บทความพิเศษ
รากฐาน ความคิด
ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์
รากฐาน สังคม
ปมเงื่อนอันทำให้นิตยสาร “สุภาพบุรุษ” มิอาจดำรงอยู่ได้อย่างยาวนานก็คือ ปัญหาทางด้านการบริหาร กับปัญหาทางด้านธุรกิจ
ก็อย่างที่ พ.เนตรรังษี กล่าวนั่นแหละ คือ รู้จักแต่เรื่องเขียน แต่ไม่รู้เรื่องการขาย
เมื่อเข้าร่วมการอภิปรายเรื่อง “ชีวิตและการต่อสู้ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์” ซึ่งจัดขึ้น ณ สโมสรนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ กับสันต์ เทวรักษ์ และสุวัฒน์ วรดิลก เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2519
สุภา ศิริมานนท์ กล่าวในตอนหนึ่งว่า
“‘สุภาพบุรุษ’ เป็นนิตยสารรายปักษ์ที่นับว่ามีชื่อเสียงมากนับแต่เริ่มพิมพ์ออกจำหน่าย แต่นั่นแหละ การแต่งหนังสือเป็นอย่างเดียว ไม่มีความรู้ ไม่มีความสันทัดทางบริหารงาน
ถึงจะจำหน่ายขายดี นิตยสารนี้ก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้”
ไม่สามารถตั้งอยู่ได้เพราะว่ามีแต่การส่งหนังสือออกไปจำหน่าย แต่เงินที่เข้ามาสำนักงานไม่ดำเนินไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นั่นก็คือ มีปัญหาอันเนื่องแต่ “เอเย่นต์” และ “สายส่ง”
จุดเด่น กุหลาบ สายประดิษฐ์
จุดด้อย ของ “ศรีบูรพา”
อย่าลืมว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2446 มาถึงกลางปี 2472 ก็มีอายุเพียง 24 ปี
เป็น 24 ปีที่สะสมบทเรียนจากสำนักแปลของ “ศรีเงินยวง”
เป็น 24 ปีที่สะสมบทเรียนเพิ่มขึ้นในฐานะผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร “เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์”
เป็น 24 ปีที่สะสมบทเรียนในฐานะ “คนเขียนหนังสือ”
ตั้งแต่ลำตัด กวีนิพนธ์ บทแปลจากภาพยนตร์เงียบ บทความ เรื่องสั้นและนวนิยาย
เป็นบทเรียนของคนเขียนหนังสือและคนทำหนังสือ
กระนั้น ก็ยังมิใช่บทเรียนของคนเขียนหนังสือและคนทำหนังสือที่จำเป็นต้องตระหนักต่อหลักการบริหารนิตยสารและหนังสือพิมพ์
อย่างที่เรียกกันในทุกวันนี้ว่าเป็น “ธุรกิจ”
2 ข้อจำกัด สำคัญ
จากชนชั้น จากยุค
ทั้งหมด แม้จะถือว่าเป็นความผิดพลาด แต่ก็มิได้เป็นความผิดพลาดสำหรับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และเพื่อนหนุ่มร่วมสมัย
หากแต่เป็นความจำกัดทั้งในด้านของยุคและในด้านของรากที่มาทางสังคม
ก็อย่างที่ สุภา ศิริมานนท์ สรุปในเดือนมิถุนายน 2519 ว่า สภาพทางสังคมซึ่ง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ริเริ่มจัดทำนิตยสาร “สุภาพบุรุษ” ขึ้นนั้นเป็นยุคที่ระบบทุนนิยมเพิ่งจะเข้ามาและกำลังขยายตัวในสังคมสยาม
ขณะเดียวกัน หากกล่าวในด้านรากที่มาทางสังคมของกุหลาบ สายประดิษฐ์ เขาก็เสมอเป็นเพียง “หนุ่ม” ซึ่งเพิ่งจบชั้นมัธยมปีที่ 8 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ตามระบบโรงเรียนอันเพิ่งวางรากฐาน
ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
การศึกษาของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ในตอนว่าด้วย “ความคิด กลุ่มสังคม และกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของสยามใหม่” อันปรากฏใน “การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475”
จะช่วยให้คำตอบและทำความเข้าใจต่อสภาพทางความคิดของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้เป็นอย่างดี
โปรดอ่าน
ฐานสังคม ฐานการเมือง
ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์
เมื่อระบบมูลนาย-ไพร่กำลังคลี่คลายเข้าสู่ช่วงสุดท้ายนั้นกลุ่มมูลนายซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ส่วนบนสุดของสังคมจารีตประเพณีได้มีวิวัฒนาการแตกตัวออกระหว่างกลุ่มเจ้านายกับกลุ่มขุนนาง
กล่าวคือ
กลุ่มเจ้านายนำโดยพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์จักรีได้ปรับตัวและยกฐานะของกลุ่มตนให้สูงเด่นขึ้นเหนือกลุ่มขุนนางอย่างเห็นเด่นชัด
นับแต่ปลายทศวรรษที่ 24
โดยมีการพัฒนาแนวความคิดว่าด้วยสถาบันกษัตริย์แบบใหม่ มีการสร้างระบบภาษารวมทั้งระบบความคิดใหม่ๆ ผ่านงานวรรณกรรม มีการเคลื่อนไหวทางพุทธศาสนา และมีการแต่งงานภายในกลุ่มอย่างเลือกสรร
ซึ่งได้ช่วยทำให้กลุ่มราชวงศ์มีฐานะสูงกว่ากลุ่มขุนนางอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์อันยาวนานก่อนหน้านั้น
กลุ่มเจ้านายหรือกลุ่มราชวงศ์นี้มีบทบาทอย่างสำคัญมากที่สุดในฐานะเป็นผู้นำการปรับปรุงประเทศอย่างโดดเด่น เรียกได้ว่าเป็นผู้สถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามนับตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25
มูลนายอีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มขุนนาง แต่ที่นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เน้นอย่างเป็นพิเศษ คือ กลุ่มสังคมคนชั้นกลางนอกระบบราชการ
ในช่วงต้นและกลางพุทธศตวรรษที่ 25 มีจุดกำเนิดและความเป็นมาในหลายลักษณะ กล่าวคือ พัฒนามาจากพวกไพร่กระฎุมพีบ้าง มาจากอาชีพกึ่งอิสระในสังคมเดิมบ้าง มาจากขุนนางระดับล่างในสังคมเดิมบ้าง
และมาจากชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจีน
การเน้นของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ สอดรับกับการเน้นของ เบนจามิน เอ. บัทสัน แต่ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ผลการสำรวจและวิเคราะห์จากหลายเอกสารและฐานข้อมูลประกอบกัน ระหว่างปี 2462 และ 2472
นั่นก็คือ
การเกิด ของ ชนชั้นใหม่
ผู้ประกอบ งานอิสระ
จากการสำรวจยอดการเลี้ยงชีพของพลเมืองและจากการแจงนับโดยเจ้าพนักงานของรัฐ พบว่า มีอาชีพใหม่เพิ่มขึ้นจากฐานการแจกนับเดิมในปี 2454
ที่สำคัญได้แก่
ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่องจักรกล ช่างหล่อ ช่างถ่ายรูป ช่างบัดกรี ซ่อมรถ อาชีพนายหน้าต่างๆ การฟอกหนัง มวนบุหรี่ และการโรงงานต่างๆ
นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมซึ่งไม่อาจมองข้ามไปได้
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เห็นว่า กลุ่มสังคมที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ชาวนา ชาวไร่ และชาวสวน ซึ่งมีจำนวนถึง 6 ล้านคนเศษ หรือคิดเป็น 83.05% ของประชากรจำนวน 7.5 ล้านคน ในปี 2472
แต่กระนั้นก็ตาม ความน่าสนใจน่าจะอยู่ที่ประเทศสยามในเวลานั้นมีผู้ประกอบอาชีพค้าขายต่างๆ จำนวนรวม 5 แสนคน
อาชีพประกอบการอุตสาหกรรมจำนวน 1 แสน 6 หมื่นคน
และอาชีพผู้ประกอบการงานโดยอิสระจำนวน 9 หมื่นคนเศษ ซึ่งคิดรวมกันเป็นจำนวน 10.14% ของประชากรในปี 2472
คนกลุ่มหลังนี้สามารถพิจารณาอย่างกว้างๆ ว่า คือ คนชั้นกลางนอกระบบราชการ หรืออาจเรียกด้วยภาษาเก่าได้ว่า คือ พวก “เชื้อคหบดี” ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
อาจกล่าวได้ว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์ และเพื่อนหนุ่มใน “คณะสุภาพบุรุษ” คือส่วนของ “คนชั้นกลาง”
และด้านหลักยังเป็นคนชั้นกลางที่อยู่นอกระบบราชการ
พัฒนาการ ของ “ศรีบูรพา”
พัฒนาการ ของ คนรุ่นใหม่
กุหลาบ สายประดิษฐ์ และเพื่อนหนุ่มใน “คณะสุภาพบุรุษ” จึงเป็นส่วนอันพัฒนาขึ้นมาในระบบโรงเรียน
บ้างก็เป็น “ข้าราชการ” บ้างก็ทำงาน “อิสระ”
แต่ด้านหลักอันดูดดึงพวกเขาให้มาร่วมด้วยช่วยกัน คือ ความรักในงานเขียน ความรักในการทำหนังสือ
เป็นพวกทำงานความคิด ต้องการนำเสนอความคิด
