ส่องลึกอิหร่าน 1) สหรัฐเซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอล
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
เกษียร เตชะพีระ
ชั่ว 40 วัน (28 กุมภาพันธ์-8 เมษายนนี้) สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อภิมหาอำนาจทางทหารอันดับหนึ่งของโลก กับอิหร่าน มหาอำนาจแถวสี่ (ตามการประเมินของพอล ครุกแมน ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และอดีตคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ชาวอเมริกัน) ที่ส่งผลกระทบเป็นวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอยไปทั่วโลกรวมทั้งไทย ก็มีอันยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของอเมริกา! (อิงมติฟันธงตรงกันของพอล ครุกแมน กับจอห์น เมียร์ไชเมอร์ นักรัฐศาสตร์และการระหว่างประเทศอเมริกันชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ดู https://www.facebook.com/reel/1621065142478530 & https://www.youtube.com/watch?v=_RJISpNBs_I)
ทว่า ขณะที่เรามีข้อวิเคราะห์วิจารณ์มากพอควรว่าทำไมอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงแพ้สงคราม ค่าที่มันยังค่อนข้างเป็นสังคมเปิดและวงความรู้เกี่ยวกับการเมืองการทหารอเมริกันในโลกกว้างขวางพิสดารล้ำลึก เรากลับรับรู้เข้าใจอิหร่านได้จำกัดและตื้นเขินกว่ามากโดยเปรียบเทียบ ค่าที่อิหร่านเป็นสังคมเคร่งศาสนาที่ค่อนข้างปิด ถูกคว่ำบาตรจากอเมริกาและตะวันตกมายาวนาน อีกทั้งเป็นที่สนใจทางวิชาการในแวดวงขอบเขตจำกัดกว่า
เผอิญวารสาร New Left Review แนวสังคมนิยมของอังกฤษที่ผมบอกรับเป็นสมาชิกประจำอยู่ฉบับต้นปีนี้ ได้ลงพิมพ์บทสัมภาษณ์ขนาดยาวเรื่องอิหร่านพอดี ผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ เออวานด์ อับราฮาเมียน (1940-ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์อิหร่านแห่ง City University of New York เขาเป็นชาวอิหร่านเชื้อสายอาร์เมเนียน เคยเป็นนักศึกษาปัญญาชนหัวสังคมนิยมผู้เคลื่อนไหวต่อต้านระบอบเผด็จการกษัตริย์ชาห์ ก่อนจะผันตัวมาเป็นอาจารย์สอนหลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษและอเมริกา มีผลงานวิชาการโดดเด่นเกี่ยวกับอิหร่านมากมายซึ่งถูกแปลเผยแพร่หลายภาษา อาทิ Iran Between Two Revolutions (1982), The Iranian Mojahedin (1989), Khomeinism (1993), A History of Modern Iran (2008), The Coup : 1953, The CIA and the Roots of Modern US-Iranian Relations (2021) รวมทั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่สื่อมวลชนและสถาบันวิชาการต่างๆ เชิญมาช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับอิหร่านในสถานการณ์ที่คับขันซับซ้อนอยู่เสมอ (เคาะค้นได้ที่ Google : Ervand Abrahamian & Youtube)
เพื่อประโยชน์แก่การเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ส่วนหนึ่งทางวิชาการเชิงวิเคราะห์วิจารณ์อย่างอิสระให้กว้างขวาง และลึกซึ้งขึ้น ผมใคร่ขอนำบทสัมภาษณ์ Ervand Abrahamian, “Iran Under Fire”, New Left Review, 157, January-February 2026, 33-54. มาถ่ายทอดตามลำดับดังนี้ : –

กอง บ.ก. NLR : เรากำลังคุยกันในจังหวะที่สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งในอิหร่าน โดยมีกองเรือรบอเมริกันคุกคามอยู่ทางใต้ของประเทศ อีกทั้งระบอบปกครองก็กำลังปราบปรามจับกุมผู้คนขนานใหญ่ต่อไปหลังจากได้สังหารผู้ประท้วงไปแล้วเจ็ดพันคนหรือกว่านั้นเมื่อการประท้วงขึ้นสู่กระแสสูงระหว่างวันที่ 7-8 มกราคมนี้ เราอยากเริ่มโดยถามคุณเกี่ยวกับคู่พิพาทของอิหร่านก่อนดีไหม?
สงครามเมื่อเดือนมิถุนายนศกก่อน (หรือที่เรียกกันว่า “สงครามสิบสองวัน” ระหว่างอิสราเอล-อเมริกา กับอิหร่าน เมื่อ 13-24 มิถุนายน 2025 ดู https://warontherocks.com/the-12-days-of-war-that-didnt-ignite-the-middle-east-or-the-world/) เป็นหลักหมายเริ่มฤดูกาลเปิดให้ถล่มอิหร่านทางทหาร อันประกอบไปด้วยการโจมตีทางอากาศเป็นระลอก กับการลอบสังหารโดยอิสราเอลและการทิ้งระเบิดใส่สถานีนิวเคลียร์ต่างๆ ขนานใหญ่โดยสหรัฐ เอาเข้าจริงเป้าหมายของสหรัฐกับอิสราเอลสอดคล้องต้องตรงกันแค่ไหน เพียงใด?
เออวานด์ : อันที่จริงสหรัฐได้เซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอลวางแทนมาตั้งแต่ภายหลังการปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี 1979 โน่นแล้ว ไม่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอยู่ในกรุงเตหะรานอีกแล้วหลังจากนั้น ไม่มีข่าวสารข้อมูลไหลเข้ามา ดูเหมือนทางการวอชิงตันได้ตัดสินใจไปแล้วว่าถ้าต้องการข่าวสารข้อมูลหรือนโยบายเกี่ยวกับอิหร่านแล้ว พวกเขาก็จะหามาได้จากกรุงเทลอาวีฟ

ความข้อนี้เป็นจริงเรื่อยมาตลอดหลายทศวรรษ ยกเว้นช่วงสั้นๆ สมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่หาทางดำเนินตามข้อตกลงจำกัดนิวเคลียร์ปี 2015 ที่เรียกว่า JCPOA (ย่อมาจาก Joint Comprehensive Plan of Action หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านซึ่งทำกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 ระหว่างอิหร่านฝ่ายหนึ่ง กับสมาชิกถาวรทั้งห้าของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสหภาพยุโรปอีกฝ่ายหนึ่ง) แน่ล่ะว่าเรื่องนั้นทำให้ทางการกรุงเทลอาวีฟตื่นกลัวมากเพราะเท่ากับดึงเอาช่องทางในการกดดันอิหร่านต่อออกไปจากโต๊ะเจรจา นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลถึงกับบินไปกรุงวอชิงตันเพื่อต่อต้านทีเดียว
แต่พอถึงสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐก็หวนกลับไปเซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอลวางแทนอีก ทรัมป์ถอนตัวออกจาก JCPOA เมื่อปี 2018 และยัดเยียดมาตรการคว่ำบาตรใส่อิหร่านอย่างหนักหน่วงแข็งกร้าวยิ่ง ซึ่งประธานาธิบดีไบเดนก็รับช่วงทำต่อมาเช่นกัน ทั้งนี้ เพราะนายกฯ เนทันยาฮูไม่ต้องการข้อตกลงใดๆ ที่เพียงแค่ประกันไม่ให้อิหร่านเป็นภัยคุกคามทางนิวเคลียร์เท่านั้น เขาต้องการมากกว่านั้น
ฉะนั้น คำถามก็คือความจริงแล้วเป้าหมายนโยบายของอิสราเอลคืออะไร? พวกเขารู้ดีพอที่จะตระหนักว่า “การเปลี่ยนระบอบ” นั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้ ถ้าสหรัฐไม่เข้ายึดครองอิหร่านทางทหารแล้วละก็ ทายาทกษัตริย์ชาห์ย่อมจะไม่กลับไปอิหร่านหรอก ทางเลือกอีกอย่างเดียวคือการรัฐประหารโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionarcy Guard Corps – IRGC) ซึ่งกลับจะเป็นอันตรายต่ออิสราเอลยิ่งกว่าเสียอีก
ฉะนั้น เป้าหมายของพวกอิสราเอลจึงน่าจะเป็นการทำสิ่งที่ได้ถูกกระทำต่ออิรัก ซีเรีย และลิเบียมาก่อนแล้ว มากที่สุด กล่าวคือ รื้อถอนรัฐทิ้งเสีย นั่นจะเป็นเรื่องเลวร้ายมากสำหรับอิหร่าน มันยังจะเลวร้ายมากสำหรับยุโรปด้วย เพราะจะนำไปสู่กระแสคลื่นผู้อพยพหลั่งทะลักเข้ามาดังที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในกรณีประเทศอื่นๆ
ทว่า เรื่องนั้นกลับจะไม่เหนี่ยวรั้งนโยบายสหรัฐไว้แต่อย่างใด สำหรับทรัมป์แล้วมันไม่ทำให้อเมริกาสะดุ้งสะเทือนด้วยซ้ำ ตราบเท่าที่การแตกสลายของอิหร่านส่งผลสะท้อนย้อนกลับต่อยุโรป แต่ไม่ใช่ต่อสหรัฐ
(ต่อสัปดาห์หน้า)
