บทความพิเศษ ภาสกร ประมูลวงศ์
คำถามถึงทีวีไทย
พิธีกรหญิงที่สีของลำคอกับสีบนใบหน้าผัดรองพื้นคนละเบอร์ ในห้วงเวลาไม่ห่างกันเท่าใด ผู้สื่อข่าวสายกีฬา (หญิงและชาย) อยู่ในยูนิฟอร์มเสื้อบอล เขาเหล่านั้นกำลังพล่ามในเรื่องฟุตบอล ฟุตบอล และฟุตบอล พูดออกรสพลางเหมือนโลกจะสลายไปตรงหน้า
เหลียวมองไปด้านข้าง บรรดากูรู หรือคอนเมนเตเตอร์ เรื่องสังคม/การเมืองหน้าเดิมๆ คนเหล่านั้นก็ยังคงพูดเรื่องเดิมๆ ด้วยต้องการจะเผาเวลาให้หมดไปโดยมี “ช่วงเวลาแห่งการโปรโมตขายสินค้า” เพียงแต่สร้างภาพลวงให้กับสังคมไทย
มากกว่านั้น มันคือการแสดงความตื้นเขินทางปัญญาและเป็นอุปสรรคของการพัฒนาทั้งระยะสั้นและยาว
ผมพยามไม่พูดถึงตัวปลอมที่ “เล่าข่าว” โดยไม่มีสาระ ขาดความรู้ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดมาพร้อมวาทกรรมน้ำเน่าที่พยายามพูดให้มันจบๆ ไป ไหนจะคลิปข่าวไร้สาระอีกเป็นกระบุงโกยที่ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า “ข่าวที่ดี” นั้นคืออะไร?
โทรทัศน์ในฐานะหน้าฉากของการสื่อสารมวลชน แทนที่จะทำให้เราฉลาดขึ้นทัดเทียมนานาประเทศอื่นๆ กลับทำให้คนไทยไม่ฉลาดขึ้น มอมเมา หลงทาง และเสื่อมถอยลงด้านสติปัญญาอย่างไร้สติ
เราให้ความสำคัญกับเรื่องไม่เป็นเรื่องในกระพี้ ขณะที่แก่นของมันถูกปล่อยวางอย่างละเลย
ผมได้รับการปลูกฝังในประเทศที่เป็นต้นแบบแห่งประชาธิปไตยว่า การพัฒนาของเสรีภาพตลอดจนเมืองและสังคมนั้น เราไม่อาจทำได้ด้วยคนคนเดียวหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงผู้เดียว
หากแต่มันคือกระบวนการที่ต้องไปร่วมกันในทุกฝ่าย
อาจจะเร็วหรือช้าก็แล้วแต่สภาพสังคมในแต่ละประเทศ ทว่า ห้ามหยุดพัฒนาการเด็ดขาด มันต้องเคียงคู่ไปกับการศึกษา การสาธารณสุข การเมือง การกีฬา หรือแม้แต่สื่อสารมวลชน
คำถามคือ ถ้าเราต้องหยุดถามหา จรรยาบรรณกับนักการเมืองแล้วกลับไปถามตัวสื่อมวลชนเอง เราเองนั้น มีส่วนแค่ไหนในการหยุดกระบวรการเรียนรู้?
ผลการสำรวจหลายฉบับลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ข่าวสาร” สามารถส่งผลกับชีวิตคนได้ในคราวละมากๆ แตกต่างกันไปตามมุมมองและสถานะ จากความเห็นที่แตกต่างไล่เรียงไปถึงความฝัน ความเป็นอยู่ โอกาสแห่งชีวิต เรื่อยไปจนถึงมุมมองระดับปัจเจก
อลิสัน โฮลแมน (Alison Hollman) เจ้าหน้าที่ผู้เก็บข้อมูลเรื่องสุขภาพจิตชาวอเมริกันได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดหมู่ในงาน Boston Marathon 2013 ไว้ว่า ขณะที่นักวิ่งหลายร้อยคนทำกำลังห้อเข้าเส้นชัย ระเบิดแสวงคลื่นสองลูกเกิดปะทุขึ้น ผู้ประสบอุบัติเหตุสามคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที หนึ่งคนในนั้นเป็นเด็กอายุแปดเพียงขวบ ตลอดจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกร่วมร้อย
ขณะที่หนังสือพิมพ์กำลังตีข่าว วิทยุโทรทัศน์เผยแพร่แบบไม่หยุด หากแต่มันเป็นการแยกกันนำเสนอโดยเจาะลึกไปยังรายละเอียดปลีกย่อย
ไม่มีสำนักข่าวรายไหนเลยที่หาข่าวแบบ Cross Functional พูดง่ายๆ ไม่มีการเล่นข่าวแบบ “ขอยืมแหล่งข่าว” หรือ “อ้างแหล่งข่าวสลับไปมา” พวกเขาถือว่าข่าวใดๆ ที่หลุดมาจากโต๊ะ มันคือ Exclusive ทั้งสิ้น
ต่างจากของไทยที่สื่อ (หรือที่เรียกว่านักข่าว) รายงานข่าวมากกว่าสองช่องโดยใช้แหล่งข่าวเดียวกัน ไม่เท่านั้นยังมีการพูดสลับในเนื้อหาเหมือนกัน ประหนึ่งทำงานที่เดียวแต่กินเงินเดือนสองรอบ
หรือพูดอีกแบบคือ สื่อไทยไม่ลงทุนทางด้านข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณหรือสติปัญญา
มากกว่านั้น มันยังขาดความเชี่ยวชาญในความคิดของการเจาะประเด็น
โฮลแมน (และเพื่อนร่วมงานจาก University Of California) ถลกแขนเสื้อโดดลงไปหาข้อมูลดิบจากคนจำนวนกว่า 5,000 คน ในการหาสมมุติฐาน ถามความคิดเห็น หาความเป็นไปได้มานำเสนอแทนที่จะพูดต่อยหอยเป็นนกแก้วนกขุนทองแบบรายการเล่าข่าวในประเทศสารขัณฑ์
เพื่อความชัดเจน พวกเขาลงไปหาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ค้นกลับมาหาปัจจุบันแล้วมองไปยังอนาคต ค้นงานวิจัยเรื่องผู้ก่อการร้าย (ทั้งในแบบมืออาชีพและสมัครเล่น)
แน่นอน พากเขายังใช้เวลาเป็นวันๆ เพื่อจำลองเหตุการณ์สลับกับการลงพื้นที่จริง หาพฤติกรรมความรุนแรง ความเป็นได้ทางสภาวะจิต ผลกระทบข้างเคียงต่อสังคม
เป็นการทำในแบบไม่มีใครจ้าง ไม่มีหน่วยงานของรัฐมาบอกโพย
โฮลแมนและผองเพื่อนทำไปด้วยจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองและอาชีพสื่อสารมวลชนอิสระ
“ดิฉันมองว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อผดุงไว้ซึ่งความถูกต้อง” เธอกล่าว
“ผู้คนอยากได้ยินเรื่องราวของผลกระทบในทิศทางที่แตกต่าง มันคือการผสมผสานกันระหว่างความครีเอทีฟ บวกความจริงซ้อนเข้าไปหลายๆ ชั้น” เธอสรุปรวบช้อน
มากกว่านั้น จากรายงานข่าวชิ้นเดียวกันยังขยายไปเป็น “การตรวจสอบความเสี่ยงของสังคม”
ซึ่งแน่นอน ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น มันต้องผ่าน หลักฐานผลทดสอบด้านอารมณ์ ข้อมูลดิบประกอบมากมาย ตลอดจนประเด็นของกลุ่มวิจัย ซึ่งนักวิชาการให้ความสำคัญมาก มันคือขั้นตอนก่อนที่จะนำไปเสนอเป็นข่าวในย่อหน้าถัดไป
หาใช่รับมาแล้วเขียนไปตามสคริปต์ ถ้าไม่มีใครจับได้ก็ถือว่าเขียนเอง
มากกว่านั้น หากใครจำได้ช่วงโควิด BBC ถือเป็นสื่อรายแรกๆ ที่ลุกขึ้นมาทำข่าว โดยเริ่มจากประกาศเรื่อง “โรคระบาดที่ต้องระวัง ยังแต่ไม่ต้องตกใจ” ก่อนจะตามมาเป็นมหัตภัยแห่งมนุษยชาติในเวลาต่อมา
ขณะที่โลกกำลังตามหาวัคซีนตบตีกันวุ่นวาย เมื่อนั้น BBC ก็ไปไกลแล้ว พวกเขาลงข่าวเขียนเรื่องไวรัสจากเมืองจีน สรุปเป็น Flow Chart จำนวนคนติดเชื้อทั่วโลก มีภาพประกอบเป็นตัวขยายถึงอังกฤษ สหราชอาญาจักร เรื่อยไปจนถึงยุโรป อเมริกา และทั่วโลก รวมถึงกระบวนการ Lock Down เน้นไปที่ข้อเท็จจริงมากกว่าดราม่าไปวันๆ
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการสนับสนุนให้เกิด “นักข่าวพลเมือง” ผุดขึ้นเป็นเว็บไซต์ พอดแคสต์ สตรีมมิ่ง กระจายกันไปทั่วประเทศโดยคงไว้ซึ่งกระบวนการเผยแพร่ในแบบ “ข่าวชิ้นเดียวกัน” แต่ “เขียนด้วยแง่มุมที่แตกต่าง” ที่เหลือจากนั้นคือการรอข่าวในวันถัดไป
ในแวดวงนักสื่อสารมวลชนมีคำว่า Hardwire Affect มันบรรยายถึงความเป็นไปของอคติที่เป็นลบ ทว่า กลับสะท้อนออกมาในด้านบวก เป็นสมองซีกที่เราเตือนสิ่งที่ต้องระวังไว้ก่อน ทฤษฎีชิ้นนี้สามารถสะท้อนความเป็นมาและเป็นไปของข่าวสารได้อย่างมีเหตุมีผลเพราะมันช่วยระวังถึงสิ่งที่ต้องระวังไว้ก่อน
นักวิทยาศาสตร์เองพยายามสรรหาเหตุผลมาอธิบายแต่ก็ทำได้ยาก ทั้งที่เป็นความสามัญยิ่งนัก เป็นต้นว่า เพื่อนผมคนหนึ่ง สงสัยว่าทำไมช่วงนี้น้ำหนักลด เช็กไปเช็กมาพบว่าเป็นมะเร็ง หรือความกลัวของคนก็มีเบื้องหลังเป็นสิ่งที่เราต้องในใส่ใจ เช่นเดียวกับคำว่า “ข่าวที่ดีคือข่าวที่แย่” ประมาณถ้ารัฐบาลกำลังจะประกาศอะไรสักอย่าง แสดงว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
อคติเหล่านี้ ผู้สื่อข่าวที่ต่างประเทศมักจะใช้ดมกลิ่นเพื่อตามล่าหาความจริงถือเป็นการหาข่าวในแบบ Aggressive และแน่นอน มันเชื่อมต่อกับ “กติกาแห่งการไม่เชื่ออะไรสักอย่าง”
เหมือนครั้งหนึ่งนานมาแล้ว อาเธอร์ ซี. คล้าก เคยเขียนบทความเรื่อง Utopia ก่อนจบลงด้วยความไม่ซื้อไอเดียแถมพูดสาดเสียเทเสีย ทั้งๆ ที่เขาคนคนเดียวกับที่เขียน 2001 A Space Odyssey
ผมถึงกล้าบอกว่า ความคิดในแง่ลบมักสร้างผลลัพธ์ในแง่บวกต่อข่าว ซึ่งมันต้องใช้เวลาต่อจากนี้อีกหลายปีในการที่จะทำให้สื่อไทยเข้าใจเรื่องเหล่านี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนวันที่ยังเล่าข่าวด้วยคลิป แล้วยืดมันด้วยหวังว่าเวลาจะผ่านไปอีกวัน
เมื่อเราพูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีคำว่า “ข่าวที่ดี คือข่าวที่ร้าย” สื่อไทยจึงมักจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่นำเสนอสิ่งไกลตัวโดยจะพูดถึงก็ต่อเมื่อผ่านไปโดยมีผลประจักษ์ไปแล้ว สะท้อนถึงปูมความรู้ที่เรามีจำกัดจำเขี่ยเหลือเกิน
ขณะที่เรากำลังดูข่าวมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนเด็ก (ก่อนตามมาด้วยคอมเมนต์ยืดยาวโดยหาสรรพสาระไม่ได้ ขณะที่ความประมาทส่วนบุคคลถูกละเลย)
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในระดับหัวเห็ดกำลังไล่ข้อมูลเรื่องไวรัสอีโบล่าหรือเชื้อแอนเทร็ก
คำถามคือ ข้อมูลเหล่านี้ รู้ไปแล้วจะเกิดประโยชน์อันใด? สู้ข่าวผัวเมียตบกันไม่ได้ ใช่ไหม?
ความจริงก็คือ ข่าวเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างรอยหยักให้กับสมอง ช่วยเชื่อมโยงกับอีกด้านของโลกที่เรากำลังยืนอยู่ มันถูกพัฒนามาเพื่อให้คนได้คิดจนเกิดเป็นไอเดียและจากไอเดียเป็นความรู้ ผลกระทบต่อสังคมกับข่าวสาร ไม่มากก็น้อย จึงมีอิทธิพลกับความคิดของคนในชาติ
มองในด้านที่ใกล้ตัวอีกนิด มีคำกล่าวว่า Affective Forecasting ซึ่งใช้เรียกการประมวล “ความเป็นไปได้” และ “ความเป็นไม่ได้” ของเหตุการณ์จากดอกเตอร์รีเบกก้า ธอมป์สัน (Dr Rebecca Thompson) แห่งมหาวิทยาลัย University Of Irvine
“ถ้าเราคิดว่าพรุ่งนี้จะถูกหวย แน่นอนว่าหะแรกเราจะดีใจเนื้อเต้น ครั้นเมื่อสมองประมวลข้อมูล นาทีต่อมาคนที่มีสติดีๆ จะรู้ว่า เขาต้องเลิกเพ้อ แล้วก้มหน้าก้อตาทำงานต่อไป”
รีเบกก้าคงไม่รู้ว่า ในบางประเทศมีโทรทัศน์ออกอากาศประกาศสลากกินแบ่งแบบเป็นล่ำเป็นสันแถมเป็นทีวีระดับประเทศ
ผมไม่ได้ต้องการจะพูดในสิ่งที่คนรู้แล้วทั้งประเทศ ผมแค่อยากสะท้อนภาพเล็กๆ ของสาระสำคัญของการเสพข่าวสารในเมืองไทย และสะท้อนมันออกมาจากชิ้นส่วนเล็กๆ ของสังคมด้วยหวังใจว่าจะมีใครฉุกคิด
เพราะมากกว่านั้น ในอีกด้านมันเป็นการบ่งบอกถึงจิตสำนึกของคนในชาติต่อข่าว
ผมกำลังจะบอกว่า “การเปลี่ยนชีวิตในลักษณะลาภลอย” นั้นมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครในประเทศที่เจริญแล้วจะยึดมันเป็นสรณะ
ว่าตามตรง การเอาอนาคตไปฝากไว้กับกระดาษแผ่นเดียว ดูจะเหมือนด้อยค่าสติปัญญาตัวเองด้วยซ้ำ
เช่นนั้นแล้ว ข่าวสารมีไว้ทำไม? เราอ่านมันเพื่อหาพระแสงอะไร? หรือรู้ไปก็เท่านั้น?
“เบื้องต้น มนุษย์เรามีระดับการรับรู้และความเข้าใจที่แตกต่า มันผันแปรไปตามความคิด ความรู้ ประสบการณ์และอื่นๆ อีกมากมาย” แมรี่-ฟรานส์ มาร์ลิน นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยควิเบก มอนทรีออล กล่าว
“ข่าวสารจึงทำหน้าที่เฉลี่ยความรู้ให้กับผู้คน แน่นอน ที่เหลือต่อจากนั้นเราต้องจำแนกเองแบบปัจเจกว่า อะไรสมควรคิดต่อ หรืออะไรที่สมควรทิ้งลงถังขยะ”
ถึงตอนนั้น เราต้องเข้าใจลักษณะการเขียนข่าวก่อนว่า เบื้องต้นมันต้องน่าสนใจ เร้าใจ และมีเรื่องราวให้ติดตามแบบเป็นเหตุและผล โดยสื่อมวลชนเองยังแยกข่าวเป็น “เล็กใหญ่” โดยขึ้นอยู่กับระดับความกว้างใหญ่ของประเด็นนั้นๆ
มันโคตรจะโอเค หากใครสักคนจะนำเสนอความแซ่บเผ็ดร้อนตราบใดที่มีความจริงเป็นแก่นแกน เพราะประชาชนจะเป็นตัวตัดสินเองว่าจะอ่านต่อหรือยักไหล่แบบไม่แยแส มันคือรสนิยมของการเสพข่าวโดยมีเรตติ้งเป็นเดิมพัน มากกว่านั้น มันยังแสดงให้เห็นถึง “แบรนดิ้ง” ของสำนักข่าวนั้นๆ
ผมขอยกตัวอย่างเล็กๆ เมื่อไม่นานมานี้ BBC ได้ยกระดับการข่าวของตัวเองโดยแต่งตั้งผู้อำนวยการเพิ่มอีก 6 คนสำหรับดูแล 6 ภาคพื้นทวีปกระจายไป 42 ภาษา
การนี้ จะทำให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งข่าวเพิ่มขึ้น ชัดเจนขึ้น และหลากหลายขึ้น มันเหมารวมถึงข่าวด้านการศึกษา ด้านการเมือง วัฒนธรรม สาธารณสุข โดยมีลอนดอนเป็นจุดศูนย์กลาง
BBC ยังเพิ่ม “การข่าวเพื่อประชาชน โดยประชาชน (Stage-Backed Media)” สำหรับการเป็นกระบอกเสียงในเรื่องราวต่างๆ รอบด้านสะท้อนผ่านคนเดินถนน ในประเด็นที่คัดสรรแล้วว่าสำคัญและมีประโยชน์
“นักข่าวของเราต้องไปให้ไกลกว่าจุดที่เราเคยไป” โจนาธาน มุนโร (Jonathan Munro, Global Director and Deputy CEO) กล่าว
“มันเหมือนเรากำลังทำหน้าที่ให้บริการกับคนทั่วโลกผ่านเสรีภาพแห่งการนำเสนอ นักข่าวของเราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปข้างหน้า และมันต้องเป็นให้ทางเลือกกับประชาชน”
ผลที่ได้ตามมาคือการได้รับตอบรับทันทีเบื้องต้น 450 ล้านคน และยอดเพิ่มขึ้นตามลำดับ
เปล่าครับ ผมไม่ได้เอายักษ์ใหญ่อย่าง BBC ไปเปรียบเทียบกับสื่อไทย ผมแค่ต้องการยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพว่า มันไม่สำคัญว่าเราใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ หรือใช้คนไปแค่ไหน
ข้อสำคัญคือ เราได้ทำหน้าที่ของการเป็นสื่อมวลชนแล้วหรือยัง? และ/หรือเรามองผลสะท้อนสังคมของเราอย่างไร?
ทุกวันนี้เราอยู่ท่ามกลางข่าวสาร จะกับเด็กเมื่อวานซืนหรือคนข่าวระดับตำนานก็ตามทีเหอะ
นักข่าวที่เรียกตัวเองว่ารุ่นเก๋าเองก็ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเยอะแยะ
ภาพเขาเหล่านั้นกำลังหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ในข่าวที่เป็นประเด็นสำคัญถูกด้อยความหมายอย่างไม่ไยดี
แน่นอน มันย่อมเกี่ยวข้องกับเน็ตเวิร์กและเงินในกระเป๋าที่เน้นผลความนิยมจนเกินพอดี
และถ้าคุณเปลี่ยนช่องไปเจออะไรอย่างที่ว่า พึงสังวรไว้เถิด อนาคตของประชาธิปไตยนั้น …มันอีกนาน
