ระเบิดปั๊มอีกแล้ว ‘วิกฤตชายแดนใต้’ : บททดสอบนักธุรกิจท้องถิ่น ท่ามกลางความล้มเหลวด้านความมั่นคง
บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ระเบิดปั๊มอีกแล้ว ‘วิกฤตชายแดนใต้’
: บททดสอบนักธุรกิจท้องถิ่น
ท่ามกลางความล้มเหลวด้านความมั่นคง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
**อินนาลิลลาฮิ วะอินนาอิลัยฮิ รอญิอูน** (แท้จริงพวกเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงพวกเราจะต้องกลับคืนสู่พระองค์)
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ประกอบการและนักธุรกิจท้องถิ่นทุกท่าน ที่กำลังเผชิญกับบททดสอบอันหนักหน่วง ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสมรภูมิของความขัดแย้งด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้ดิ้นรนทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะ “กลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่น” ที่มุ่งมั่นสร้างเนื้อสร้างตัวและลบล้างอคติในอดีต
อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคชิ้นใหญ่ นั่นคือสถานการณ์ความรุนแรงรายวันที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังเช่นเหตุการณ์ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันล่าสุดที่จังหวัดยะลา
ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาความมั่นคงของภาครัฐ ว่ากำลังกลายเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของภูมิภาคนี้หรือไม่
พัฒนาการของกลุ่มทุนท้องถิ่น และสถานการณ์ความรุนแรงเชิงประจักษ์ เกิดภายใต้ความรู้สึก
1. การตื่นรู้และก้าวข้ามอคติของนักธุรกิจท้องถิ่น
อาจารย์สุไฮมี สาและ ให้ทัศนะว่า ในอดีต สังคมในพื้นที่มักถูกตีกรอบด้วยมายาคติที่ว่า “การค้าขายเป็นเรื่องของคนกลุ่มอื่น” หรือความเชื่อเชิงลบที่ว่าคนในท้องถิ่นขาดศักยภาพในการลงทุน ขาดความซื่อสัตย์ และมักแตกความสามัคคี
แต่ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางธุรกิจในทุกภาคส่วนได้สำเร็จ
โดยการนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พวกเขามีความเป็นมืออาชีพ ซื่อสัตย์ มีเมตตา และให้เกียรติคู่ค้าโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนา
2. เหตุการณ์รุนแรงที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น
แม้ภาคธุรกิจท้องถิ่นจะพยายามเดินหน้า แต่ความมั่นคงกลับสวนทาง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 23.08 น. เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายชุดดำพร้อมอาวุธปืน บุกเข้ากดดันผู้คนและลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน PT สาขาถนนสาย 15 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา จนเกิดเพลิงไหม้รุนแรง
แม้เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายโดยตรงต่อทรัพย์สินของผู้ประกอบการ และสร้างความหวาดหวั่นต่อบรรยากาศการลงทุนในพื้นที่อย่างรุนแรง
ในขณะที่ จ.ปัตตานี เกิดเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันพีทีอีก 2 แห่งเช่นกัน ได้แก่ สาขาปาวา อ.สายบุรี และสาขาบ่อม่วง อ.ยะหริ่ง เมื่อเวลา 23.30 น. ซึ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับเหตุใน จ.ยะลา ทั้งสองแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก
การระเบิดครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2568 จนถึงมิถุนายน 2569 พื้นที่เศรษฐกิจหลายแห่ง โดยเฉพาะปั๊มน้ำมันและร้านค้าต้องตกเป็นเป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การโจมตีปั๊มน้ำมันถือเป็นสถิติที่พุ่งเป้าไปที่ “เส้นเลือดใหญ่” ของเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน
ทุกครั้งที่มีการระเบิด นักธุรกิจท้องถิ่นสูญเสียทั้งทุนทรัพย์และความเชื่อมั่นจากคู่ค้าและนักลงทุนภายนอก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาสังคมให้หลุดพ้นจากความยากจน
ในทัศนะของอิสลาม การกระทำที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือชีวิตผู้อื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิตของผู้คน ถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักการอิสลามอย่างชัดเจนและร้ายแรง
ด้วยเหตุผลดังนี้
1. การห้ามทำลายทรัพย์สิน (การทำลายเศรษฐกิจ) อิสลามคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินอย่างสูงสุด การวางระเบิดปั๊มน้ำมันเป็นการสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนรวมและส่วนตัว ซึ่งถือเป็นบาป (มุซียะฮฺ) และการสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน (ฟาดาด ฟิล อัรฎ์)
2. การละเมิดความปลอดภัยของประชาชน หลักการอิสลามให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ การใช้ปืนขู่หรือทำร้ายขวัญประชาชนในพื้นที่ประกอบอาชีพขัดกับหลักการ “ราห์มะฮฺ” (ความเมตตา) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของศาสนา
3. การไม่ก่อความวุ่นวาย (ฟิตนะฮฺ) อิสลามปฏิเสธแนวทางที่นำไปสู่ความวุ่นวายและแตกแยก การก่อเหตุที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อคนในพื้นที่ถือเป็นการสร้าง “ฟิตนะฮฺ” ที่ทำลายความสันติสุขและความสามัคคีของคนในสังคม
ความพยายามในการสร้างความเจริญของกลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่นกำลังถูกท้าทายด้วยช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัยของรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับทัศนะของนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการทหารฯ วุฒิสภา ที่ได้ออกมาชี้ถึงความล้มเหลวของหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ใน 4 มิติหลัก ได้แก่
ล้มเหลวในงานการข่าว : ไม่สามารถระบุและสกัดกั้นการก่อเหตุได้ทันท่วงที
ล้มเหลวในงานมวลชน : ขาดการสนับสนุนและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจากประชาชนในบางพื้นที่
ล้มเหลวในการป้องกันเหตุ : ปล่อยให้มีเหตุร้ายรายวันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน 2569)
ล้มเหลวในปฏิบัติการเชิงรุก : ปล่อยให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบปฏิบัติการได้อย่างเสรี โดยเฉพาะบนเส้นทางคมนาคมหลักในเวลากลางคืน
ข้อวิจารณ์ดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอที่แข็งกร้าวในการเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการ สมช. เนื่องจากความล้มเหลวในการคุ้มครองความปลอดภัยนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
หากรัฐไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ ความมุ่งมั่นของนักธุรกิจท้องถิ่นที่หวังจะจุดกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคก็อาจต้องสะดุดลง
สรุป
วิกฤตการณ์ในชายแดนใต้สะท้อนให้เห็นถึงภาพความขัดแย้งระหว่าง
“ศักยภาพของคนในพื้นที่ที่กำลังเติบโต” กับ “โครงสร้างความมั่นคงของรัฐที่กำลังถดถอย”
นักธุรกิจท้องถิ่นได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่า พวกเขามีความพร้อมที่จะพัฒนาบ้านเกิดด้วยหลักจริยธรรม ความรู้ และการแบ่งปัน
แต่พวกเขาไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากภัยความไม่สงบเพียงลำพังได้
ภาครัฐจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาไฟใต้ นำผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงเข้ามาบริหารจัดการ เพื่ออุดช่องโหว่ทั้ง 4 ด้านตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต
ท้ายที่สุดนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกท่านในพื้นที่ยืนหยัดในบททดสอบนี้ เพราะหัวใจของความสำเร็จที่แท้จริงคือ การยึดมั่นในความเป็นผู้ศรัทธา พัฒนาศักยภาพด้วยความรู้ เพิ่มพูนปัจจัยด้วยการแบ่งปัน เคารพให้เกียรติทุกความเชื่อ และยืนหยัดในการเชิญชวนทำดีหยุดยั้งการทำชั่ว
อินชาอัลลอฮฺ ความเป็นคนท้องถิ่นจะสามารถจุดกระแสการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มความภาคภูมิในอนาคตอันใกล้
