On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
คําอธิบายที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับอาถรรพ์ของเลข “13” นั้น ก็คือการที่ในวัฒนธรรมตะวันตก มักจะเห็นเลข “12” เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ดังปรากฏมีตัวอย่างอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเดือนทั้ง 12 ลัคนาราศีทั้ง 12 ซึ่งสัมพันธ์ไปถึงหมู่ดาวบนท้องฟ้า (และก็เกี่ยวข้องอยู่กับจำนวนเดือนด้วย) อย่างน่าสนใจ
มีผู้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ตัวเลข 12 นี้ เกี่ยวข้องอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์บางประการ ในโลกของพวกกรีกยุคคลาสสิค ซึ่งถือเป็นเบ้าหลอมสำคัญของความเป็นยุโรป เช่น ตำแหน่งเทพเจ้าบนเขาโอลิมปุส (Olympus) นั้นมีตัวเลขเฉพาะอยู่ที่ 12 องค์ เช่นเดียวกับภารกิจของเฮอราคลิส (โรมันเรียก เฮอร์คิวลิส) ทั้ง 12 ประการ
คำอธิบายในทำนองนี้ มักจะอ้างด้วยว่า ตัวเลข 12 ยังดูเกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนายูดาห์ (Judaism, อันเป็นรากฐานสำคัญของศาสนาคริสต์) เพราะเป็นจำนวนของชนชาวอิสราเอล อันเป็นเผ่าพันธุ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกทั้ง 12 เผ่า

ภาพจาก https://www.worldhistory.org/uploads/images/19516.png?v=1760395206-1760078703
ความเชื่อเรื่องตัวเลข 12 นี้ ยังถูกผูกโยงเข้ากับเรื่องราวในคริสต์ศาสนาโดยตรงด้วย เช่น ธรรมเนียมการประดับตกแต่งต้นคริสต์มาสเอาไว้ในบ้าน หรือชุมชน ที่จะตั้งต้นคริสต์มาสเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม-5 มกราคม อย่างที่เรียกกันในโลกภาษาอังกฤษว่า “Twelvetide” หรือ “The Twelve Days of Christmas” ซึ่งบางท่านก็อธิบายกันว่า แต่ละวันก็คือตัวแทนของอัครสาวกทั้ง 12 ของพระคริสต์
และยังควรสังเกตอีกด้วยว่า วันที่ 6 มกราคม อันเป็นวันสิ้นสุดของการประดับตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้น จะถือเป็น “วันสมโภชพระเยซูสำแดงพระองค์” (Epiphany) ที่ถือเป็นวันที่โหราจารย์ (Magi, โดยรากศัพท์ดั้งเดิมคำนี้หมายถึง นักบวชชั้นสูงของศาสนาโซโรอัสเตอร์ [Zoroastrianism] ของเปอร์เซียโบราณ) ทั้ง 3 ได้เดินทางตามดวงดาวประหลาดมาจนพบกับพระเยซูองค์น้อยที่เมืองเบธเลเฮม (Bethehem, ปัจจุบันอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ของปาเลสไตน์) บางครั้งจึงเรียกว่า วันสามกษัตริย์ (Three Kings’ day) โดยในบางวัฒนธรรมของชาวคริสต์ จะมีการเฉลิมฉลองในวันนี้ราวกับเป็นเทศกาลคริสต์มาสย่อมๆ เลยทีเดียว
ตัวเลข 12 ที่เป็นจำนวนระยะห่างระหว่างวันคริสต์มาส ที่เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระคริสต์ กับวันที่โหราจารย์ทั้งสามเดินทางมาพบกับพระองค์ ซึ่งถือเป็นวันที่พระเยซูได้สำแดงพระองค์ต่อชนชาวโลกเป็นครั้งแรก จึงทำให้ตัวเลขของจำนวนระยะห่างระหว่างเหตุการณ์สำคัญในคริสต์ศาสนาดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ได้
ในกรณีนี้ ตัวเลข 13 ที่สื่อถึง ยูดาส ผู้ทรยศพระเยซูคริสต์จึงไม่ใช่ตัวเลขที่มีความหมายอันดีงามได้แน่
แน่นอนว่า การเลือกเอาจำนวนนับ หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่ผูกโยงอยู่กับเลข 12 อย่างนี้ ก็อาจเป็นเหมือนการตั้งธงเอาไว้ก่อนแล้วว่า ตัวเลข 12 นั้นเป็นตัวเลขพิเศษ แล้วจึงค่อยลากเข้าความกับเรื่องราวต่างๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 12 นั้น ก็ยังมีความพิเศษกว่าตัวเลขอื่นๆ ในแง่ที่เกี่ยวกับวัฏจักร ที่ผูกพันอยู่กับผู้คนในแต่ละวัฒนธรรมบางอย่าง ซึ่งไม่ได้ปรากฏอยู่กับทุกตัวเลขด้วยแน่
มีผู้อธิบายว่า วัฏจักรที่สัมพันธ์กับตัวเลขนั้น เกิดขึ้นจากอะไรง่ายๆ อย่างวิธีที่มนุษย์ใช้ในการนับตัวเลขในยุคเริ่มแรก
และหากจะอภิปรายอย่างคร่าวๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของระบบการนับเลขในที่นี้ “มือ” ของมนุษย์เรานี่แหละ ที่ถูกใช้งานเป็นเครื่องมือการนับเลขชิ้นแรก
ตัวเลขต่างๆ จะถูกแสดงออกมาด้วยท่าทาง ก่อนที่จะกลายเป็นถ้อยคำ ที่ใช้เรียกจำนวนนับนั้น หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนตัวเลขนั้นเสียอีก
ดังนั้น ระบบการนับเลขจึงอิงตามมือและนิ้ว ซึ่งสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 2 ประเภทหลัก
หนึ่งคือ ระบบที่อิงหน่วยการนับกับนิ้วของมนุษย์ ได้แก่ เลขฐาน 5 คือการนับด้วยนิ้วมือข้างเดียว เช่น เลขโรมัน, เลขฐาน 10 ที่ใช้นิ้วมือทั้งสองข้างในการนับ อันเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน, เลขฐาน 20 คือนิ้วมือและนิ้วเท้าทั้งหมดรวมเข้าด้วยกัน เช่น ระบบตัวเลขในปฏิทินบากตูน (baktun) ในวัฒนธรรมของพวกมายา ในภูมิภาคอเมริกากลาง
และเลขฐาน 4 ซึ่งใช้มือเพียงข้างเดียวในการนับ โดยไม่นับรวมนิ้วหัวแม่มือ เพราะเป็นนิ้วที่ใช้ในการนับ หรือบางทีก็ใช้การนับช่องระหว่างนิ้วมือแทน ซึ่งอาจจะมีอยู่ไม่มากนัก
แต่ยังพบได้ในกลุ่มวัฒนธรรมขนาดเล็ก เช่น ชนเผ่าชูมาส (Chumash) อันเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน หรือชนพื้นเมืองบางกลุ่มในปาปัวนิวกินี และหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นต้น

ส่วนวิธีการนับอีกระบบก็คือ การใช้ส่วนของนิ้วมือคือ กระดูกนิ้ว ซึ่งจะทำให้ได้วิธีนับที่เกิดเป็น เลขฐาน 12 โดยใช้กระดูกนิ้วที่ยาวที่สุด 4 นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ นับรวมเป็นกระดูกนิ้วทั้งหมด 12 นิ้ว
ในการนับนั้น ให้วางนิ้วหัวแม่มือบนกระดูกนิ้วที่ต่อเนื่องกัน ในทำนองเดียวกับที่นักโหราศาสตร์จีนใช้ในการคิดคำนวณตัวเลข โดยกระบวนการนับเลขแบบนี้ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปทั่วโลกเลยทีเดียว
แน่นอนว่า ปัจจุบันระบบการนับเลขฐาน 10 ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไป ในขณะที่ระบบการนับเลขฐาน 12 ยังคงมีอยู่เฉพาะในเอกสารจารึก ในพื้นที่ห่างไกลของโลก และในชุดข้อความของภาษาต่างๆ เท่านั้น
แต่เราก็ยังเหลือร่องรอยอยู่บ้าง จากจำนวนเดือนในรอบปี หรือจำนวนนักษัตรประจำปีทั้ง 12 ที่มีแหล่งตั้งต้นมาจากในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นไปได้มากว่าคือ จีน (ดังนั้น โลกตะวันตกจึงไม่ได้ผูกขาดความพิเศษของตัวเลข 12 อยู่เพียงฝ่ายเดียวเสียหน่อย)
แต่การหลงเหลือร่องรอยหลักฐานในทำนองนี้ ก็มักจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจ และการตีความที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจนั้นอยู่บ่อยครั้ง
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น การที่ปฏิทินบากตูนของชาวมายาโบราณคำนวณจำนวนวันเดือนปีไว้บนจารึกที่ทำหน้าที่คล้ายปฏิทินร้อยปีไว้ที่ 13 บากตูน ตรงกับ 5,130 ปีตามปฏิทินของเรา ซึ่งวันสุดท้ายจะจบลงที่วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 (ภายหลังมีผู้เสนอใหม่ว่าควรเป็น 21 มิถุนายน ค.ศ.2020 ต่างหาก) จนเกิดข่าวลือเรื่องวันสิ้นโลก เป็นต้น
ลักษณะอย่างนี้จึงเป็นไปในทำนองเดียวกับที่เคยมีข่าวลือเรื่องวันสิ้นโลกเมื่อ ค.ศ.2000 รวมไปถึงข่าวลือต่างๆ อีกมากในช่วง Y2K นั่นแหละ
และถ้าจะว่ากันตามพื้นฐานอย่างนี้แล้ว ปัญหาจึงไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความสมบูรณ์ของตัวเลข 12 จนกระทบชิ่งมาให้ตัวเลข 13 นั้นกลายเป็นเลขอาถรรพ์ แต่เกิดมาจากการไม่เข้าใจในระบบวัฏจักรตัวเลขฐาน 12 จากวัฒนธรรมอื่น ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมวัฒนธรรมของตนเองต่างหาก
ความเชื่อบางส่วนในศาสนาคริสต์ ที่พวกฝรั่งซึ่งมีความเชื่อเรื่อง “อาถรรพ์ศุกร์ 13” นั้น ก็ถือวันว่าวันศุกร์เป็นวันไม่ดี ร่วมกับวันพุธ โดยมีพื้นฐานมาจากเรื่องราวในพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระคริสต์ ต่อเนื่องไปจนถึงการตรึงกางเขน ดังที่ชาวคริสต์แบบกรีกออร์โธด็อกซ์ ที่นิยมนับถือในยุโรปตะวันออกนั้น ถือว่าวันพุธเป็นวันสำคัญคู่กับวันศุกร์ และมีประเพณีการถือศีลอด (ละเว้นเนื้อ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์) เพื่อระลึกถึงวันที่พระเยซูถูกทรยศในวันพุธ และถูกตรึงกางเขนในวันศุกร์
แน่นอนว่า วันพุธ เป็นวันที่ 4 ในรอบสัปดาห์ คือเป็นวันที่อยู่ตรงกลางของรอบสัปดาห์ จึงทำให้พวกฝรั่งมีสำนวนว่า “Wednesday’s child” ที่แปลว่า “ลูกคนกลาง”
โดยมักจะอธิบายกันว่าเป็นการสื่อถึงลูกที่ไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เท่ากับลูกคนโต หรือลูกคนเล็ก จนมักจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา
แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ด้วยว่า สำนวนที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องโชคลาง ที่เกี่ยวกับวันต่างๆ ด้วยก็ได้
เพราะในเพลงกล่อมเด็กโบราณ เพลงหนึ่งของฝรั่งที่มักจะเรียกกันในชื่อเพลง “Monday’s Child” มีเนื้อเพลงว่า
“Monday’s child is fair of face, Tuesday’s child is full of grace. Wednesday’s child is full of woe, Thursday’s child is far to go. Friday’s child is loving and giving, Saturday’s child works hard for living. And the child born on a the Sabbath day is bonny and blithe, good and gay.”
(เด็กวันจันทร์หน้าตาสะสวย เด็กวันอังคารเต็มไปด้วยสง่าราศี เด็กวันพุธเต็มไปด้วยความฉิบหาย เด็กวันพฤหัสบดีจะไปได้ไกล เด็กวันศุกร์น่ารักมีน้ำใจ เด็กวันเสาร์มุมานะทำมาหากิน เด็กที่เกิดวันสะบาโต [วันอาทิตย์] เป็นคนดีและร่าเริง เป็นคนดีและร่าเริง)
เชื่อกันว่าเพลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องโชคลางของยุโรป ที่สืบมาตั้งแต่ยุคกลางเป็นอย่างน้อย แต่มีที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเก่าแก่ที่สุดคือ หนังสือ Traditions of Devonshire ของ เอ. อี. เบรย์ส (A. E. Bray’s) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2381
แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เพลงเดียวกันนี้ในบางสำนวน เช่น เนื้อเพลงที่ปรากฏในนิตยสาร Harper’s Weekly ฉบับวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2430 ซึ่งเป็นนิตยสารพิมพ์ขายในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เด็กที่เต็มไปด้วยความฉิบหายกลายเป็น “เด็กวันศุกร์” (Friday’s child) แทนมันเสียอย่างนั้น
การที่ชาวคริสต์มี “วันศุกร์ประเสริฐ” (Good Friday, บางทีแปลว่า ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์) คือวันศุกร์ก่อนหน้าวันอีสเตอร์ (Easter Day, วันอาทิตย์ที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ชีพ หลังถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ในวันศุกร์) โดยเรียกวันที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์ว่า “ประเสริฐ” โดยอ้างว่า เป็นเพราะพระเยซูทรงทนทุกข์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปแก่มวลมนุษย์ ไม่ได้ปิดบังความจริงที่ว่า ทุกข์ที่พระคริสต์ทรงทนรับเอาไว้บนไม้กางเขนนั้นเกิดขึ้นในวันศุกร์
และก็ไม่น่าแปลกอะไรที่จะมีความเชื่อเรื่องโชคลางบางอย่างอยู่แล้ว ที่จะถือว่า วันศุกร์นั้น เป็นวันที่ไม่ดี ในทำนองเดียวกับความเชื่อเรื่องโชคลางและฤกษ์ยามต่างๆ ที่พบได้อยู่ในแทบทุกวัฒนธรรมทั่วทั้งโลก เช่น ความเชื่อเรื่องการห้ามตัดผมในวันพุธของคนไทย (ที่ก็หาคำอธิบายด้วยตรรกะเชิงเหตุผล อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ยากไม่ต่างกัน)
ควรสังเกตด้วยว่า คำว่า “Friday” ซึ่งแปลว่า “วันศุกร์” ในภาษาอังกฤษนั้น มีที่มาจากชื่อของเทพีเฟรญา (Freyja) เป็นเทพีแห่งความงาม และดาวศุกร์ แต่บ้างก็ว่า มาจากเทพีฟริกก์ (Frigg) เทพีแห่งการแต่งงาน ความเป็นแม่ การทำนายทายทัก ผู้เป็นชายาหลวงของเทพโอดิน (Odin) ตามปรัมปราคติของชาวนอร์ส ซึ่งชาวคริสต์ถือว่าเป็นพวกนอกรีต โดยเฉพาะเทพีเฟรญานั้น ถูกมองว่าเป็นเทพีแห่งเวทมนตร์ และพระแม่ของพวกแม่มดชั่วร้าย ในสายตาของชาวคริสต์ มาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ในช่วงยุคกลาง ที่มีอัศวินเทมพลาร์อยู่ อย่างที่ได้เล่าให้ฟังไว้ในตอนก่อนหน้านี้แล้ว
ดังนั้น ถ้าชาวคริสต์จะถือว่าวันศุกร์เป็นอัปมงคล จากมุมมองทั้งจากเป็นวันที่พระคริสต์ถูกตรึงกางเขน แถมยังเป็นวันของพวกแม่มด ก็ไม่น่าประหลาดใจนัก ยิ่งเมื่อผสมเข้ากับเป็นวันที่ 13 ด้วย ก็จะยิ่งเพิ่ม “ของ” ให้แรงขึ้น จนกลายเป็นฤกษ์ยามอาถรรพ์ ก็ยิ่งมีพื้นฐานทางความเชื่อที่รองรับอยู่พอสมควร
ความเชื่อเรื่อง “อาถรรพ์ศุกร์ 13” จึงควรที่จะถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากความเชื่อเรื่องโชคลาง ของพวกฝรั่งคริสต์ชน ที่ถือว่าทั้งวันศุกร์ และเลข 13 เป็นอัปมงคล ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่เล่าให้ฟังเป็นตัวอย่างข้างต้นแล้วนั่นแล
