บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
ป.ป.ช. ที่น่าผิดหวัง
พ.ต.ท.อำนวย ไกรวุฒิอนันต์ พงส.(สบ2) ได้รับคำร้องทุกข์เรื่องสำนวนการสอบสวนหลุดไปถึงมือผู้ต้องหา ไว้ตามคดีอาญาที่ 1813/2544 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2544 อีกคดีหนึ่ง และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้เข้าหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช. คือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใดๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น
อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 89 จึงได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 1813/2544 ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการต่อไป ตามหนังสือที่ ภก 0120/10499 ลง 31 สิงหาคม 2544 หนังสือลงนามโดย พ.ต.ท.อำนวย ไกรวุฒิอนันต์ พงส.(สบ2) ปรท.ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต
ในเวลาต่อมา วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 สภ.อ.เมืองภูเก็ตได้รับหนังสือจาก ผกก.5 ป. ที่ 0021.95/8168 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 แจ้งว่า
วันที่ 12 ตุลาคม 2544 พล.ต.ท.โสภณ สะวิคามิน ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป.)ปรท.ผบ.ตร. ได้สั่งการมอบหมายให้กองปราบปรามดำเนินการสอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว เมื่อได้มีการรายงานผ่านไปตามลำดับชั้น ผ่านการพิจารณาของกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนถึงชั้น ตร.พิจารณาแล้ว เห็นว่า เป็นกรณีพบพยานเอกสารที่คัดย่อมาจากสำนวนการสอบสวนและจากการสืบพยานในชั้นศาลของคดีเดิม จึงมีความเกี่ยวพันที่ผู้ร่วมกระทำผิดอาจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายฝ่ายในกระบวนการยุติธรรม เป็นคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อน การให้พนักงานสอบสวนท้องที่ดำเนินการย่อมไม่สะดวก ทั้งต้องมีการตรวจค้นรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหลายท้องที่ และกรณีเข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบกรมตำรวจ ว่าด้วยอำนาจการสอบสวน (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2536 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2536 จึงอนุมัติให้ ป.สอบสวนคดีแต่เพียงฝ่ายเดียว
สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงได้ส่งเอกสารในสำนวนการสอบสวนให้ ผกก.5 ป. ไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 เพื่อดำเนินการตามที่ ตร.สั่งการ
เมื่อ ป.ป.ช.รับสำนวนไปพิจารณานานครึ่งปีกว่า จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2545 สภ.อ.เมืองภูเก็ต ได้รับสำนวนการสอบสวนคืนจาก ป.ป.ช.ตามหนังสือด่วนมากที่ ปช.0005/1620 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 ป.ป.ช.อ้างเหตุผลดังนี้
“ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนส่งให้พิจารณาไม่ปรากฏว่าเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใด และสังกัดใด ว่าได้กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมอย่างใดโดยชัดแจ้ง จึงเป็นสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 98 ประกอบตาม มาตรา 88 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542”
เมื่อ ป.ป.ช.มีความเห็นเป็นเช่นนั้น สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดจาก ป.ป.ช.ให้ ผกก.5 ป.รับไปดำเนินการต่อ
ณ เวลานั้นจนกระทั่งบัดนี้ ผมไม่เข้าใจการทำงานของ ป.ป.ช.ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายมากมาย แทบจะล้นฟ้า เอาสำนวนไปกอดไว้เฉยๆ นานกว่า 6 เดือน (นับจากวันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2545) โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง อยู่ๆ ก็ส่งสำนวนคืนกลับมาง่ายๆ อย่างนั้น
ซึ่งผมพลิกดูสำนวนแล้ว ป.ป.ช.ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเลย มีแค่ใบปะหน้าส่งสำนวนคืนพร้อมเหตุผลข้างต้น แต่เนื่องจาก ตร.อนุมัติให้กองปราบสอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงไม่มีอำนาจทำอะไรได้แล้ว
(หมายเหตุ ถ้าสำนวนอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนของตำรวจนานถึง 6 เดือน โดยไม่ทำอะไรเลย จะต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ฐานเกียจคร้าน และปีนั้นจะต้องถูกงดขึ้นขั้นเงินเดือน)
ถ้า ป.ป.ช.แค่ขยับทำงานหน่อยเดียวก็รู้ว่าใครทำผิด
ทุกฝ่ายอยากมีอำนาจ แต่เมื่อมีอำนาจแล้วมักจะไม่ยอมทำตามหน้าที่ เพราะเมื่อทำตามหน้าที่ทั้งเหนื่อย ทั้งเสี่ยง จึงหาช่องทางง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงดีกว่า ง่ายดี ระบบราชการแบบโยนกันไปโยนกันมา แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ กินเงินเดือนแพงๆ
สนุกดีข้าราชการประเทศไทย
ผมเห็นความห่วยแตกของ ป.ป.ช.มานับครั้งไม่ถ้วน ติดตามดูการทำงานของ ป.ป.ช.มาตลอด และตั้งความหวังไว้ว่า การทำงานนั้นจะมีประสิทธิภาพในการปราบปรามการทุจริต ทำให้ประเทศไทยพ้นหล่มติดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีมานานแสนนาน
อยากให้มีการจับกุมตัวการสำคัญๆ ดำเนินคดีให้เห็นเป็นขวัญตา
ไม่ว่าคนที่ทุจริตประพฤติชั่วจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ นายทหารทุกเหล่าทัพทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
ไม่ว่าจะเป็นพลเอก พลโท พลตรี พลเรือเอก พลเรือโท พลเรือตรี พลอากาศเอก พลอากาศโท พลอากาศตรี หรือตำรวจ ตั้งแต่พลตำรวจเอก พลตำรวจโท พลตำรวจตรี
หรือนักการเมืองท้องถิ่น หรือใครก็ตามที่บังอาจทุจริตใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์
อยากเห็นคนเหล่านี้ติดคุกบ้าง และเอาใจช่วยให้ทำงานที่สำคัญนี้สำเร็จ
แต่ความห่วยของ ป.ป.ช.ที่ส่งสำนวนที่ตำรวจทำไว้แต่แรกกลับคืนมาให้ตำรวจอีก หลังจากเก็บไว้นานโดยไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้การทุจริตเบ่งบาน อยากมีอำนาจหน้าที่ แต่เมื่อมีหน้าที่กลับไม่รับผิดชอบ
(ผมยังทันยุคที่ยังไม่มี ป.ป.ช. ตำรวจทำคดีที่มีการทุจริตเอง จนต่อมามี ป.ป.ช.เกิดขึ้น จึงกำหนดให้ตำรวจรับแจ้งเรื่องการทุจริตให้เริ่มสอบสวนเบื้องต้นก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเข้าหลักเกณฑ์ต้องส่งไปให้ ป.ป.ช.ทุกกรณี)
จึงไม่แปลกใจที่การคอร์รัปชั่นเจริญงอกงามอย่างยั่งยืนและยืนหยัดตลอดไปพร้อมๆ กับ ป.ป.ช. และทุกวันนี้ความหวังข้างต้นของผมเลือนรางเต็มที เหมือนเช่นคดีนี้
ต่อมาผมทราบว่า ทางฝ่ายอัยการจังหวัดภูเก็ตได้มีการตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดเหตุนี้ขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายตำรวจ อัยการ ป.ป.ช.ก็นิ่งเงียบ หายไปกับสายลม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงียบเป็นเป่าสากเหมือนอยู่ในป่าช้าจนกระทั่งบัดนี้
ด้วยเอกสารที่ตรวจค้นพบเป็นหลักฐานคาตา ผมเห็นว่าเป็นคดีที่ไม่ได้ยากหรือมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไร ลงมือสืบสวนสอบสวนจริงๆ ก็รู้ว่าคนชั่วพวกนี้เป็นใครที่ร่วมมือกันขายสำนวนการสอบสวน
ระบบราชการไทย ชอบลูบหน้าปะจมูก หาคนกล้าหาญทำจริงจังยากมากในแผ่นดินไทย ยิ่งกว่างมหาเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
ในครั้งนั้น หากจะว่าไป ผมยังถือว่าเป็นไก่อ่อนในชั้นเชิงการสอบสวนก็ว่าได้ และกระดูกยังไม่แข็งพอ เพราะเมื่อผมพบเอกสารทั้งหมด ผมได้จัดการเพียงแค่ตรวจยึดพร้อมกับทำบันทึกการตรวจยึดไว้ แล้วนำมาลง ปจว.ที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต รับเป็นคดี จากนั้นจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาและส่วนที่เกี่ยวข้องทราบเท่านั้น
ถ้าผมมีประสบการณ์มากกว่านี้ ผมต้องตัดสินใจ จับกุมภรรยาของนาย อ. นำตัวมาดำเนินคดี เพราะเป็นผู้ครอบครองเอกสารไว้ด้วยตัวเอง ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ภรรยานาย อ. จะต้องเปิดปากพูดความจริงออกมาว่า เอกสารที่ตรวจพบในห้องนอนของตัวเอง (ขณะตรวจค้นประตูห้องนอนปิดล็อกเข้าไม่ได้ ต้องให้พี่ชายและพี่สาว และทนายความนำตรวจค้น) ได้รับมาจากใคร ใครเป็นคนทำ และได้จ่ายเงินเป็นค่าจ้างไปเท่าไร ไปตรวจค้นบ้านพักอัยการคนที่ต้องสงสัยและที่ทำงาน พร้อมทั้งตรวจค้นบ้านพักและสำนักงานทนายความของผู้ต้องหาและจำเลย เพราะต่อมาในคำแถลงปิดคดีของทนายความจำเลย ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อความที่เหมือนในเอกสารนี้เกือบทั้งหมด ตัวพิมพ์ที่ปรากฏในเอกสาร ก็ตรวจพิสูจน์ได้ว่าใช้เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องไหนพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานอัยการหรือสำนักงานทนายความ
ดังนั้น ผมจึงทำพลาดอีกครั้ง การทำงานคดีใหญ่ๆ จึงควรมีคู่หูที่ไว้ใจได้เพื่อปรึกษาหารือ
