึงเมล็ดข้าวที่หลุดจากรวง เป็นข้าวที่ยังมีเปลือกหุ้มเมล็ด เรียกข้าวเปลือก
ข้าวสาร หมายถึงข้าวเปลือกที่ถูกบดหรือตำให้เปลือกหลุดจากเมล็ด เรียกข้าวสาร แต่ยังหลุดไม่หมดทุกเมล็ด บางทีเรียกข้าวกล้อง แต่ข้าวเหล่านั้นยังดิบ เมื่อจะกินต้องเอาไปทำให้สุกด้วยไฟ เรียกหลาม, นึ่ง, หุง
ข้าวหลาม คือ ข้าวสารเหนียวทำให้สุกด้วยการหลามในกระบอกไม้ไผ่ (เรียกบั้งข้าวหลาม) เป็นข้าวเหนียวล้วนๆ ไม่ปรุงแต่งด้วยวัสดุอื่นใด (เช่น กะทิ) โดยตั้งกระบอกขึ้น แล้วก่อไฟเป็นแถวขนาบให้เผาล้อมรอบ แต่ต้องคอยหมุน หรือกลับกระบอกหลบไฟเผาไหม้ ขณะเดียวกันก็ให้โดนความร้อนรอบกระบอกจนสุก
[หลาม แปลว่า มากขึ้น, ขยายขึ้น, ล้นออกมา ซึ่งหมายถึงทำให้สุกภายในกระบอกไม้ไผ่ เช่น ข้าวหลาม, ปลาหลาม ฯลฯ]
หุงข้าว หรือ นึ่งข้าว ต้องมีภาชนะดินเผาเรียกหม้อดิน หรือหม้อดินเผาซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นจากภาชนะธรรมชาติ เช่น กะลา, กระบอกไม้ไผ่, เครื่องจักสาน (หุง, นึ่ง หมายถึง ข้าวสารเหนียวทำให้สุกด้วยการหุง หรือนึ่งในภาชนะ)
ในยุคแรกเริ่ม คนที่กินข้าวเหนียวด้วยวิธีหุงหรือนึ่ง จึงต้องเป็นคนชั้นสูงระดับหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีภาชนะดินเผา ส่วนคนทั่วไปกินข้าวหลามจากกระบอกไม้ไผ่
