bg-single

ทุเรียน More-Than-Human (MOTH) กับอุษาคเนย์ศึกษา

16.05.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

หลายปีก่อนผมเคยเสนอในที่สัมมนาบางแห่งว่า ปัจจัยที่นิยามภูมิภาคอุษาคเนย์ (Southeast Asia) ได้อย่างดีประการหนึ่งคือทุเรียน

คนฟังคิดว่าผมพูดเล่น ทั้งๆ ที่จริงไม่ได้พูดเล่น

แต่ผมไม่มีความรู้พอเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ ผลไม้ศาสตร์ แถมไม่ใช่คนที่รู้จักทุเรียนเป็นอย่างดีเพราะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ จึงไม่มีความสามารถพอที่จะพัฒนาข้อสังเกตที่จริงจังดังกล่าวขึ้นมา

ชื่อ “ทุเรียน” (Durian) มาจากภาษามาเลย์แปลว่า “หนาม” เป็นผลไม้พื้นถิ่นของภูมิภาคอุษาคเนย์และเป็นผลไม้ยอดนิยมของผู้คนในแถบนี้ แพร่กระจายอยู่แทบทั่วอุษาคเนย์ทั้งภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะ

เราสามารถพบทุเรียนได้ทั่วไปจนถึงเหนือสุดประมาณตอนกลางของลาวกับที่ไหนสักแห่งในพม่า และสักครึ่งประเทศฟิลิปปินส์ ในขณะที่ทุเรียนมีทั่วไปในเกาะต่างๆ ของอินโดนีเซีย ตั้งแต่สุมาตราทางตะวันตกจนถึงเกาะทางตะวันออกก่อนถึงปาปัว

พ้นไปจากอาณาบริเวณดังที่ว่านี้ ไม่มีทุเรียนตามธรรมชาติ

ดังนั้น ทุเรียนจึงเหมาะสมมากที่จะเป็นปัจจัยนิยามภูมิภาคอุษาคเนย์ แต่ไม่เคยมีใครศึกษาอุษาคเนย์โดยเอาทุเรียนเป็นศูนย์กลางเลย เพราะภูมิภาคศึกษาหรืออาณาบริเวณศึกษา (area studies) เป็นส่วนหนึ่งของสังคม-มนุษยศาสตร์ซึ่งเน้นเรื่องของมนุษย์และสังคม


ภูมิภาคอุษาคเนย์ถูกนิยามและประกอบสร้างขึ้นมาจากสงครามและแผนที่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อุษาคเนย์ศึกษาถูกสร้างขึ้นมาเพราะสงครามเย็นและอเมริกา (แม้ว่าในเวลาต่อมานักวิชาการและผลงานในแขนงความรู้นี้ส่วนใหญ่ต่อต้านสงครามและต่อต้านลัทธิอาณานิคมทั้งแบบใหม่และเก่า)

“รัฐชาติ” เป็นองค์ประกอบหลักของความเป็นภูมิภาคนี้ สาระของอุษาคเนย์ศึกษาจึงล้วนเกี่ยวกับมนุษย์และสังคมของประเทศชาติต่างๆ ในภูมิภาค เช่น การเมือง เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วรรณกรรม และอื่นๆ

ทุเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในอุษาคเนย์มายาวนานหลายร้อยปี เป็นลักษณะเฉพาะของอุษาคเนย์ที่ต่างจากที่อื่นๆ บนผิวโลก แต่ทุเรียนกลับไม่เคยโผล่ขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในอุษาคเนย์ศึกษาเลยสักครั้ง

จนกระทั่งไม่นานมานี้เองผมมีโอกาสร่วมงานกับวารสารด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีกับสังคมฉบับพิเศษรายหนึ่ง ซึ่งมีสาระหลักเป็นเรื่องของอุษาคเนย์ศึกษากับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์แต่เกี่ยวพันใกล้ชิดกับมนุษย์ [วารสาร Engaging Science, Technology, and Society, special issue on “Entangled Areas : Reactivating Southeast Asia in the Anthropocene,” edited by Casper Jensen and Fadjar Thufail] บทความหนึ่งโดยนักวิชาการอินโดนีเซียว่าด้วยทุเรียนกับการนิยามภูมิภาคอุษาคเนย์


ทุกวันนี้การศึกษาสังคม-มนุษยศาสตร์ตื่นตัวมากกับการศึกษาสารพัดสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์แต่เกี่ยวพันอย่างมากกับมนุษย์

ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “More-than-human” studies หรือ MOTH

[คำว่า “non-human” โดยมากหมายถึงสัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ส่วน MOTH กินความกว้างกว่านั้นมาก เพราะรวมถึงสิ่งไม่มีชีวิตทั้งตามธรรมชาติและที่มนุษย์ไปดัดแปลงหรือสร้างขึ้นแล้วกลับเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วย]

กระแสการศึกษาแขนงนี้มากับความตระหนักว่า ภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศของโลกที่กำลังจะทำให้โลกวิบัตินั้น เป็นเพราะมนุษย์ในยุคที่มนุษย์ครอบงำดาวเคราะห์ดวงนี้หรือที่เรียกว่า Anthropocene โดยเฉพาะในยุคทุนนิยมเพียงไม่กี่ร้อยปีหลังมานี้เอง

การศึกษา MOTH ชวนให้เราต้องทนทวนใหม่หมดว่ามนุษย์และสังคมเกี่ยวพันกับโลกอย่างไร

จากนั้นจึงสะเทือนสังคมศาสตร์ทั้งหมด เพราะสังคมศาสตร์นับจากศตวรรษที่ 19 หมายถึงศาสตร์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แต่มองข้ามไปสิ้นเชิงว่าสังคมอยู่
ไม่ได้ถ้าไม่มีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยทั้งหลายซึ่งไม่ใช่มนุษย์อยู่ตลอดเวลาด้วย

(ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ใน “จาก ‘ผีในวัฒนธรรมไทย’ ถึง ‘มนุษย์กับสรรพสิ่ง’ และ Bruno Latour” มติชนสุดสัปดาห์ 17-23 ตุลาคม 2568)


อันที่จริงการศึกษาที่เน้นถึงสิ่งอื่นที่แวดล้อมมนุษย์มิใช่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในอาณาศึกษาทุกแห่ง แต่โดยมากเป็นประเด็นที่ขยายต่อออกมาจากสังคมศาสตร์ปกติ และจำนวนมากลงท้ายก็ไม่ได้เน้นถึงสิ่งนั้นๆ เป็นหลัก ยังคงให้มนุษย์เป็นประธานของประวัติศาสตร์อยู่ดี

ความสนใจ MOTH จึงยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะขาดทั้งแนวคิดและวิธีวิทยาที่จะมาช่วยให้เห็นความสำคัญในภาพกว้าง และยังไม่มีชุมชนวิชาการที่จริงจังกับ MOTH

สำหรับอุษาคเนย์ศึกษาก็มีงานประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันกว้างขวางมาก เสนอว่ามรสุมกำหนดสังคมวัฒนธรรมของอุษาคเนย์อย่างไรบ้าง (Anthony Reid, Southeast Asia in the Age of Commerce1450-1680 : Lands Below the Winds, 1988 แปลเป็นภาษาไทยแล้วคือ แอนโทนี รีด, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคการค้า ค.ศ.1450-1680 เล่ม 1 ดินแดนใต้ลม, แปลโดย พงษ์ศรี เลขะวัฒนะ, Silkworms, 2548)

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อุษาคเนย์ศึกษาเริ่มมีงานที่เน้นเรื่องสัตว์ ทั้งสัตว์เลี้ยง (หมา) สัตว์ป่า (เสือ) สัตว์เศรษฐกิจ (ช้าง) สัตว์พาหะโรค (หนู) ในยุคอาณานิคมและในการสร้างเมืองแบบสมัยใหม่ซึ่งเน้นการสาธารณสุข

ที่สำคัญมากๆ ก็คือ ผู้คนในภูมิภาคอุษาคเนย์รู้ดีว่ามนุษย์ดำรงอยู่ในระบบนิเวศที่กว้างกว่าสิ่งมีชีวิต (ตามนิยามของวิทยาศาสตร์) ถึงกับเชื่อว่ามี “พลังชีวิต” สิงสถิตอยู่ในสรรพสิ่งที่ผูกพันกับคน

ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทะเล ธรณี ฟากฟ้า ฝน ป่า เขา ต้นไม้ บ้าน ไร่นา ตึก อาคาร รถ เรือ ฯลฯ

ผู้คนในภูมิภาคนี้จัดให้เป็นผี เทวดา หรืออมนุษย์สารพัดประเภท ทั้งที่เป็นคุณและเป็นภัย หรือเป็นทั้งสองอย่าง

กล่าวได้ว่า animism คือ MOTH ของอุษาคเนย์

มีการศึกษาเรื่องนี้มามากพอควร เพียงแต่มิใช่ในกรอบของแนวคิดว่าด้วย MOTH จนกระทั่งนานมานี้เอง โดยเฉพาะในแวดวงคนที่ศึกษาภาพยนตร์ของอุษาคเนย์

MOTH ศึกษาเป็นที่สนใจกันมากขึ้นเรื่อยเมื่อมีแนวคิดและวิธีวิทยาของคนอย่าง Donna Haraway และ Bruno Latour เป็นผู้บุกเบิก เพราะเป็นระบบชัดเจนขึ้น จนสามารถก่อขึ้นเป็นแขนงความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ และในที่สุดก็แพร่กระจายมาถึงอุษาคเนย์ศึกษา


นอกจากบทความว่าด้วยทุเรียน บทความอื่นในวารสารที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นล้วนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและของชุมชนมนุษย์ที่ไม่รู้จักพรมแดนของรัฐชาติในอาเซียน เช่น สึนามิ พาราไซต์ อาหาร เมืองลอยน้ำ ฯลฯ ที่เกี่ยวพันกับมนุษย์และสังคมแถวๆ นี้โดยเฉพาะ

เพื่อเสนอโดยรวมว่านี่เป็นทิศทางใหม่ของอุษาคเนย์ศึกษา

ล่าสุด นักวิชาการอินโดฯ คนดังกล่าวเสนอว่าจะศึกษากลิ่นของเมืองยักษ์ในภูมิภาค เพราะทั้งมะนิลา จาการ์ตา กรุงเทพฯ มีลักษณะร่วมบางอย่าง เพราะมีประวัติเส้นทางการพัฒนาที่คล้ายกัน ล้ำหน้าสุดสุดด้านบริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นแนวหน้าของโลกคล้ายกัน แต่เต็มไปด้วยสลัมและรถติดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกต่อเนื่องมาหลายสิบปีซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับความเจริญคล้ายๆ กัน จนช่วยให้เมืองทั้งสามเป็นเมืองหัวโต (primate city) ได้

หนึ่งในกลิ่นเฉพาะตัวของเมืองหัวโตในอุษาคเนย์คือกลิ่นทุเรียน ซึ่งเมืองดัดจริตอยากจะศิวิไลซ์ทั้งหลายรังเกียจและพยายามขจัด แถมพื้นที่ศิวิไลซ์ก็มักห้ามเอาทุเรียนเข้าไป
(เช่น โรงแรม สนามบิน สถานีรถไฟฟ้า)

นอกจากนี้ โครงการศึกษาใหม่ล่าสุดของอุษาคเนย์จำนวนไม่น้อย ก็หันความสนใจจากประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ แบบปกติ ไปสนใจ MOTH มากขึ้น

หนึ่งในนั้นเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทุนวิจัยหลายสิบล้านบาท ทีมวิจัย 20-30 คน ครอบคลุมหลายประเทศ (แต่ไม่รวมไทย) ก็ถือเอา MOTH เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งของการวิจัย
โครงการวิจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออุษาคเนย์ศึกษาในระยะต่อไปอย่างแน่นอน


อันที่จริงมีอีกอย่างหนึ่งซึ่งแพร่หลายและมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับผู้คนในอุษาคเนย์ แต่ไม่ได้มีต้นกำเนิดในภูมิภาคนี้และไม่ถึงขนาดเป็นสิ่งเฉพาะถิ่นของที่นี่ … ควาย
ควายมีต้นกำเนิดในอนุทวีป (หรืออินเดียปัจจุบัน) แต่แพร่หลายในอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปยิ่งกว่าในถิ่นกำเนิดมาหลายร้อยปีแล้ว เพราะผู้คนใช้ทำนามานมนาน จนกระทั่งถือว่าเครื่องจักรไถนาเป็น “ควายเหล็ก” และเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดมนุษย์ในอุษาคเนย์มาก

สังคมไทยมีความรู้เกี่ยวกับควายไม่น้อย ในทางสังคม-มนุษยศาสตร์ก็มีการศึกษาการค้าวัวควายทั้งในปัจจุบันและย้อนอดีตไปไกล ควายยังปรากฏในศาสนสถาน พิธีกรรมทางศาสนา และศิลปะมาช้านาน

ผมเคยลองคิดว่าถ้าหากเราลองถือเอาควายเป็น “ประธาน” (Subject) ของการเขียนประวัติศาสตร์ของอุษาคเนย์ เราน่าจะได้เรื่องราวที่น่าสนใจมาก ไม่น้อยกว่าประวัติศาสตร์คนที่มี king เป็นประธาน

ประวัติศาสตร์ที่มีควายเป็นศูนย์กลางอาจจะเป็นทางเลือกอีกอย่าง แทนประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นประวัติศาสตร์จากเบื้องล่างยิ่งกว่าคนเสียอีก แถมเป็นกรรมาชีพตลอดประวัติศาสตร์

ควายข้ามพรมแดน ไม่รู้จักรัฐชาติ วีรกรรมของควายมักถูกคนมองข้าม เพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติทุกวี่วัน ไม่ใช่อยู่ที่โอกาสพิเศษอย่างสงคราม แต่ต่อให้เข้าร่วมสงคราม เช่นเป็นพาหนะของนายจันหนวดเขี้ยวในการรบที่บ้านบางระจัน ประวัติศาสตร์คนก็ยังไม่ยอมให้ควายมีที่ทางในประวัติศาสตร์อยู่ดี

มุมมองของควายก็ต่ำติดดินกว่าของคน แต่เราเคยไม่เฉลียวใจสงสัยว่าประวัติศาสตร์ความเป็นไปของคนจะเป็นอย่างไรถ้าหากมองจากมุมมองของควาย

ถ้าหากเราพยายามแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์ควายอย่างคร่าวๆ เราจะพบว่าเทคโนโลยีการปลูกข้าวในอุษาคเนย์ไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไรนักตลอดหลายร้อยปี จนกระทั่งมีการนำควายเหล็กเข้ามาเมื่อประมาณครึ่งศตวรรษกว่าๆ ที่ผ่านมานี่เอง

ดังนั้น จึงน่าคิดว่าประวัติศาสตร์ควายค่อนข้างหยุดนิ่ง ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ (ทำนองเดียวกับประวัติศาสตร์ภูเขารอบเมดิเตอร์เรเนียนของ Fernand Braudel)

ครั้นการเปลี่ยนแปลงสำคัญมาถึง … การปรากฏตัวของควายเหล็ก… ก็เป็นจุดเริ่มต้นการสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์ควายด้วย

ผมเคยคิดไว้ด้วยว่าจะเริ่มต้นบทนำของประวัติศาสตร์ควายด้วยบทเพลง “คนกับควาย” (ไม่ใช่ “เจ้าทุย”)

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงจังของโลกวิชาการ ไม่ได้พูดเล่น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?
อาฟเตอร์ช็อก ‘ทุจริต’ ใน มท. เขย่าเครือข่าย ‘น้ำเงิน’ รัก ‘2 น.’ ร่วงกราว?
ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’
ชัชชาติ ‘จั๊มพ์’ การเมือง ‘จ้ำ’ เบ้า
E-DUANG | บทเรียน การเมือง ปี 2566 บทเรียน การเมือง ปี 2569
‘เสนาอำมาตย์ อำนาจมหาดไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน