โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ปฏิกิริยาร่วมๆ กันที่มีต่ออุบัติเหตุร้ายแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นบนถนนอโศก-ดินแดงคือ การวิพากษ์วิจารณ์และเรียกหาตัวคนต้องรับผิดชอบกับโศกนาฏกรรมในครั้งนี้

เสียงตำหนิมากมายตกไปถึงทุกฝ่าย ทั้งรถไฟ รถเมล์ รถยนต์ การจราจร การวางผังการคมนาคม ฯลฯ ตำหนิ (หนักหน่อย) ทั้งคนปฏิบัติงานตัวเล็กๆ เช่น คนขับรถเมล์รถไฟ นายสถานีรถไฟ จนถึงผู้ขับขี่ยานพาหนะทั้งหลาย และ (เบาหน่อย) ต่อผู้บริหารระดับบนของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง

คนและหน่วยงานที่ล้วนเกี่ยวข้องเป็นเหตุและ/หรือปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมคราวนี้

จนเกิดศัพท์คำหนึ่งขึ้นมาว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้นี่เกิดจากความ “ประมาทร่วม” ของหลายฝ่าย

คำหรูเลิศที่ฟังดูเป็นทางการคำนี้น่าสนใจมาก ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าหมายความว่าอะไร

แน่นอนว่าคำนี้บ่งถึงความประมาทร่วมกันของหลายฝ่าย ยังมีนัยอีกอย่างว่า ความประมาทนั้นเกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะในกาละและเทศะตรงนั้นพอดี

เป็นไปได้อย่างไรกันที่ความประมาทของหลายฝ่ายหลายๆ คนจะเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างเหมาะเหม็ง

ผมมั่นใจว่าไม่มีใครเจตนาให้เกิดขึ้น แต่ผมเห็นว่าไม่ใช่ความบังเอิญ

ความไม่บังเอิญที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครเจตนาเลย หมายความว่าอะไร

ความผิดปกติที่ทุกคนที่ผู้คนกล่าวถึงกันมาก เช่น การหยุดรถบนท้องถนนคร่อมทางรถไฟซึ่งผิดกฎจราจรชัดแจ้ง แต่กลับทำอยู่เป็นปกติเป็นประจำ

แถมข้อแก้ตัวของความผิดปกตินี้ก็ฟังขึ้นว่า เป็นเพราะการจราจรตรงนั้น ถ้าหากไม่ต่อแถวจองท้องถนนไว้ก่อนก็อาจจะไม่ต้องขยับไปไหนกัน แถมคงจะถูกก่นด่าอย่างหนักจากรถคันที่ตามหลังมา

ในสภาพการจราจรที่ติดขัดขนาดนั้น หากทำตามกฎจราจรอย่างเถรตรงอาจจะก่อความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน หรือถึงขนาดก่อความวุ่นวายบนท้องถนนก็เป็นได้

ในกรณีเช่นนี้ การทำตามกฎจราจรกลับอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดปกติ การละเมิดกฎจราจรกลับเป็นสิ่งปกติที่พึงกระทำ

ด้วยความสำนึกเช่นนี้เอง ผู้ที่ทำผิดกฎจราจรตรงนั้นจึงมีมากมาย ทุกคันทำอย่างเดียวกันทั้งๆ ที่รู้ว่าผิด คนจำนวนมากกระทำเช่นนั้นเป็นปกติทุกวี่วัน

เช่นนี้แล้ว เราจะเรียกว่าความประมาทหรือเป็นการใช้วิจารณญาณปรับตามความเหมาะสมกันแน่

เราจะเรียกได้หรือไม่ว่า “เป็นความผิดปกติซึ่งผู้คนร่วมกันกระทำจนกลายเป็นปกติ”

เพราะคนจำนวนมากต่างเข้าใจว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

สิ่งที่บางคนเห็นว่าเป็น “ความประมาทร่วม” เกิดจากความจำเป็นหรือปรารถนาดีต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวอย่างสงสัยว่า ทำไมครั้งอื่นเวลาอื่นๆ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ทำไมครั้งนี้ถึงเกิดเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นมา

ความสงสัยนี้สะท้อนว่า การทำผิดกฎจราจรเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่ความบังเอิญซึ่งปะเหมาะเคราะห์ร้ายเกิดขึ้นในเวลาและสถานที่เดียวกัน

ความผิดปกติดำรงอยู่เป็นปกติไปแล้ว กลายเป็นมูลเหตุที่รอเพียงแค่มีเหตุการณ์ที่จุดปะทุเพิ่มเติมเข้ามา ก็จะกลายเป็นระเบิด เปรียบเสมือนกับโยนไม้ขีดติดไฟลงไปบนกองเชื้อเพลิง

หมายความว่า โศกนาฏกรรมสามารถเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หรือเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้ต่างหาก

ไม่ใช่เหตุบังเอิญแต่อย่างใด ไม่เกินวิสัยที่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นอีกบ่อยครั้งกว่านี้อีก

ปัญหาจึงไม่ใช่ความประมาทร่วม หรือประมาทที่บังเอิญเกิดพร้อมกันพอดี แต่เป็นปรากฏการณ์ของความผิดปกติซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำโดยไม่มีการแก้ไข ขอเพียงมีชนวนเหตุเล็กๆ น้อยๆ เพียงบางอย่างแค่นั้นเอง

นี่แหละที่เราเรียกกันว่าเป็นปัญหาระดับโครงสร้างหรือเป็นปัญหาเชิงระบบ

ความผิดส่วนบุคคลจึงมีโอกาสจะกลายเป็นประกายไฟที่จุดขึ้นบนกองเชื้อเพลิงได้เสมอ

“ประมาทร่วม” จึงหมายถึงการทำให้สิ่งผิดปกติซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น กลับเกิดขึ้นได้เป็นปกติ ไม่มีความบังเอิญ แม้จะไม่มีใครเจตนาก็ตาม

ประมาทร่วม จึงหมายถึงความผิดปกติจำนวนมากที่ทำกันและมีอยู่เป็นปกติ

มองในแง่นี้ ความประมาทร่วมมีอยู่ในแทบทุกระบบในสังคมไทย

รอการปะทุด้วยเหตุเล็กๆ น้อยๆ เพียงบางอย่างหรือด้วยคนบางคน

ตึกถล่มก็เป็นผลของความ “ประมาทร่วม” ทำนองเดียวกัน นั่นคือการกระทำผิดๆ ด้วยกันหลายฝ่ายจนเป็นปกติ ตามน้ำกันจนเป็นความปกติ รอวันที่เกิดประกายไฟ (เช่น แผ่นดินไหวในอีกประเทศ) จุดปะทุบนกองเชื้อเพลิงของความประมาทร่วมนั้น

ความเน่าเฟะเละเทะของกระบวนการยุติธรรมก็ไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง หรือเกิดจากเจตนาร้ายของใครที่จงใจทำลายกระบวนการยุติธรรม แต่เกิดจากความประมาทร่วม ช่วยกันทำผิดคนละนิดจนเป็นปกติ ทำตามน้ำกันไปก่อนทุกวี่วัน และช่วยกันทำเป็นมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ

ปัญหาการคอร์รัปชั่นในหน่วยราชการต่างๆ วิกฤตในสารพัดระบบของประเทศนี้ ส่วนมากเกิดจากความผิดปกติที่ไม่บังเอิญแต่ไม่มีใครเจตนาทำนองเดียวกัน

การปฏิบัติบางอย่างที่กระทำกันมานับสิบปีแล้ว ดังเช่นกรณีการประชุมกับองคมนตรีตามที่มีคนทักท้วงเมื่อเร็วๆ นี้ การทำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่องมานาน มิได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป

ตรงกันข้าม อาจจะเป็นการร่วมกันทำสิ่งที่ไม่พึงกระทำ ไม่ควรให้เกิดขึ้น กลับเกิดขึ้นจนเป็นปกติ แถมใช้เป็นเหตุผลราวกับเป็นความถูกต้อง
นี่เป็นความประมาทร่วมอย่างแน่นอน รอเพียงโอกาสที่จะปะทุกลายเป็นปัญหา

โศกนาฏกรรมบนถนนอโศก-ดินแดงเป็นเพียงกรณีหนึ่ง ท่ามกลางกองเชื้อเพลิงที่แพร่กระจายอยู่ในแทบทุกระบบ

สังคมไทยจัดการกับ “ความประมาทร่วม” ตามที่อธิบายมานี้อย่างไร

ประการแรก ประณามหรือลงโทษบุคคลเพียงบางคน โดยเฉพาะตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งก็มีส่วนผิดจริง แต่ย่อมเป็นการโยนความผิดให้กับประกายไฟหรือเหตุที่มาจุดระเบิดนั้น และมองข้ามกองเชื้อเพลิงซึ่งสุมกองรอวันระเบิดอยู่จนเป็นปกติ

มิหนำซ้ำยังมักกล่าวโทษฟ้องร้องผู้ที่พยายามชี้ให้เห็นกองเชื้อเพลิง พยายามสะสางความผิดปกติซึ่งกลายเป็นปกติเหล่านั้น

ประการที่สองที่มักกระทำกันคือ ควานหาเจตนา ซึ่งน่าจะยาก เพราะความ “ประมาทร่วม” มักไม่ได้เกิดจากเจตนาของใครให้เกิดการระเบิด

แต่ก็ไม่ใช่ความบังเอิญปะเหมาะเคราะห์ร้าย ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาที่ป้องกันไม่ได้

แทบทุกกรณี ผู้คนช่วยกันทำเป็นมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เพราะเห็นว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนที่ใช้ได้ ไม่เจตนาจงใจทำความผิดปกตินั้นๆ

เช่น ไม่ได้ตั้งใจหยุดรถคร่อมทางรถไฟ ไม่ได้เจตนาอยากให้ตึกถล่ม ฯลฯ

แถมถ้าหากจะควานหากันจริงๆ ก็ยากจะพิสูจน์เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งล้วนได้รับการปกป้องจากอำนาจ อาจจะเอาผิดได้เพียงกับประชาชนที่ไม่มีอำนาจคุ้มครอง หรือถูกอำนาจเป็นฝ่ายกล่าวหา

เพราะอำนาจของรัฐหรือผู้มีบุญอย่างผู้พิพากษาสามารถมองเห็นล่วงรู้เจตนาทุจริตของราษฎรได้ แม้ว่าจะปฏิเสธก็ตาม

ประการที่สามคือ มักให้ข้อแก้ตัวแก่การทำผิดจนเป็นปกติเหล่านั้นว่าเป็นเพราะความจำเป็น เป็นความผิดปกติครั้งคราวหรือเป็นข้อยกเว้นเท่านั้น เป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคงไม่ก่อความเสียหายอะไรมากนัก

เราเคยชินกับการใช้ข้อแก้ตัวนี้นับจากเรื่องเล็กๆ ประจำวัน จนถึงความจำเป็นที่ต้องทำรัฐประหาร แก้ตัวที่ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เลวที่สุด แก้ตัวที่ต้องช่วยกันปกป้องการกระทำผิด
แก้ตัวที่ต้องปฏิเสธการประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งๆ ที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แก้ตัวที่ต้อง…(อีกสารพัด)… ฯลฯ

แทบทุกวี่วัน เราอยู่กับข้อยกเว้นพรรค์นี้ ทั้งที่ให้แก่ตัวเราเอง ญาติมิตร จนถึงกับผู้คนจำนวนมากที่จำเป็นต้องร่วมกันก่อความผิดปกติต่างๆ นานา

ประการที่สี่ เราแน่ใจหรือว่าเวลาผ่านไปอีกไม่นาน ประเด็นนี้จะไม่ถูกลืมเลือนหายไปอีก

การปล่อยให้ผ่านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นวิธีที่สังคมไทยใช้จัดการกับการร่วมกันกระทำผิดจนกลายเป็นสิ่งปกติ

แม้แต่กรณีประวัติศาสตร์บาดแผลลึกๆ ซึ่งน่าจะมีเจตนาเข้ามาเกี่ยวข้องก็ยังสามารถปล่อยให้หมดอายุความ เช่น กรณีตากใบ หรืออีกไม่นานก็จะหมด เช่น กรณีสังหารผู้ชุมนุมเสื้อแดง และคงทำแบบเดียวกันกับกรณีตึก สตง.ถล่ม และกรณีอื่นๆ อีกมาก

การปล่อยปละละเลยทำนองนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของความ “ประมาทร่วม” เพราะช่วยให้กองเชื้อเพลิงดำรงอยู่ต่อไปเป็นปกติ

การจัดการทั้ง 4 ประการนี้ก็เป็นพฤติกรรม “ประมาทร่วม” เช่นกัน เพราะร่วมกันกวาดซุกไว้ใต้พรม ร่วมกันทำให้กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ผิวเผิน ร่วมกันลืม ร่วมกันปัดความรับผิดชอบ

แต่เราท่านร่วมกันทำเช่นนั้นเป็นปกติทุกวี่วัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”