บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (12)
ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร?
“เห้ย พี่มีบ้านอยู่แถวไหน” เสียงหนึ่งดังขึ้นในวันที่ร้อนอบอ้าวและเหนียวเหนอะหนะ
เขาเป็นผู้ช่วยแคระแกร็น เสื้อขาว ผิวคล้ำ และรอยแผลตามเนื้อตัวปานประหนึ่งผ่านศึกสงครามมา กอปรกับน้ำเสียงที่ดังแต่แหบแห้งอันเป็นเอกลักษณ์ “เตี้ย” หรือในแดนเรียกกัน “ไอ้เตี้ย”
“คลองเตยๆ เอ็งล่ะบ้านไหน” เบิร์ดตอบกลับเตี้ยไปในทันที “ผมคลองเตยเหมือนกันพี่ มีไรบอกผมได้เลย เดี๋ยวผมจัดให้”
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เตี้ยกับแก๊งคอลายมีความสนิทกันอย่างรวดเร็ว ในทุกวันจะได้ยินเสียง ไม่ว่า “ไอ้เตี้ยๆ มานี่หน่อย” หรือ “ไงพี่เอาไรเพิ่มมั้ย” ไม่เบิร์ดก็เตี้ยจะเรียกหากันไปกันมา จนผู้คุมเข้ามาเตือนรอบหนึ่ง
“ถ้าพวกมึงยังไม่เลิกเรียกหากัน กูจะส่งมึงกลับเข้าแดนใน” ด้วยเหตุนี้เตี้ยจึงมาห้อง 22 น้อยลง แต่ยังฝากผู้ช่วยคนอื่นเอาข้าวเอาของมาให้แก๊งคอลายเป็นระยะ
ตัดกลับมาเวลานี้หลังเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจบลง “ไอ้เตี้ยแม่งไม่น่ารอด เกมละมึง” เบิร์ดพูดกับแก๊งคอลาย
“มึงคิดมามันทำไรวะ” เพื่อนเบิร์ดถาม
“แม่งเดินร่อนรอบแดน แกว่งไปแกว่งมาทั้งวัน ดูทรงเติมมาแน่ กูว่ายังไงก็เกม” เบิร์ดวิเคราะห์
เราที่แกล้งหลับยังคงเอี้ยวหูใส่ใจอย่างไม่ขาดตอน “เติมหรอ? เติมอะไร ยาหรอ ในคุกนี้นะ?” ในหัวเต็มไปด้วยคำถามเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มันน่ากลัวเกินกว่าจะหาคำตอบได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วเราก็หลับไปปล่อยให้ความกลัวเงียบลง แล้วฝันถึงวันวานแห่งอิสรภาพในห้วงนิมิต จนอรุณวันใหม่ส่องกระทบตาเรา
“หลับได้หลับดีจังนะเรา แต่ก็ดีกว่าตื่นมาอยู่ในโลกบ้าๆ นี่” เราคิดในใจ
“สิรภพ อาหาร… ยังไม่ตื่นเหมือนเดิมสินะ อ้าวๆ ใครจะมาเอาน้ำร้อนต่อแถว” เสียงผู้ช่วยพูดด้วยความเฉยชา เราได้ยินเสียงพี่ไก่ลุกไปรับอาหารเช้าแทนเรา แล้วกลับมาพร้อมสะกิดเรา
“ขนุน น้าโอ๊ตชวนไปนั่งกินกาแฟ คุยเล่นกันมั้ย ได้สดชื่นหน่อย” พี่ไก่เทียบเชิญขนาดนี้ มีหรอที่เราจะ…
“ผมขอนอนต่อนะพี่ เดี๋ยวผมตื่นตามไป” ใช่ เราเลือกจะนอนต่อ แต่ไม่ใช่นอนเฉยๆ เราเดาไว้อยู่แล้วว่าทุกคนจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน เราไม่อยากไปร่วมวงที่มีแก๊งคอลายอยู่ใกล้ๆ การแกล้งหลับแล้วแอบฟังจึงดูจะเหมาะกว่า
ถึงเราจะถามอะไรไม่ได้แต่อย่างน้อยเรายังได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พี่ๆ รู้มั้ยเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน” เบิร์ดตะโกนเสียงดังถามผู้ช่วยที่เดินผ่านมาหน้าห้อง
“เมื่อคืนหรอ พี่ไม่ได้อยู่ห้องนั้น ลองถามคนอื่นดู” แล้วเขาก็เดินจากไป
เบิร์ดยังคงไม่ลดความพยายาม ท่ามกลางคำถาม “พี่ๆ เกิดไรขึ้น” ข้างนั้นแก๊งน้าโอ๊ตนั่งจิบกาแฟ นั่งประเมินสถานการณ์กัน คุยเรื่องวันนี้ทนายจะมาเยี่ยมแล้วจะทำยังไง และคุยถึงเรื่องหาทางช่วยติดต่อญาติให้พี่ไก่
ไม่นานคำถามที่คาใจทุกคนก็ถูกแถลงผ่านคำตอบของพี่แซมที่เดินมาหน้าห้องพอดี คงเพราะได้ยินเบิร์ดถามไม่หยุดด้วยแหละมั้ง
“คือเมื่อคืน เตี้ยมันอยู่ดีๆ ไปต่อย ‘เปิ้ล’ ผู้ช่วยอีกคน ก่อนหน้าไม่กินเส้นกันอยู่แล้ว แต่เมื่อคืนไม่รู้ไปคึกมาจากไหน ปกติจะแค่ไม่ยุ่งกันเฉยๆ แต่นี่เตี้ยเล่นไปต่อยเขาเลย ไม่ปกติ” พี่แซมตอบพร้อมทิ้งปมให้ทุกคนชวนคิดต่อว่า “อะไรที่ว่าไม่ปกติ”
“กูว่าแม่งแดกโปรทรงงี้ เดี๋ยวถ้าแม่งเดินผ่านเรียกมาคุย เผื่อขอด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูหมั่นหน้าไอเอ็มเหมือนกัน” เบิร์ดพูดพร้อมหันไปมองเอ็ม
ที่เราได้ยินทั้งหมด แม้พอจะรู้เนื้อหาบ้างว่า “โปร” คือ ยาแก้ไอเม็ดเขียวเหลือง ผสมกับโค้ก มีฤทธิ์ทำให้เมา แต่พอมาดูบรรยากาศในห้องมันน่ากังวลยิ่งไปกว่าเดิม ห้องนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปสำหรับเรา ความหวาดระแวงเต็มไปทั่วทุกมุมในความคิดของเรา มีอะไรให้กลัวเต็มไปหมด
เวลาผ่านไปสักพัก เราจึงแกล้งตื่นทำทีไปอาบน้ำ ล้างหน้าตามกิจวัตร
“พี่เล็ก พี่ไก่ พี่แจ็ค เอาโบโลน่ามั้ยครับ” เราถามทุกคนเพราะเราไม่กินโบโลน่าใส่พริก เราเป็นคนไม่กินเผ็ด
“เห้ย แว่นมานี่หน่อย ทำไมมึงถึงเลือกพรรคส้มวะ มึงรู้มั้ยมันล้ม…” เบิร์ดตะโกนพูดพร้อมยิงคำถามใส่เราโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนอีกคนในแก๊งจะพูด
“ล้ม… ล้ม… ล้ม… กูโคตรไม่ชอบพวกไม่เคารพสถาบันเลยว่ะ ทำไมมึงไปขวางขบวนวะ” เขาพูด
“ผมไม่ได้ขวาง ผมไม่ได้ทำอะไร ผมแค่ปราศรัยตอนปี 2563 และผมไม่ได้เลือกพรรคส้ม” เราตอบกลับไปด้วยเสียงที่สั่นกลัว
“กูว่ายังไงมึงก็เลือกส้ม ไม่งั้นคงไม่โดน 112 หรอก” เบิร์ดโต้
“พอ พอ พอ ไม่ใช่เรื่องของเอ็งจะไปเบิ้ลเขาทำไม ต่างคนต่างอยู่ เอ็งก็อยู่ที่ของเอ็งไป” พี่เล็กเข้ามายุติความตึงเครียดนี้ (เบิ้ล ภาษาคุกแปลว่า เสียงดังเพื่อข่มอีกฝ่าย ให้นึกถึงเด็กแว้นเบิ้ลมอเตอร์ไซค์)
พอหันกลับมามองเรื่องนี้ก็น่าละเหี่ยใจกับความเข้าใจผิดของคนในสังคมที่ถูกปลุกปั่นโดยฝ่ายขวาชาตินิยม ที่ทำให้คนทั่วไปมองว่าพรรคส้มนั้นล้ม… ทั้งที่ในความเป็นจริงทัศนะทางการเมืองของพรรคยังบอกตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองซ้ายแค่ไหน หรือจะมีนโยบายยังไง เพราะบ้างก็ซ้าย บ้างก็บ้ง
ตอนนี้บรรยากาศในห้องแบ่งขั้วกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งคือไม่ชอบแก๊งคอลายซึ่งเกินกว่าครึ่งห้อง และที่เหลืออีก 4 คนรวมเบิร์ดก็คือแก๊งคอลายที่ไล่ระรานคนอื่นไปทั่ว มันเกินไปจริงๆ เราคิดจะทำยังไงดี
“คงต้องบอกพี่สินะ” เราคิดในใจ แม้อีกใจจะคิดถ้าบอกไปเรื่องจะใหญ่กว่าเดิมมั้ย แต่เราก็กลัวเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง เราไม่อาจรู้ได้ว่าอยู่ๆ มันจะลุกขึ้นมาต่อยเราตอนไหน
“งั้นคงต้องบอกตอนที่เราได้ออกไปคนเดียว บอกกับผู้ช่วยให้พาเราไปหาพี่ จะได้ดูเนียนๆ” เมื่อเราวางแผนได้ดังนี้ เราจึงรอเวลาที่จะออกไปเอาข้าวกลางวันที่ร้านค้า แล้วค่อยหาจังหวะบอกผู้ช่วยว่าอยากเจอผู้คุม
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น แผนดำเนินไปได้อย่างสวยหรู เราไปร้านค้าและบอกกับผู้ช่วยคนหนึ่ง แกยืนคิดสักพักก่อนเดินออกไป แล้วกลับมาพร้อมกับบอกว่า “พี่เรียกคุยด้วย”
เมื่อถึงหน้าแดนเราจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปว่าเราโดนอะไร เขากล่าวหาอะไรเรา จะช่วยอย่างไรได้บ้าง เรารู้สึกว่าตอนนั้นเราโลกสวยมาก คิดว่าผู้คุมจะเป็นคนกล้าช่วยจัดการไกล่เกลี่ยปัญหาได้
“แต่เราคิดผิด”
จังหวะหนึ่งเมื่อเราบอกทุกอย่างกับผู้คุมแล้ว แกรับปากว่าหาทางจัดการให้ ส่วนเวลานี้ให้เรากลับไปอยู่ในห้องก่อน ไม่ช้าก็มีผู้ช่วยมารับตัวเรา พาตัวกลับไปที่ห้อง ก่อนออกหน้าแดนก็เห็นเตี้ยโดนล็อกกุญแจมือไพล่หลังล็อกไว้กับเสาหน้าประตู
“มันทำตัวมันเอง โดนล็อกแบบนี้แหละทั้งวัน รอพี่จะว่ายังไง” ผู้ช่วยที่พาเรากลับพูดขึ้น หลังเห็นเรามองเตี้ย
ตอนถึงห้องเราก็ทำเนียนต่อ นั่งคุยกับโอริเวอร์และพี่ไก่ นั่งเล่นหมากฮอสกับพี่เล็กจากฝาขวดน้ำที่รวบรวมได้จนตั้งกระดานได้ เราพยายามทำตัวให้แนบเนียนที่สุด ซึ่งฝั่งแก๊งคอลายก็ดูไม่ได้จับสังเกตอะไรเรา เพราะเอาแต่นอนเกือบทั้งวัน
พวกนั้นทำไรบ้างในหนึ่งวัน ตัวอย่าง แย่งของกิน แกล้งตบเอ็ม ไปเปิดประตูดูโอริเวอร์ตอนอาบน้ำ คุยเสียงดังข้ามห้อง ล้อเราและพี่ไก่ไม่ว่าจะเรื่องอะไร สุดจะทนแล้วกับพฤติกรรมพวกนี้
จนบ่ายแก่ๆ เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เตี้ยเดินมาหน้าห้อง พร้อมกับตรวนเหล็กเส้นใหญ่เสียงดังตามมาจากทุกก้าวที่ย่างเดิน
“ไอ้เตี้ย มึงโดนตีตรวนเลยหรอ มึงเคยใส่มาก่อนเปล่า เข้าห้องน้ำลำบากเลยสิวะ” เบิร์ดตะโกนถามทันทีที่เห็น
“โห้พี่ แม่งโคตรหนักเลย จะถอดจะใส่กางเกงก็ยาก” เตี้ยตอบกลับมา พร้อมลากตรวนนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้น
ซึ่งตรวนที่ว่าจะใส่เฉพาะกรณีผู้ต้องขังก่อเหตุหรือมีพฤติกรรมร้ายแรงในเรือนจำ ทำร้ายร่างกาย มีสิ่งผิดกฎหมาย ก็จะโดนใส่ตรวน งดเยี่ยมญาติ หรือร้ายแรงหน่อยจะถูกขังเดี่ยวไปถึงย้ายเรือนจำ ในส่วนของเตี้ยยังแค่เพิ่งเริ่ม
“กูก็เคยโดนเดี๋ยวกูสอนให้ต้องทำยังไง” เบิร์ดพูดตอบ ก่อนเตี้ยจะค่อยๆ ก้าวขาเดินมาหน้าห้อง 22
“ทําไงบ้างพี่สอนหน่อย ผมแม่งโดนล็อกอยู่หน้าแดนทั้งวันเลย ยังดีพี่ปล่อยมาไว” เตี้ยตอนมาถึงแล้วนั่งลงพร้อมระบายทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เนื้อตัวมีแผลเล็กน้อย รอยยุงกัดพบเห็นได้เป็นจุดๆ
“งั้นเอาจากกางเกง ถอดเข้าถอดออกให้ได้ก่อน มึงต้องม้วนขากางเกงแล้วสอดเข้าผ่านช่องตรงตรวนทีละข้าง” เบิร์ดสอนเตี้ยใส่กางเกงด้วยประสบการณ์การเข้าคุกไม่รู้กี่ครั้งของเขา
“ยังไงวะพี่” เตี้ยถอดกางเกงออก แก้ผ้าอยู่หน้าห้อง พยายามลองทำตามที่เบิร์ดสอน
“มึงแม่งไม่เป็นเลย งั้นเปิดประตู เดี๋ยวกูทำให้มึงเอง” เบิร์ดพูดขึ้น ซึ่งคนในห้องยังไม่เอะใจอะไร
จนเมื่อได้ยินเสียง “แก๊ก แก๊ก แก๊ก” ฉิบหายละไงแม่งเปิดจริง “พี่ไก่ ผมว่าเราแกล้งนอนเลยดีกว่า ผมว่ามีเรื่องแน่” เราหันไปหาพี่ไก่ทันที “พี่ก็ว่าอย่างนั้น”
“อะนี่ มึงต้องม้วนแบบนี้ แล้วสอดตรง…” ระหว่างเบิร์ดเปิดประตูแล้วใส่กางเกงให้เตี้ย มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไอ้เหี้ย นิ่ง อย่าขยับ ใครให้มึงเปิดประตู” เสียงคอมแบตเดินก้าวเข้ามาด้วยความไว
ก่อนมีเสียง “ตู้บ ตู้บ ตู้บ” และเสียงร้อง “เอ๋ง เอ๋ง” เหมือนสุนัขร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องนั้นดังตามมาเป็นระยะ เราหันหน้าไปดูจังหวะนั้น จังหวะที่เตี้ยถูกเตะเข้าที่ท้องกระเด็นไปจากประตู เตะซ้ำให้กระเด็นไปอีก กาแฟในแก้วของผู้คุมกระเด็นไปทั่วพื้น มันเป็นวินาทีที่เราไม่เคยลืม ความกลัวสุดขีดที่ได้เห็นภาพจริงๆ ที่เกิดขึ้นในคุก
“หมอบ กูสั่งให้พวกมึงทุกคนในห้องหมอบ” ผู้คุมหันมาตะโกนสุดเสียงสั่งคนในห้อง เราหมอบลงไปในทันที
“พวกมึง ไปล็อกตัวมันไปหน้าแดน ในห้องนี้ใครสั่งให้มันเปิดประตู กูถามว่าใคร” ผู้คุมตะเบ็งเสียงเค้นคำตอบจากในห้อง
“ไอ้เตี้ย มันเปิดเองครับพี่” เบิร์ดที่ก้มหัวตอบกลับไป
“โห้ไอ้เหี้ย แม่งสร้างเรื่องไม่พักเลย จะส่งแม่งกลับแดนใน กาแฟกูหกหมด พวกมึงไปหาผ้ามาเช็ดเดี๋ยวนี้” ผู้คุมระบายความหงุดหงิดออกมา ก่อนล็อกห้องกลับดังเดิม แล้วเดินจากไป
แม้เราจะเข้าใจอยู่เต็มอกว่ามันคือเรื่องของ “ความมั่นคงในเรือนจำ” เป็นการ “ควบคุมสถานการณ์” ถ้าเตี้ยเปิดประตูแล้วเบิร์ดหนีออกมาจะเป็นเรื่องใหญ่แค่ไหน มันถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมากในเรือนจำ แต่เราก็ยังกลัวและหดหู่กับภาพที่เราเห็นตรงหน้า
ก่อนวันนี้ก็จบลงด้วยความเงียบภายในห้อง “แม่งไม่ใช่แล้ว เราอยู่ไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้พาเราออกไปที” ก่อนเราฟุบลงร้องไห้ด้วยความกลัวเพื่อให้ผ่านวันนี้ไป…
เครดิตภาพ : ภาพจากเพจ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
