หลายเรื่องราวเรียงร้อยเป็นสัมพันธ์ของกาลเวลา เถ้าถ่านความทรงจำ ก่อร่างเป็นตัวตนของฉัน แม่ คนรัก ชายชู้ ความสัมพันธ์หลากรูปแบบ ความเจ็บปวด ชีวิต หยาดน้ำตา หญิงร่าน และความตาย
“ฉันเชื่องเชื่ออยู่ในขนบและศรัทธาต่อจารีต”
คือความสัตย์จริง
ศพจมน้ำ
ใบหน้าแม่ขาวซีดมองเห็นทะลุเส้นเลือดสีเขียวเข้มภายใต้ชั้นผิวหนัง ผมยาวสยายเปียกชุ่ม เปลือกตาปิดสนิท ริมฝีปากม่วงคล้ำ ฉันไล่มองตามแขนปรากฏผิวหนังเป็นตุ่มๆ ด้วยความเย็นเยียบของแม่น้ำ มือของแม่เหี่ยวย่นจนเหมือนว่าจะหลุดล่อนออกเป็นแผ่น เจ้าหน้าที่กู้ภัยห่อร่างนั้นด้วยผ้าสีขาวนำส่งโรงพยาบาล ฉันจัดการเอกสาร งานศพ ฝังที่กุโบร์ลงหลุมใต้ต้นลีลาวดี เชิญคนมาละหมาดมายัต*
ทุกอย่างผ่านไปเช่นนั้น “ฆ่าตัวตายด้วยการจมลงแม่น้ำ” – จมน้ำ : การที่ปากและจมูกอยู่ใต้น้ำ แล้วหายใจเอาน้ำเข้าไปในปอด ไม่สามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นมาได้
อาจเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในน้ำ หรือภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากช่วยขึ้นมาจากน้ำ
แม่
ตอนอายุ 6 ขวบ ฉันสะดุดล้มคะมำตรงสนามเด็กเล่น ร้องไห้จ้ำวิ่งไปหาแม่ แม่นั่งเหม่อบนชิงช้าไกวตัวเองเบาๆ ควันบุหรี่อ้อยอิ่ง แม่เปลี่ยนไปถือคีบไว้ในมืออีกข้าง “เป็นอะไรคะลูก” ฉันยกรอยแดงตรงข้อศอกและเข่าให้แม่ดู เลือดซึมผิวเนื้อ แสบ น้ำตาอาบสองแก้ม
น้ำเย็นเฉียบจากขวดพลาสติกราดผ่านแผลไล่เศษฝุ่น “ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้เม็ดเลือดขาวกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุจัดการเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย เดี๋ยวแผลจะสมานแล้วหนูจะหายดี” เสร็จสิ้นกระบวนการทำแผลและปลอบโยนเพียงเท่านั้น แม่จุดบุหรี่สูบอีกมวน นั่งบนชิงช้าแล้วไกวตัวเอง ฉันวิ่งกลับไปเล่นกระดานลื่น
อายุ 17 ฉันอกหักครั้งแรก มันเป็นการสอบวันสุดท้ายของชั้น ม.5 ฉันร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร แม่ขับรถพาไปหาที่นอนโง่ๆ ริมทะเล “หนูจะพบเจอกับความผิดหวังอีกมากมายตลอดชีวิตนี้ แต่หนูจะผ่านทุกอย่างไปได้ วันหนึ่งที่หนูคิดว่าตัวเองไม่มีใครให้นึกถึงเม็ดเลือดขาวนั้น มันอยู่ในร่างกายของหนู คอยปกป้องสุดกำลัง แค่หนูรักษาลมหายใจไว้ วันหนึ่งข้างหน้าไม่ว่าจะเติบโตไปเป็นสิ่งมีชีวิตแบบใดก็ตาม หนูจะมีแม่เป็นคนสุดท้ายที่อยู่เคียงข้างและไม่มีวันทิ้งไปไหน”
แต่แม่ก็ทิ้งฉันไป…อย่างกะทันหัน หลังฉันออกเดินทางไกลเพื่อไปเรียนและทำงานในเมืองหลวง ตอนอายุ 24 ฉันกลับบ้านเพื่อจัดการงานศพแม่ “ไปให้ไกล บินให้สูง ใช้ชีวิตตามที่หนูเลือกเอง” – “ถ้าเลือกได้ ลูกอยากอยู่ใกล้ๆ แม่มากกว่า” ฉันกระซิบบอกกับศพแม่ตอนหย่อนลงหลุมในกุโบร์ แม่ตายในอุบัติเหตุรถยนต์พร้อมกับน้า (ชายท่านหนึ่ง)
ใครๆ พูดกันลับหลังว่า เขาคือชู้ของแม่
คนรักของแม่
หลังหย่า แม่มีน้าชายหลายคน แม่มักพามาแนะนำตัวกับฉัน บอกว่าเป็นเพื่อน คนที่เท่าไรก็ไม่รู้ ฉันไม่จำชื่อสักคน เรียกแค่น้าๆ ญาติพี่น้องคนในซอยต่างโจษจันว่าแม่ฉันร่านถึงเพียงนั้น เอาไปทั่วมั่วไม่ซ้ำหน้า ฉันไม่สนใจขี้ปากคนพวกนั้น ผู้ชายทำให้แม่มีความสุขได้ แม้จะชั่วครู่ชั่วคราวกับความสัมพันธ์แสนสั้น แต่มันก็ไม่ได้ไปตั้งหนักอยู่เป็นภาระบนหัวกบาลใครสักหน่อย
แม่เขียนบันทึก และฉันชอบอ่านข้อความโง่ๆ ของแม่ ไม่มีร่องรอยความหยาบกร้านโลกสักนิด ฉันมักส่ายหัวด้วยความระอา แม่อ่อนหัดต่อชีวิตและความรักได้ถึงเพียงนี้ แต่ทั้งมวลก็เป็นความเพลิดเพลินของฉันที่ได้เข้าไปสำรวจความคิดของแม่ผ่านลายมือบรรจงเป็นระเบียบนั้น
“ขึ้น 8 ค่ำ เดือนยี่ (2) ปีเถาะ ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากเกินไปสำหรับการนัดใครสักคนมานอนด้วย แต่เพราะว่าใครคนนั้นเป็นคนที่คุณต้องแลกด้วยความรู้สึกที่ผ่านมา คุณคงเสียใจมากหากผลลัพธ์ของเรื่องนี้เป็นไปอีกทิศทาง ในนามความสัมพันธ์ง่ายๆ สบายๆ ไร้กรอบเกณฑ์ของสังคม นี่คือการบอกรักขั้นสูงสุด ความรักไร้เงื่อนไขและไม่ประมาณ รักอย่างไม่มีข้อแลกเปลี่ยน”
ความรัก…อย่างนั้นหรือ ฉันอ่านแล้วคลื่นไส้จนแทบจะวิ่งไปอ้วก…
ID604
“เขาบอกชอบรสสตรอว์เบอร์รี เพราะว่ามันหอมหวานดี ตอนพูด แววตาเขาเหมือนกับเด็กตัวเล็กๆ เลย”
“อืออออออออ” เสียงเขางัวเงียเล็กน้อย จู่ๆ เธอก็ผุดลุกขึ้นนั่งหลังนอนก่ายกอดกันใต้ผ้าห่มในห้องพัก – ม่านรูด – สถานที่นัดพบประจำ เธอเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเจอมาเมื่อสองสามวันก่อนด้วยเสียงสั่น บอกว่าสะเทือนใจกว่าเคสไหนๆ เธอลาออกจากงานประจำในหน่วยงานสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพื่อรับจ้างอิสระเก็บข้อมูลงานวิจัย ตลอดเดือนเธอตะลุยไปตามหมู่บ้านชุมชนเพื่อสอบถามผู้ใช้สารเสพติด ช่วงลงพื้นที่ เธอทักข้อความมาบอกเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “วันนี้ดีใจมาก เจอเคสโชว์กัญชาที่ปลูกเองตากแห้งเองเก็บเป็นเครื่องชงชา ตอนขอเขาถ่ายรูปตั้งใจให้เห็นมือด้วย แหวน 4 วงที่เขาใส่อยู่สวยดี”
เขาดูรูปนั้นด้วยความเอ็นดู “ไหนๆ ก็ทำงานมาสายนี้แล้ว ขอให้เจอเคสยาบ้าที่ไว้ใจจะขออนุญาตถ่ายรูปให้ได้เลย คอยดูนะ” เขาอ่านข้อความแล้วได้แต่ส่ายหัว ผู้หญิงอายุเพิ่ง 40 เมื่อ 2-3 วันก่อน แก่กว่าเขาตั้ง 8 ปี ชอบทำตัวออดอ้อนกับเขาแบบนี้เสมอ
รุ่งขึ้นผ่านไปแค่ครึ่งวัน เธอก็ทักข้อความมาอีก เจอเคสแดงเข้ม หนุ่มวัย 28 ที่เสพยาเสพติดหลายชนิดบอกข้อมูลเธอหมดเปลือก หลังบันทึกรายละเอียดลงแบบสอบถามวิจัย ก่อนกลับ เธอขอคุยนอกรอบว่าขอถ่ายรูปยาบ้าและอุปกรณ์จะอนุญาตไหม และเคส Say Yes!!
เธอกับเขาพบกันเป็นประจำในม่านรูดเพื่อจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันแบบค้างคืน ดื่มด่ำกำซาบสัมผัสผ่านผิวกาย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด สื่อสารความรู้สึกของกันและกัน เหมือนจะเป็นความสัมพันธ์แบบนัดเ++ดทั่วไป แต่สำหรับทั้งคู่ต่างรับรู้ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างกันนี้มีความลึกซึ้งเพียงใดในช่วงชีวิตแสนสั้นและไร้สาระนี้
“อย่างกับจักรวาลจัดสรรเลย เคสไม่ติดขัด เราเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน แค่สองต่อสอง เคสเดินนำหน้าฉันปีนป่ายขั้นบันไดตาม ใช้คำว่าปีนป่ายเพราะมันเป็นแผ่นกระดานที่มีท่อนไม้ทาบขวางให้ปีนขึ้นไป ไม่ได้กว้างพอจะก้าวเหยียบได้ ชั้นบนไม่ได้แบ่งเป็นห้องด้วยซ้ำ เพียงกั้นสัดส่วนที่นอนด้วยตู้โต๊ะและผ้าม่าน ฉันหยุดรอครู่หนึ่งตอนที่เขาเดินเข้าไปข้างในเพื่อที่จะไม่ละลาบละล้วงเกินไป จนเมื่อเขาพร้อมก็ยกอุปกรณ์การเสพยาออกมาให้ดู ยาบ้าสีส้มเข้มในหลอดเหลือ 3 เม็ด กระดาษฟอยล์จากซองบุหรี่ ไฟแช็ก ถาดรอง จอกน้ำใส่หลอดสูบ ฉันยกมือถือถ่ายรูป 4 แชะ เคสเฝ้ามองการกระทำตรงหน้าไม่วางตา”
“ฉันยื่นมือออกไปให้เขาจับ บีบเบาๆ ไว้ครู่หนึ่ง – คุณไม่ใช่ปีศาจ คุณคือคนปกติธรรมดาเหมือนกับเรานะ แค่อาจเลือกบางเส้นทางที่สังคมมองเห็นเป็นอีกแบบ ฉันเห็นความตั้งใจของคุณนะ ตอนที่บอกว่าอยากบำบัดอย่างจริงจังและเลิกเด็ดขาด คุณทำได้แน่นอน – ฉันสบตาสื่อสารไปว่าเชื่อมั่นในตัวเขา”
เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันด้วยประโยคภาษาเขียน หลังมีเพศสัมพันธ์ตามวัตถุประสงค์ของการเจอ เธออ่านบทกวีให้เขาฟังบ้าง อ่านบางประโยคจากนิยาย แล้วน้ำตาไหลร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรบ้าง รอบนี้เธอบอกว่าประโยคเหล่านั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสั้นสักเรื่อง
เธอผุดลุกขึ้นนั่งแสดงว่าไม่ต้องนอนต่อแล้ว “เขาบอกว่าช่วงนี้สูบบุหรี่ไฟฟ้าตลอดทั้งวัน พอไม่ได้ออกไปทำงานไม่มีเงิน จะขอใครก็เกรงใจ นี่มาอาศัยบ้านป้ามีที่หลับนอนคุ้มหัว มีข้าวให้กิน ก็ดีกว่าสมัยเร่ร่อนนอนตามสวนสาธารณะแล้ว สูบบุหรี่ไฟฟ้าไปก่อน แบบเติมน้ำยา ชอบรสสตรอว์เบอร์รีที่สุด แต่ถ้าเลือกได้จริงๆ ชอบบุหรี่มวนมากกว่า – มันได้แรงกว่า – เขาบอกแบบนั้น”
“ยาบ้าผมก็ยังเสพอยู่ทุกวัน วันละสี่ห้าเม็ด ฉันมองหน้าเขาแล้วอมยิ้ม หัวหมอเหมือนกันนะเรา เข้าใจเล่นกับนโยบายยาบ้าห้าเม็ด เขาหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างอารมณ์ดี”
คู่นอนที่พูดประโยคเหล่านี้ออกจากปากได้ เขาไม่ต้องทำอะไรให้มากมายไปกว่าตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ ถ้าคู่นอนคนอื่นๆ เป็นฝูงปลาที่เราสามารถเห็นได้ตั้งแต่การดำน้ำแบบผิวน้ำ เธอเป็นคนพิเศษกว่านั้นมาก เหมือนปลาสวยงามประหลาดๆ หาชมยากผุดโผล่ผุดว่ายจากซอกหลืบปะการังอันลึกล้ำขึ้นมาโชว์ตัวให้เห็น ใช่ว่าจะพบเจอกันได้ง่ายๆ
เขารั้งตัวเธอกลับเข้าผ้าห่มอีกครั้ง ประกบริมฝีปากแผ่วเบา ประคองแก้มนุ่มรับจุมพิตหวาน บทสวาทเริ่มต้นอีกรอบ หมดเวลาพูดคุยด้วยรูปประโยคภาษาเขียนแล้ว ต่อจากนี้เป็นเวลาของภาษากายเท่านั้น “เก็บปากของหนูไว้ส่งเสียงครางเถิด ที่รัก…” เขาแซวเป็นภาษาเขียนบ้าง
บิดพลิ้ว
ลิ้น อวัยวะชิ้นที่บิดพลิ้วเก่งที่สุด ซ่านกระสันอยากเห็นความสดใหม่ของงานวรรณกรรม ต้องการพลังการเขียนที่ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า
แต่ก็วางกรอบเกณฑ์มากมายก่ายกองเพื่อลดทอนความปรารถนานั้น
สมรส
“เตียงสมรส – สัญลักษณ์ของพันธะการแต่งงาน… สัญลักษณ์อันล่วงละเมิดมิได้” บางประโยคจากความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต ฉันอ่านในวันที่อาจหาญพอจะเปิดประตู “อดีตห้องหอ” ที่ถูกทิ้งไว้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทันทีที่หย่า ฉันกลับบ้าน ทุบทำลายรูปถ่ายแต่งงานเหลือเพียงกรอบสีทองโง่ๆ ฉันแขวนกรอบเปล่าค้างไว้อย่างนั้น 5 ปี ฉันรื้อเตียงนอน มันเป็นเตียงแบบสมัยก่อน ความอัดอั้นตลอด 11 ปี 11 เดือนของชีวิตแต่งงานอันไร้สุข ฉันมีกำลังมากพอที่จะกระหน่ำขวานจามลงไปบนไม้หัวเตียงครั้งแล้วครั้งเล่า ตรงไม้ข้างเตียงฉันปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น เก็บแรงที่เหลือลากเบาะออกไปวางตรงห้องนั่งเล่น หน้าทีวี …เตียงสมรสเป็นสัญลักษณ์ของพันธะการแต่งงาน ฉันทำลายมันสิ้นซากในวันที่มีใบหย่าอยู่ในมือ…
จากวันนั้น ฉันไม่นอนเตียงอีกเลย เมื่ออยู่บ้านฉันนอนตรงนั้นหน้าทีวี บางคืนด้วยความเมามาย บางคืนฉันหลับพร้อมน้ำตา และหลายๆ คืนฉันเข้านอนอย่างสุขสมหลังจากออกไปเสพสังวาสกับผู้ชายเหล่านั้น ฉันนอนเตียงเฉพาะบางคืนที่พักค้างคืนที่โรงแรมต่างจังหวัดในทริปทำงาน หรือบางโอกาสของการออกไปเจอผู้ชายในม่านรูด
ฉันปิดอดีตห้องหอนั้นยาวนานถึง 5 ปี จนถึงวันหนึ่งที่ได้ลาออกจากงาน ฉันเปิดประตูบานนั้น ฝุ่นจับหนาตามซอกเตียงสมรส ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ม่านสีชมพูโอลด์โรสที่โคตรน่าเกลียด ฉันเก็บเศษไม้ทีละชิ้นลงถุงดำ ยัดผ้าม่านลงไป ยัดซากชิ้นส่วนเก่า เก็บกวาดเศษเล็กเศษน้อย ปัดหยากไย่ ดูดฝุ่น ถูพื้น
ลากถุงดำทีละถุงลงมากองรวมรอรถเทศบาลมาเก็บ ถุงดำกองพะเนิน อดีตทั้งหมดของฉัน ตัวตนในอดีตที่ลูสเซอร์ สิ่งของทั้งหมดเป็นขยะ
และฉันคนนั้นก็เป็นขยะชิ้นสุดท้ายที่ฉันได้ทิ้งไปรวมกัน
หย่าร้าง
เมื่อวางความเป็น ‘ภรรยา’ ลง เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้ำหนักของมันช่างหนักอึ้งมากมายถึงเพียงนี้ เราไม่รู้มาก่อนว่า 11 ปี 11 เดือนที่สูญเสียไปในช่วงการครองคู่ผัวเมียทำให้ชีวิตถูกตอกตรึง ถ่วงรั้ง และฉุดกระชากเสมอมา เราไม่รู้มาก่อนว่าการที่เสียงหัวเราะค่อยๆ สลายความร่าเริงลงไปอย่างไม่รู้ตัวนั้น ทำให้ชีวิตอับเฉาสิ้นสลายและตายลงอย่างช้าๆ
เราตื่นฟื้นจากดอกไม้ที่ตายซาก รอยแผลเป็น ความอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นหยาบกระด้าง แต่เรายังมีลมหายใจ มีอิสระ เราเดินอย่างสบายตัวเบาหวิวที่สุดในรอบหลายปี เราไม่ต้องแบกสิ่งนั้นไว้แล้วพยายามทำตัวเองให้คู่ควรกับสิ่งที่ถูกยัดเยียดให้เป็น มันเหนื่อยมาก…ราวปลดสัมภาระลงจากบ่า
ฉันเอนตัวนอนยืดยาว
น้ำตา
สีกลิ่น และรสชาติของน้ำตาแต่ละหยดไม่เคยเหมือนกัน
มันแตกต่างหลากหลายไปตามปริมาณของความรู้สึก
ขณะหลั่งน้ำตานั้น
สมุดบันทึก
ฉันเขียนบันทึกทุกวัน เริ่มต้นเขียนหลังจากวันนั้นที่แม่ตาย การเขียนทำให้ฉันพิจารณาทบทวนทุกสิ่งที่พบเจอในแต่ละวันอย่างละเอียดลึกซึ้ง ฉันเขียนอย่างใส่ใจ ด้วยลายมือบรรจงเป็นระเบียบ พอครบช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าชีวิตไปต่อไม่ได้ มาถึงทางตัน ฉันค่อยๆ หย่อนสมุดบันทึกทีละเล่มให้เปลวไฟแผดเผา กลายเป็นเถ้าถ่าน แล้วชีวิตของฉันเติบโตไปอีกขั้นเสมอ
เหตุการณ์ไร้จุดสิ้นสุด หมุนวนเวียนเป็นวัฏจักร
“ฉันทะลุทะลวงจารีต ถอดรื้อทุกกรอบศีลธรรม ดิ้นทุรนอยู่บนเส้นทางแห่งมนุษย์ชำรุด” นี่คือสัจธรรม
ละหมาดมายัต* พิธีการละหมาดขอพรให้แก่ผู้เสียชีวิตที่เป็นมุสลิม
