เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.กับรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่างจังหวัด
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
- อ่าน การเลือกตั้งและการเมืองเทศบาล 11 พ.ค. 2568 ปัญหาและภาพสะท้อน ของส่วนกลางและท้องถิ่น
- อ่านบทความทั้งหมดของธเนศวร์ เจริญเมือง คลิกที่นี่
"การเลือกตั้งไม่ใช่ต่อยมวย แต่เป็นการเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน เราไม่ได้มองคนอื่นเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง เราทำของเราให้ดีที่สุด...."
(ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, 7 พฤษภาคม 2569)
"สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากตลาดพลูและญี่ปุ่น มองว่ากรุงเทพฯ มิใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คน ที่ผมอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พัฒนาคน เพื่อให้คนกลับมาเป็นพลังของเมือง ให้เมืองเป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณมีความฝัน..."
(ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร, 5 พฤษภาคม 2569)
บนโลกที่รัฐไหนเมืองไหนๆ เขาก็จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ขณะที่ข่าวสารทั่วโลกเผยแพร่รวดเร็ว ในรัฐที่มีคนคุยว่าการเต้นแอโรบิกออกกำลังโด่งดังไปทั่วโลก การมีผู้ว่าฯ เลือกตั้งครั้งแรกที่ กทม. ตั้งแต่ปี 2518 จนบัดนี้ผ่านไป 51 ปีแล้ว (เสียดายลืมจัดงานผู้ว่าฯ เลือกตั้งกึ่งศตวรรษปีที่แล้ว) ก็ยังคงมีแค่จังหวัดเดียว
ที่เหลืออีก 76 จังหวัดกลับเงียบสนิท การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน และขณะนี้ผู้สมัครก็เริ่มการหาเสียงกันแล้ว ประเทศนี้จึงกลับสู่ยุค “2 นคราประชาธิปไตย” อีกครั้ง
เสียงฆ้องกลองฉิ่งฉับประชาธิปไตยดังกระหึ่มที่เมืองหลวง กลบเสียงขบวน “ดำหัว” ผู้ว่าฯ แต่งตั้งในต่างจังหวัดที่เพิ่งจัดเสร็จไปได้ไม่กี่วัน….
ผมติดตามข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งล่าสุดในช่วง 3-4 วันมานี้ ได้พบเหตุการณ์และข่าวสารพอที่จะสรุปได้ ดังนี้ 1. การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาทำได้ดี แต่เป็นปัญหาย่อย ซึ่งหลายปัญหาก็ยังไม่ได้แก้ไข ถนนหลายสายเป็นถนนใหญ่มาก (เช่น ถนนกรุงเทพกรีฑา) แต่กลับไม่มีรถเมล์ “เรามีข้อมูล เรารู้ว่าแต่ละเช้า แต่ละวัน คนกรุงเทพฯ เดินทางจากไหนไปไหน แต่ กทม.กลับไม่มีอำนาจในการกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะของคนกรุงเทพฯ ได้ ทำไมอำนาจนั้นอยู่ในมือของกรมการขนส่งทางบก”
หลายปัญหาของกรุงเทพฯ เป็นปัญหาใหญ่ แต่กลับอยู่ในการดูแลของหน่วยงานสูงขึ้นไป เช่น ประปา ไฟฟ้า ทางหลวง อาคารสูง กระทั่งงานตำรวจ ฯลฯ โครงสร้างงานปัจจุบันถูกส่วนกลางคุมอำนาจไว้ ไม่ยอมยกให้ ไม่ว่าจะเป็น กทม. หรือท้องถิ่นที่ห่างออกไป
2. การรวมศูนย์อำนาจหลายส่วนมีผลประโยชน์ของหลายหน่วยงานรวมทั้งกลุ่มผลประโยชน์แต่ละด้าน มีบางคนพูดเสียงดังออกทีวีว่า ไม่มีทาง ไม่มีวันแก้ไขได้
และ 3. รัฐไทยรวมศูนย์อำนาจตลอดมา ไม่เคยคิดที่จะกระจายอำนาจสักครั้ง ไม่ว่าจะกำหนดแผนและขั้นตอนช้าๆ หรือจะปฏิรูปเชิงโครงสร้างในเวลาที่รวดเร็ว
ผลของข้อ 3 ยิ่งทำให้ผลประโยชน์อัดแน่นยิ่งขึ้น และมีกลุ่มใหม่ๆ เข้าเสริม แรงต้านก็จะยิ่งหนักหน่วง และลามไปหนุนข้อที่ 2 นานแค่ไหนแล้วที่มีคนพูดถึงปัญหาต่างๆ แต่ไม่เคยคิดจริงจังที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านั้น
สภาพดังกล่าวก็ยิ่งทำให้ข้อวิจารณ์ที่ว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาเน้นการแก้ที่รากฝอยเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่เมื่อเราดูไปที่ข้อเสนอแก้ไขปัญหาของผู้ท้าชิงรายหนึ่ง ที่เสนอว่าเมืองที่เราอยู่ควรจะเป็นเมืองง่ายๆ (Simple & Convenient City) เสีย กล่าวคือ เลี้ยงดูครอบครัวแบบง่ายๆ, ทำมาหากินแบบง่ายๆ, เดินทางไปไหนมาไหนง่ายๆ มีทางเรือ ทางน้ำแสนสะดวก, ดำเนินชีวิตแบบง่ายๆ-ติดต่อราชการแบบง่ายๆ, ทุกอย่างเปิดเผย ไม่มีใต้โต๊ะ, มีระบบคมนาคมที่รอบด้านและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ มีตลาด-โรงเรียน-โรงพยาบาล-ร้านอาหาร-ศูนย์การค้า-สวนพักผ่อน-อาคารนันทนาการ ฯลฯ เป็นชุมชนที่สะดวกสบาย
พลันที่เกิดข้อเสนอเช่นนั้น แนวคิดต่างๆ ก็ทยอยเสนอเข้ามาในวงเสวนา
รัฐแบบเอกนคร
(State of Primate City)
จากช่วงทศวรรษ 2510 ที่มีนักวิชาการเรียกกรุงเทพฯ ว่าเป็นเอกนคร หรือเมืองโตเดี่ยว (Primate City) คือเป็นเมืองที่ใหญ่โตมาก ยิ่งกว่าเมืองใดๆ ในรัฐนั้น เป็นศูนย์กลางของความเจริญทุกๆ ด้านของประเทศ และมีระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจการบริหารแทบทุกอย่างไว้ที่นั่น จนเกิดช่องว่างห่างกันหลายสิบเท่าจากเมืองอันดับรองลงไป
กล่าวคือ กรุงเทพฯ มีประชากรราว 20 กว่าล้านคน แต่เมืองใหญ่อื่นๆ เช่น โคราช เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น ฯลฯ ล้วนมีประชากรไม่เกิน 3 แสนคนในแต่ละเมือง หรือ 1 เปอร์เซ็นต์เศษของเมืองหลวง ระบบการบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจนั่นเองที่ทำให้กรุงเทพฯ รวมศูนย์กิจกรรม, อาคารสำคัญ และผู้คนไว้หมด
ต่อมา ในช่วงต้นทศวรรษ 2540 วิทยาการสร้างอาคารสูงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่รัฐรวมศูนย์อำนาจยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ว่าฯ เลือกตั้งมีเพียงจังหวัดคือที่เมืองหลวงตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา กรุงเทพฯ เริ่มใหญ่โตเกินไป อาคารสูงและความเจริญด้านกิจกรรมต่างๆ จึงหลั่งไหลไปยังนครเชียงใหม่ แทนที่รัฐบาลกลางจะกระจายกิจกรรมต่างๆ ออกไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ
กระแสการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในต่างจังหวัดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2534 แต่รัฐบาลกลางก็ไม่สนใจ กลับจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 800 กว่าแห่งในปี 2537 และเพิ่มจำนวนจนครบทุกๆ เขตชนบทเพื่อดึงความสนใจของคนชนบทจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่อมาได้เกิดการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรงทุกระดับ (เทศบาล, อบจ. และ อบต.) ในช่วงปี 2545-2547 แต่กลับไม่ยกเลิกระบบกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อหวังรักษาฐานคะแนนเสียง ส่วนอำนาจในการบริหารหลักๆ ก็ยังคงกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางและภูมิภาคต่อไป
ระบบการบริหารส่วนท้องที่ (กำนันและ ผญบ.) และการรวมศูนย์อำนาจการปกครองด้านพุทธศาสนา (เจ้าอาวาสทุกวัด) ที่ทั้งหมดนี้ถูกแต่งตั้งโดยส่วนกลางตั้งแต่กลางทศวรรษ 2430 ก็มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก พร้อมกับการเติบโตของหน่วยบริหารราชการส่วนภูมิภาค (อำเภอ-จังหวัด) ในทุกๆ อำเภอ-จังหวัด และโรงเรียน-วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยของรัฐ ตำรวจทุกพื้นที่ และกระทั่งหน่วยราชการส่วนกลางจำนวนมากที่ไปตั้งในต่างจังหวัด ทั้งหมดนี้ก็คือรูปธรรมของอำนาจรัฐที่ส่วนกลางควบคุมไว้หมดตลอดมา
ไม่ว่าประเทศนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองกี่แบบ มีรัฐประหาร หรือรัฐสภากี่ครั้ง จะเป็นระบบประชาธิปไตยแท้หรือเทียม ผ่านการมีรัฐธรรมนูญมาแล้วรวม 20 ฉบับ รูปแบบของรัฐที่มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (An Over-Centralized State) นี้ก็ยังคงเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ระบบผู้ว่าฯ เลือกตั้ง ของ กทม.
กับระบบผู้ว่าฯ แต่งตั้งในต่างจังหวัด
การสถาปนาระบบผู้ว่าฯ เลือกตั้ง กทม.ตั้งแต่ปี 2518 (ก่อนหน้านั้นกรุงเทพฯ มีระบบสภา-นายกเทศมนตรีมาจากสภาฯ และเปลี่ยนไปเพราะข้อเสนอของทีมงานที่ได้ไปเห็นบทเรียนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ข้อสรุปจากการบริหารเมืองใหญ่ทั่วโลกก็คือการเลือกตั้งผู้บริหารโดยตรง (Strong Executive System) เพื่อให้ผู้บริหารเข้มแข็ง, ติดดิน และฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น
เวลาที่ผ่านไป ตัวเมืองในจังหวัดใหญ่ๆ ขยายตัวมากขึ้น ผู้คนได้เรียนรู้จากบทเรียนในโลกและโดย เฉพาะเมืองหลวงของตัวเอง คนต่างจังหวัดในประเทศนี้จึงหวังจะเห็นจังหวัดของตนเติบโตและเจริญขึ้น ไม่ต้องการระบบผู้ว่าฯ แต่งตั้งเช่นอดีต แต่ทว่านับวันผู้ว่าฯ แต่งตั้งแต่ละคนกลับถูกย้ายบ่อยขึ้น แทนที่จะอยู่ 3-4 ปีเช่นอดีต น่าเชื่อว่าเพราะอำนาจมากของรัฐบาลกลางทำให้ผู้คนอยากรับราชการ “จะได้เป็นเจ้าคนนายคน” แบบยุคศักดินา เมื่อจำนวนบุคลากรมากขึ้น คนในระบบราชการหรือระบบเส้นสายก็สำแดงพลังมากขึ้น
ไม่กี่ปีมานี้ บอร์ดแสดงวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ และรองฯ ในแต่ละจังหวัดแสดงระยะเวลาการดำรงตำแหน่งสั้นลงๆ เป็นลำดับเฉลี่ย 1 ปี ยิ่งเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย การโยกย้ายก็เพิ่มมากขึ้น ผลพวงของระยะเวลาการทำงานช่วงสั้นในแต่ละพื้นที่ก็คือการแก้ไขปัญหาแทบไม่เกิดผล คนย้ายงานบ่อยๆ ก็เรียนรู้จักพื้นที่ได้น้อยลง
แน่นอน การได้รับเลือกตั้งให้ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างมีวาระ เปิดโอกาสให้คนมีฝีมือได้ลงสนามการ เมือง เสนอนโยบาย และให้ผู้เลือกตั้งได้เรียนรู้ มีส่วนร่วม และตรวจสอบ การแข่งขันทำให้ทั้งผู้สมัครและสังคมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เปรียบเทียบและถกเถียงจุดแข็งจุดอ่อนและหาประเด็นใหม่ๆ เพื่อหาบทเรียนที่จะก้าวไปข้างหน้า
ระบอบประชาธิปไตยที่ต่อเนื่องคือการศึกษาภาคปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ ฝ่าย แต่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เคารพหลักการการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น (Local Self Government) ที่ทุกๆ ท้องถิ่นควรมี
เมื่อประเทศที่ก้าวหน้ามีแข่งขันหาเสียงและโต้แย้งกันหลายๆ แห่ง การถกเถียงเรียนรู้ก็ย่อมจะมีมากขึ้นๆ และแน่นอน เป็นการเรียนรู้ภาคลงมือทำที่ประเมินคุณค่ามิได้ ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ก็ย่อมนำเอาสิ่งเหล่านั้นไปทำหรือดัดแปลง คนรุ่นใหม่ก็ย่อมจะได้รับสิ่งดีๆ เหล่านั้น และเติบโต-ก้าวตามหาสิ่งที่ดีงามยิ่งขึ้นในอนาคต
ครึ่งศตวรรษแล้ว น่าเสียดายที่ประเทศของเราได้เรียนรู้จากเวทีการเมืองเดียว ส่วนต่างจังหวัดก็เห็นแต่ข่าวผู้ว่าฯ มารับตำแหน่ง ไม่นานก็จากไป นอกจากตัวเมือง ถนนที่รถพลุกพล่าน ตลาด ศูนย์การค้า ถนนคนเดิน จุดท่องเที่ยวที่แต่ละจังหวัดโฆษณา จังหวัดไหนก็แทบจะเหมือนๆ กันไปหมด เห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อประชาธิปไตยท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง การริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่แต่ละจังหวัด ด้านหนึ่ง ผู้นำ อบต. เทศบาล และ อบจ.ก็ต้องหาทางถกกันเรื่องการพัฒนาท้องถิ่นของตน และอีกด้านหนึ่ง ผู้นำ อบจ.ระดับจังหวัดก็ต้องทำหน้าที่เหมือนผู้ว่าฯ กทม. ที่ชาว กทม.ตั้งความหวังไว้
4ปีครั้งหนึ่งที่ได้เห็นภาพพัฒนาการของ กทม. ได้เห็นภาพที่งดงามขึ้นบริเวณสองข้างถนนสายต่างๆ ได้เห็นสวนป่าใหญ่เขียวครึ้มมีอาคารสูงมากมายเป็นฉากหลัง การแสดงดนตรีและรายการวัฒนธรรมต่อเนื่อง ตลอดจนการชุมนุมกันออกกำลังที่คึกคักทุกๆ เช้าค่ำ แต่นั่นก็คือเมืองที่ใหญ่โตรวมศูนย์ทุกๆ อย่างไว้ จนด้านหนึ่งผู้คนเข้าไปทำมาหากินมากขึ้นเพราะอำนาจ งบประมาณและกิจกรรมมากมายสุมอยู่ที่นั่น และมีทั้งหน่วยราชการทุกระดับดูแลงานเหล่านั้น และแบ่งเพียงส่วนหนึ่งที่ไม่มากนักให้ กทม.รับผิดชอบ
ในด้านหนึ่ง นี่คือโศกนาฏกรรมของเมืองหลวงที่ใหญ่โตมากเกินไปในรัฐที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป แทนที่ผู้บริหารจะมีวิสัยทัศน์ ลดอำนาจที่รวมศูนย์นั้น กระจายอำนาจอันไม่จีรังนั้นและเปิดโอกาสให้คนเมืองหลวงบริหารท้องถิ่นของตนได้อย่างเต็มที่
ประเด็นล่าสุดขณะนี้จึงพัฒนาเป็นการถกเถียงที่ว่า จะเลือกผู้สมัครที่เป็นผู้ว่าฯ มาแล้ว 1 สมัย ที่เป็นผู้สมัครอิสระและเน้นจัดการแก้ไขปัญหาที่รัฐเปิดโอกาสให้ กทม.ได้ลงมือทำต่ออีก 1 วาระ หรือจะเลือกผู้ สมัครอีกคนหนึ่งที่เน้นจะปรับปรุง 4 ด้าน คือครอบครัว การค้าขายหาเงิน การเดินทาง และการติดต่อกับหน่วยงานรอบๆ (เห็นได้ชัดว่า 4 ด้านนี้ มุ่งไปที่คนชั้นกลางและชั้นล่างของ กทม.เป็นหลัก) แต่ขณะเดียวกัน ผู้สมัครคนนี้สังกัดพรรคที่มีทั้งผู้สมัครเพื่อเป็น ส.ก. ส่วน ส.ส.กทม. ขณะนี้ก็มาจากพรรคเดียวกันถึง 33 คนคือครบทุกเขต เท่ากับว่าจะเลือกผู้ว่าฯ ที่เน้นงานบริหารระดับภายในกรอบกฎหมาย หรือจะเลือกผู้ว่าฯ ที่ทำงานทั้ง 2 ระดับ คืองานท้องถิ่นแบบเดิม และเรียกร้องให้อำนาจการบริหารท้องถิ่นมีมากขึ้นจากการกระจายอำนาจลงมา
ที่กล่าวมานี้ ให้บทเรียนที่น่าสนใจยิ่งแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในต่างจังหวัดที่ได้รับอำนาจและงบประมาณที่จำกัดมายาวนาน ต้องเผชิญกับอำนาจที่ทับซ้อนทั้งจากหน่วยราชการส่วนภูมิภาคที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลส่วนกลางในพื้นที่ และหน่วยราชการส่วนกลางที่ลงมาทำงานในพื้นที่
ในช่วงปี 2566-2567 มีสถิติว่า มีหน่วยราชการส่วนกลางในจังหวัดสำคัญของแต่ละภาค (ขอนแก่น, เชียงใหม่ และสงขลา) จังหวัดละ 170 หน่วย และทุกๆ จังหวัดทั่วประเทศมีหน่วยราชการส่วนภูมิภาคตั้งอยู่ราว 35 หน่วย และว่ากันว่าในแต่ละจังหวัดมีหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดูแลเรื่องน้ำราว 20 หน่วย ซึ่ง อปท.เห็นว่าทั้งทับซ้อนกัน และมีจำนวนมากเกินไป สมควรถ่ายโอนอำนาจ งบประมาณ และภารกิจให้ อปท.
กล่าวในแง่นี้ เราจะไม่เห็นรัฐที่พัฒนาใดๆ รัฐรวมศูนย์อำนาจมากมายในต่างประเทศเช่นรัฐไทย นอกจากนั้น เราได้พบว่าแต่ละเมืองในต่างประเทศยังแบ่งภารกิจกัน เช่น นครนิวยอร์กเน้นการค้าการเงิน บอสตันเน้นการศึกษา ชิคาโกเน้นการค้าการเงินที่ตอนกลางประเทศ ดีทรอยต์เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม ลอส แอนเจลิสเป็นศูนย์ผลิตภาพยนตร์ และวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นศูนย์หน่วยราชการของรัฐบาลกลาง ฯลฯ
ลำพังการทับซ้อนกันระหว่างอำนาจของผู้ว่าฯ แต่งตั้งกับนายก อบจ.ในแต่ละจังหวัดเป็นปัญหาที่ได้รับการแก้ไขในรัฐที่พัฒนาแล้วตั้งแต่ 120-140 ปีก่อน แต่รัฐไทยกลับไม่สนใจแก้ไขปัญหานี้ สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ จะติดตามการเลือกตั้งและการบริหารของผู้ว่าฯ กทม.ต่อไปอย่างใกล้ชิด
และประชาชนในจังหวัดต่างๆ ควรนัดชุมนุมกันที่หน้าศาลากลางจังหวัด ถกเถียงกันและเรียกร้องเป็นระยะๆ เพื่อให้เสียงคนท้องถิ่นที่อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรงดังขึ้นๆๆ ส่วนต่อไปรัฐจะตระหนักและจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ปีละ 2-3 จังหวัด หรือพร้อมกันหมดก็ได้ทั้งสิ้น
