ส่องลึกอิหร่าน: 2) เปรียบเทียบระบอบปฏิวัติรัสเซีย-จีน-อิหร่าน
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
- อ่าน ส่องลึกอิหร่าน 1) สหรัฐเซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอล
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
บทสัมภาษณ์เออวานด์ อับราฮาเมียน (1940 – ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์อิหร่านแห่ง City University of New York แปลเรียบเรียงจาก Ervand Abrahamian, “Iran Under Fire”, New Left Review, 157, January – February 2026, 33 – 54 :
กองบก.NLR : ขอกลับไปที่เรื่องกำเนิดของระบอบปกครองในอิหร่านนะครับ ในฐานะที่คุณเป็นนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอิหร่านสมัยใหม่ คุณจะเปรียบเทียบการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบหลังการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 กับกรณีระบอบหลังการปฏิวัติรัสเซียปี 1917 และหลังการปฏิวัติจีนปี 1949 อย่างไรบ้างครับ?
ความแตกต่างสะดุดตาประการหนึ่งได้แก่การที่อิหร่านไม่ได้ประสบกับสงครามกลางเมืองช่วงยาวใกล้เคียงกันถึงขนาดนั้น การปฏิวัติรัสเซียเป็นผลผลิตแห่งความล่มสลายของระบอบซาร์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแล้วต้องเจอกับสงครามกลางเมืองผสมกับการแทรกแซงจากประเทศฝ่ายภาคี (หมายถึงอังกฤษ ฝรั่งเศสกับพันธมิตร) กว่าสี่ปี ส่วนการปฏิวัติจีนก็เกิดจากสงครามกลางเมืองนานสองทศวรรษ ผสมกับการรุกรานนานแปดปีของญี่ปุ่น ตามมาด้วยสงครามสามปีกับสหรัฐในเกาหลีภายในชั่วสิบสองเดือนหลังก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ในกรณีอิหร่าน ไม่ทันถึงสองปีหลังการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม การปฏิวัติอิหร่านก็ถูกโจมตีด้วยสงครามที่อิรักก่อขึ้น ซึ่งต่อมาสหรัฐก็เข้าหนุนช่วยด้วยกินเวลายาวนานแปดปี เมื่อพิจารณาประกอบกับสงครามกลางเมืองยาวเก้าเดือน จะเห็นได้ว่า สัดส่วนของความรุนแรงภายนอกต่อความรุนแรงภายในกรณีประสบการณ์ของอิหร่านนั้นหนักหนาสาหัสกว่ามาก การนี้ส่งผลสืบเนื่องระยะยาวอะไรบ้างครับ?
เออวานด์ : ขอยกเรื่องความแตกต่างทางการเมืองที่เห็นได้ชัดไว้ก่อนนะครับ ผมเห็นว่ามีข้อละม้ายคล้ายกัน ตรงที่การแทรกแซงของต่างชาตินั้นเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่การปฏิวัติทั้งสามกรณี ศัตรูภายนอกทึกทักว่า รัฐบาลใหม่นั้นเปราะบางเสียจนกระทั่งอาจถูกโค่นโดยง่าย แต่ที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กล่าวคือ แม้กระทั่งผู้คนที่ไม่ได้ชมชอบการปฏิวัติแต่อย่างใดก็กลับระดมกำลังกันช่วยปกป้องประเทศ นั่นน่ะมีส่วนช่วยพวกบอลเชวิคเป็นพิเศษ กรณีอิหร่านก็คล้ายกันครับ
ตอนปี 1980 นั้น รัฐบาลของอยาตอลเลาะห์ โคไมนี ในกรุงเตหะรานน่ะอ่อนแอมากทีเดียว ยังไม่ทันสถาปนา ตัวเองได้จริงจัง ซัดดัม ฮุสเซน (ผู้นำอิรักตอนนั้น) ถูกเป่าหูโดยอดีตที่ปรึกษาของกษัตริย์ชาห์บางคน ชาห์ปูร์ บัคเตียร์ (อดีตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของอิหร่านภายใต้กษัตริย์ชาห์) และนายพลบางคนที่หนีไปจากอิหร่านว่า แค่เขาบุกรุกรานเข้าไปเท่านั้น ทั้งระบบก็จะพังครืนลง
ซัดดัม ฮุสเซน น่ะมีระเบียบวาระของตัวเองอยู่ครับ เมื่อปี 1975 เขาถูกอิหร่านบีบบังคับให้ยกปากแม่น้ำชัตต์ อัล-อาหรับให้ไป มันเป็นปากแม่น้ำลงสู่อ่าวเปอร์เซียซึ่งทั้งสองประเทศพิพาทแย่งชิงกันมาหลายปี (Shatt al-Arab หรือชายฝั่งทะเลอาหรับ ดูเพิ่มเติมที่โพสต์ Facebook, “รอบโลก by กรุณา บัวคำศรี, March 4, 2026”) เขาหวังจะฉวยความได้เปรียบจากที่อิหร่านอ่อนแอลงมากู้คืนอาณาดินแดนนี้ แต่ทว่าโคไมนีกลับตอบโต้โดยบอกว่าตนยอมตัดแขนทิ้งดีกว่าจะสละดินแดนใดๆ ไป ฉะนั้นอิหร่านก็เลยโจมตีตอบโต้ ส่งผลให้เยาวชนจำนวนมากผู้เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ชมชอบระบอบสาธารณรัฐอิสลามสักปานใดพากันอาสาไปออกรบเพื่อปกป้องเมืองโคแรมชาหร์ตรงปากอ่าวชัตต์ อัล-อาหรับเอาไว้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในช่วงสองสามปีแรกเริ่มให้แก่ระบอบสาธารณรัฐอิสลาม
บางทีความผิดพลาดใหญ่โตที่สุดของโคไมนีอาจได้แก่การตัดสินใจดำเนินสงครามต่อไปหลังจากปลดปล่อยเมืองโคแรมชาหร์จากน้ำมืออิรักได้แล้ว คำขวัญของอิหร่านกลับกลายเป็นว่า “สงคราม, สงครามจนกว่าชัยชนะ” และ “หนทางสู่กรุงเยรูซาเล็มตัดผ่านกรุงแบกแดด” มันจึงเปลี่ยนไปเป็นสงครามยาวแปดปีแทน ซึ่งการณ์จะเป็นเช่นใดก็ตาม มันได้ส่งผลบ่อนทำลายเครดิตของระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านลง เพราะความสูญเสียหนักหนาสาหัส ถึงขนาดและไม่เคยบรรลุชัยชนะได้เลย
ท้ายที่สุด โคไมนีจำต้องทนดื่มยาขมยอมทำข้อตกลงสันติภาพกับอิรักอย่างที่เขาเปรียบเปรยไว้แต่ตอนแรกเริ่มนั้นน่ะ การรุกรานของต่างชาติส่งผลเคียงขนานเหมือนกับกรณีอื่นๆ ครับ กล่าวคือ เอาเข้าจริงมันช่วยกู้การปฏิวัติเอาไว้
กองบก.NLR : มีข้อแตกต่างสำคัญอย่างหนึ่งระหว่างการปฏิวัติรัสเซียหรือจีนกับอิหร่าน กล่าวคือ ระบบการเมืองที่การปฏิวัติอิหร่านสร้างขึ้นนั้นมีลักษณะพหุนิยมทางสถาบันตั้งแต่ต้น โดยประกอบไปด้วยเสาค้ำอำนาจหลายต้น ไม่ว่าจะเป็นพวกผู้นำศาสนาเอย รัฐสภาเอย ตุลาการเอย ทหารเอย อีกทั้งมีการเลือกตั้งที่ประชันขันแข่งกันเป็นประจำ ถึงแม้จะไม่เคยเปิดกว้างอย่างไร้ข้อจำกัดเลยก็ตาม
ในทัศนะของคุณ ผลลัพธ์ข้างต้นนี้เกิดจากการตัดสินใจโดยเจตนาของโคไมนีกับพรรคพวก หรือเป็นผลผลิตของการรอมชอมประนีประนอมที่กระแสอื่นๆ ในการปฏิวัติบีบบังคับให้พวกเขาต้องยอมรับไว้กันแน่ครับ?
เออวานด์ : ทั้งเจตนากับถูกบีบนั่นแหละครับ โคไมนีน่ะฉลาดหลักแหลมมากครับ หรือคุณจะเรียกว่ามีลักษณะแบบมาคีอาเวลเลียน หรือปฏิบัตินิยม หรือเฉียบแหลมก็ได้ เขาปิดงำไพ่ในมือไว้แนบอกเสมอ ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้จริงๆ ว่าเขากำลังคิดอะไร
แต่เสน่ห์ดึงดูดใจของเขาตอนอยู่ในกรุงปารีสเมื่อจวนเจียนจะเกิดการปฏิวัติแล้วนั้นคือเขาเปิดกว้าง ยิ่งทุกคนจะมีบทบาททั้งนั้นแหละ อย่างที่เขากล่าวว่า “ทั้งหมดที่เราต้องการคือสาธารณรัฐอิสลาม แต่เราไม่ตั้งใจจะปกครองมัน เราเป็นแค่ครูศาสนาแก่ๆ เราก็จะกลับไปอยู่โรงเรียนสอนศาสนานั่นละ”
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอิสลามซึ่งเขียนขึ้นที่กรุงปารีสอิงตัวแบบสาธารณรัฐที่ห้าของเดอ โกลล์ (https://www.elysee.fr/en/french-presidency/constitution-of-4-october-1958) มันถูกเรียกว่าสาธารณรัฐอิสลาม แต่โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นระบบที่เน้นอำนาจประธานาธิบดีมากในกรอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ทว่าพอโคไมนีกลับถึงกรุงเตหะรานและกุมคันโยกอำนาจได้ สาธารณรัฐอิสลามอีกแบบที่แตกต่างออกไปก็กลับถูกเผยโฉมออกมา กล่าวคือ สาธารณรัฐของผู้นำศาสนา
รัฐธรรมนูญฉบับจริงซึ่งยกร่างโดยสมัชชาศาสนานั้นละเอียดพิสดารยิ่ง (https://ecnl.org/sites/default/files/files/2021/IranConstitution.pdf) แต่หลักการใหญ่ของมันคืออำนาจจริง พึงอยู่ในกำมือของเหล่าผู้นำศาสนาอาวุโส สภาอารักษ์ (Council of Guardians) ประกอบไปด้วยสมาชิกสิบสองคน ในจำนวนนี้หกคนแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุด และนักนิติศาสตร์อีกหกคนถูกเสนอชื่อโดยประธานศาลฎีกา ซึ่งตัวประธาน ศาลฎีกาเองนั้นก็เป็นอีกคนที่ได้รับแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุดด้วย สภาอารักษ์ทำหน้าที่ควบคุมดูแลระบบรัฐสภาและสามารถวีโต้กฎหมายรวมทั้งเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้ง สภาอารักษ์ยังให้ความเห็นชอบเหล่าผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่สมัชชาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีสมาชิก 88 คน และทำหน้าที่คัดเลือกผู้ขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุด
ดังนั้น มันก็ใช่แหละครับว่ามีการเลือกตั้งแบบพหุนิยมสำหรับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมือง สมาชิกรัฐสภา และประธานาธิบดี แต่การประพฤติปฏิบัติของพวกเขาจะต้องถูกกำหนดในท้ายที่สุดโดยเหล่าผู้นำศาสนาที่ได้รับความไว้วางใจต่างหาก
(ต่อสัปดาห์หน้า)
