1.
โรคกรรม โรคเวร
เมื่อสองเท้าเริ่มล้า เสื้อยืดชุ่มน้ำ บนใบหน้ามีเหงื่อหยดติ๋ง ผมจึงหยุดยืนหอบหายใจข้างต้นคูนดอกเหลืองห้อยระย้าหน้าห้องแถวชั้นเดียวเรียงติดกันห้าหกห้อง ขณะที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงิน 2 คนรีบเร่งพยุงหญิงเจ้าเนื้อใส่เสื้อยืดสีขาวนุ่งกางเกงสามส่วนลายช้างออกจากห้อง รุงรังด้วยข้าวของ มาขึ้นรถตู้สีขาวที่จอดติดเครื่องรออยู่
“กูอยากตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป เบื่อเหลือเกิน ไอ้โรคกรรมโรคเวรนี่” หญิงผมดำแซมขาวยุ่งเหยิงโวยวายใส่ชายรูปร่างผอมนุ่งกางเกงบอลไม่ใส่เสื้อที่เดินมาส่งดังลั่น พี่วินเบอร์ 2 ซึ่งมีนักเรียนหญิงถักเปียซ้อนท้ายต้องชะลอรถมอง ก่อนเร่งเครื่องผ่านไป
สองมืออวบอูมของนางเกาะตะเกียกตะกายขึ้นไปนอนบนเตียงที่มีเครื่องช่วยชีวิตระโยงระยาง มีหญิงสาวในชุดสีขาวนั่งอยู่ สองชายหนุ่มรีบขึ้นไปด้านหน้าของรถ พลันที่ชายไม่ใส่เสื้อปิดประตูท้าย รถหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินก็เร่งเครื่องแล่นออกไปทางปากซอย เปิดไซเรนสนั่นจนหมาสีน้ำตาลที่วิ่งไล่นกพิราบมองค้อน
“ตายแน่…ตายแน่…” ผมได้ยินเสียงคร่ำครวญแบบนั้น
มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังพ้นขอบฟ้า หลังจากผมสลัดความเกียจคร้านลุกขึ้นสวมชุดวิ่งเก่าเก็บนานจนเกือบลืม อันมีเสื้อยืดสีเทาดำมีตัวอักษรสีฟ้า fast กางเกงบอลสีน้ำเงิน รองเท้าสีฟ้าที่มีเชือกผูกสีส้มเตะตา ทักทายเจ้าแมวโอลีฟที่นอนมองตาโตด้วยความฉงนสงสัย เมื่อก้าวพ้นประตูบ้าน ผมสูดลมเข้าเต็มปอด เดินไปเปิดประตูรั้วออกมายังถนนที่คุ้นเคย เดินช้าๆ สามสี่ร้อยเมตรเพื่อวอร์มร่างกายให้ตื่นตัวแล้วจึงค่อยวิ่งเหยาะๆ
ผมวิ่งบนถนนหน้าบ้านครั้งแรกหลังอาศัยอยู่บนถนนสายนี้กว่า 30 ปี เมื่อ 15 ปีก่อนสมัยผมยังเป็นพนักงานออฟฟิศ ผมเคยฮิตวิ่งตามเพื่อนอยู่พักหนึ่ง ออกวิ่งยามเช้าตรู่หลายครั้ง ในสนามแข่งขันมินิมาราธอน ไม่นานก็เกิดความเกียจคร้านและเบื่อสูดควันรถจึงหยุดวิ่ง เลิกงานก็เข้าวงสนทนากินดื่มกับเพื่อนร่วมงานตามเดิม พอเกษียณอายุพบว่าตัวเองพุงยื่น รอบเอวหนาขึ้นหลายนิ้ว เอามือจับได้เป็นก้อนๆ น้ำหนักเพิ่มเป็นสิบกิโลฯ จึงไปตรวจร่างกายเมื่อ 3 วันก่อน คุณหมอสาวส่ายหน้า เมื่อพบว่าค่าน้ำตาลทะลุร้อย เบาหวานยิ้มรออยู่ คอเลสเตอรอลเกินสองร้อยไปเยอะ ความดันสูงเพรียกหา
“ถ้าลุงไม่อยากกินยา ลุงต้องปรับปรุงคุณภาพชีวิตกินดื่มออกกำลังกาย หลายโรคเดินพาเหรดมาเล่นงาน หมอให้เวลาลุง 3 เดือนนะ ลุงไปปรับปรุงการใช้ชีวิตกินอยู่เสียใหม่ ไม่อย่างนั้นลุงเจอยาแน่ๆ” คุณหมอใส่แว่นเลนส์หนาสั่งเสียงเข้ม
พร้อมกรอกใบนัดหมายให้ผมมาหาอีกใน 3 เดือนข้างหน้า
2.
ชายผู้ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก
แม้ว่าจะเป็นถนนสายสั้นระยะทางเพียงกิโลเมตรเศษ กับมากมายไปด้วยสีสันแห่งชีวิตของผู้คน ทุกครั้งที่ผมวิ่งเหยาะๆ ผ่านร้านสะดวกซื้อซึ่งเปิดไฟสว่างตลอดคืน ผมอดไม่ได้จะชำเลืองดูว่าเขาคนนั้นยังอยู่หรือไม่ ชายผมเผ้ารุงรังนุ่งผ้าขาวม้าใส่เสื้อมอๆ ที่ยามเช้านอนนั่งอยู่ข้างรถเข็นคนไข้ ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายตีน ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป รู้ตามเสียงเล่าขานต่อๆ กันมาว่าในตอนรุ่งเช้าของวันหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ขณะฝนโปรยเม็ดพรำๆ มีคนเห็นเขานั่งเศร้าสร้อยอยู่บนรถเข็นใต้ต้นไม้ สองตามีน้ำตาคลอ
เขาถูกมองเป็นซากชีวิตที่ยังมีลมหายใจ เป็นส่วนเกินของสังคม อยากจะให้ตำรวจลากตัวไปจากถนนสายนี้ แต่ผมไม่มองเขาแบบนั้น อยากเรียกเขาว่าชายผู้ต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก ทุกวันเขายักแย่ยักยันเกาะรถเข็นต่อสู้ชีวิตอยู่บนถนนด้วยความทรหด แม้วิธีการยังชีวิตของเขาจะมีวิธีเดียว สองมือยกขึ้นไหว้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาเพื่อขอเงิน ท่ามกลางสายตาเหยียดหยาม หน่ายระอา ระคนเสียงสาปแช่งก่นด่าว่า “เมื่อไหร่จะตายโหงตายห่าเสียที”
ในวันที่ฝนไม่ตก ชายผู้ถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายจะนั่งอยู่ข้างเสาไฟ ข้างๆ ร้านรถเข็นลูกชิ้นปิ้งที่หญิงลูกสองมาเช่าขายตอนกลางวันถึงค่ำ เพื่อขอเงินคนเดินผ่านไปผ่านมา ถ้าวันไหนฝนตกเขาจะเขยิบเข้าไปนั่งอยู่ในชายคาร้านที่ไม่เคยปิด มีเจ้าหมาสีน้ำตาลยึดพื้นที่ตากแอร์หน้าร้านไว้อย่างเหนียวแน่น ในบางเช้าที่ฝนพรำเย็นสบาย ผมเคยเห็นคนกับหมานอนหลับหัวแทบชิดกัน
ผมยังเคยให้เงินเขาครั้งหนึ่ง ไม่มากหรอก แค่ 20 บาท ให้ในฐานะเพื่อนร่วมถนนสายเดียวกันที่ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ไม่อยากเห็นเขาถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดายจนเกินไป แม้แต่ผมเองก็มิอาจรู้ได้ว่าในวันข้างหน้าอาจจะมีชะตากรรมแบบเขาก็ได้ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน
ชายวัยไม้ใกล้ฝั่งจะเข็นรถเข็นยักแย่ยักยันไปมาอยู่บนถนนที่รถราพลุกพล่าน การเคลื่อนที่เชื่องช้าเป็นแมวคลาน เจอใครผ่านหน้าก็จะหยุดเพื่อขอเงิน เห็นมีคนซื้อข้าวมันไก่ในร้านหน้าสะดวกซื้อให้กิน แต่ว่าเขาดูเฉยเมย วางกล่องข้าวข้างรถเข็น หากใครเดินไปยืนใกล้ๆ ลมหายใจของเขาจะคละคลุ้งด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์
หลายเช้าที่ผมเห็นเขาไปนั่งหอบหายใจฟืดฟาดอยู่ตีนสะพานข้ามคลองไปยังถนนใหญ่ เขาแหงนมองสะพานสูง แววตาทดท้อ เหมือนจะยอมรับว่าเส้นทางของเขาสิ้นสุดลงแค่นี้ ไม่อาจหนีพ้นไปจากถนนสายนี้ได้
3.
ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
“เกือบไปแล้ว” หัวใจผมหล่นวูบลงไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่มาด้วยความเร็ว เลี้ยวตรงสามแยกเสียหลักเซถลาพุ่งเข้าใส่คนกำลังวิ่ง ผมต้องกระโจนหลบข้างรั้วบ้านหลังใหญ่ที่มีรอยปริแตกจากการเฉี่ยวชน มิฉะนั้นอาจจะคางเหลืองนอนหยอดน้ำข้าวต้มได้ หรืออาจหนักหนาสาหัสถึงขั้นลาโลกไปเลย พี่วินที่คงเร่งรีบไปรับลูกค้า เขาไม่ได้ประมาทฝ่ายเดียว ผมเองก็ประมาทร่วม วิ่งสวนเลนขับขี่แม้จะวิ่งชิดขอบทางก็ตามที
สองข้างทางบนถนนสายนี้เป็นบ้านเรือนอยู่อาศัย อพาร์ตเมนต์ ร้านค้า พงหญ้า ดงไม้ และที่รกร้าง เวลาวิ่งผมนอกจากเหลียวซ้ายแลขวาคอยหลบหลีกรถแล้วยังต้องคอยหลบหลีกซากชีวิตที่ถูกรถทับเป็นระยะๆ มากที่สุดเป็นกิ้งกือทั้งตัวเล็กสีแดงและตัวใหญ่สีส้ม ในช่วงหน้าฝน พวกมันชุกชุมมาก จึงถูกรถทับตายเกลื่อน พวกที่มีไม่น้อยคือหนู นกเขา นกพิราบ หอยทาก คางคก แม้กระทั่งแมลงสาบยังถูกเหยียบบี้แบน
เช้าวันที่ 10 ผมสองจิตสองใจว่าจะออกวิ่งหรือนอนต่อดี เนื่องจากฝนตกมาทั้งคืน ตื่นขึ้นมาฉี่ตอนตี 4 ฝนยังพรำๆ อยู่ นอนฟังเสียงมันตกกระทบกระเบื้องหลังคาจนเผลอหลับไป ผวาตื่นขึ้นมาตอนตี 5 ครึ่ง ฝนก็ยังตกปรอยๆ ผมไม่อยากเสียสถิติการวิ่งไปวันหนึ่ง จึงตัดสินใจลุกขึ้นวิ่งโดยสวมหมวกไปด้วย ไม่อยากเป็นไข้หวัดใหญ่อีก พอเป็นแล้วเป็นนาน ไอจนเจ็บหน้าอก มึนหัวจนไม่อยากทำอะไร
เมื่อวิ่งถึงพุ่มกระถินที่ขึ้นปกคลุมต้นสะแก ป้าคนนั้นมายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว เกือบทุกเช้านางจะนั่งวินมอเตอร์ไซค์ เอาถุงใส่อาหารมาโยนไว้แถวนี้ ผมนึกชมนางในความเอ็นดูหมาแมวจรที่มาอาศัยนอนในพุ่มไม้ แม้ว่าจะมีขยะปลิวว่อนบ้าง แต่ก็มีพนักงานมาเก็บกวาดเกือบทุกวันพร้อมเสียงบ่นพึมพำ “มีแต่หาเรื่องให้กู”
แต่ว่าวันนี้แปลกไป เหมือนว่านางกำลังอุ้มอะไรอยู่พร้อมกับเสียงสะอื้น ผมเข้ามาใกล้จึงพบว่าในอ้อมกอดของนางมีแมวอยู่ แมวสีเทาตัวนี้นานๆ ผมจะเจอมันที ตอนนี้มันตัวแข็งทื่อ ขนเปียกชุ่มน้ำฝน ปากมีคาบเลือด สองตาปิดสนิท
ผมเชื่อว่าคงเป็นอุบัติเหตุจากความเร่งรีบของคน ไม่คิดว่าจะมีใครจงใจทำร้าย มันหลับสบายไปแล้ว ทิ้งความเศร้าไว้กับหญิงวัยกลางคนที่ผูกพันกับมัน สิ่งต่างๆ บนโลกก็เป็นเช่นนี้ มีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา พระท่านคอยบอกคอยเตือนอยู่เสมอ
17 วันต่อมา ในวันที่ฝนเพิ่งหยุดตกไม่นาน ถึงคราวที่ผมถูกโยนความเศร้าใส่บ้าง เมื่อวิ่งมาถึงข้างรั้วบ้านหลังใหญ่ที่พุ่มไม้ริมรั้วถูกตัดแต่งไว้อย่างดี ผมไม่ได้ทักทายเจ้าแมวสีส้มหน้าใหญ่อีกแล้ว เช้านี้มันนอนเลือดกบปาก ร่างแข็งทื่อเปียกชุ่ม แข้งขาของผมหมดแรงจะวิ่งต่อ รู้สึกว่าทุกชีวิตเหมือนถูกแขวนอยู่บนบนเส้นด้าย มีโอกาสขาดผึงตลอดเวลา
4.
ร้านชำในกรงเหล็ก
ในเช้าวันที่ครบหนึ่งเดือนของการวิ่ง เป็นวันอาทิตย์ ถนนมีรถเบาบาง นานๆ จะมีรถยนต์หรือจักรยานยนต์ผ่านมาสักคัน ผมจึงวิ่งช้าๆ เหลียวมองร้านชำเก่าแก่ วันนี้แตกต่างวันวาน หน้าร้านติดลูกกรงเหล็กและล็อกประแจดอกใหญ่ สิงห์ทองท่วงท่าน่าเกรงขาม 2 ตัวยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม ความรู้สึกเห็นใจคนอยู่ข้างในแล่นมาจับจิต แม้จะก้มหน้าก้มตาทำมาหากินโดยมีเมตตามาตลอดชีวิต แต่ก็ถูกความหม่นเศร้าเล่นงานเข้าจนได้
ร้านชำของป้าสองพี่น้องจัดว่าอยู่ในทำเลที่ดี ด้านซ้ายเป็นปากทางเข้าหมู่บ้านที่มีคนอาศัยอยู่พลุกพล่าน ด้านขวาเป็นเต็นท์รถมือสองแบบบ้านๆ ที่ใครอยากขายรถก็มาจอดฝากขายได้ ฝั่งตรงข้ามเป็นอพาร์ตเมนต์ที่พักพนักงานร้านสะดวกซื้อ ตอนที่ลูกสาวของผมอายุ 4-5 ขวบ ผมพามาซื้อของอยู่บ่อยๆ คุณป้าทั้งสองคนใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใสและเอ็นดูเด็กๆ บางทีก็ลดราคาให้
แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ร้านชำต้องเปลี่ยนไป เมื่อวัยรุ่น 2 คนขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายกันมา ทำทีเข้ามาขอซื้อบุหรี่ แต่แล้วพวกเขาก็เอาปืนออกมาจี้ปลดทรัพย์สินของยายไปแทบหมดตัว ขณะที่สิงห์ทองหน้าร้านไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอะไร ชาวบ้านลือกันว่าพวกมันได้เงินสดไปเป็นแสน กับสร้อยคอทองคำอีกเกือบ 10 บาท สองพี่น้องปิดร้านเงียบไปเป็นเดือน
แม้ว่าจะกลับมาเปิดร้านใหม่ แต่ก็เป็นร้านชำที่ไม่เหมือนเดิม ดูห่างเหินจากผู้คน มันถูกขวางกั้นด้วยลูกกรงเหล็กขนาดเท่านิ้วก้อย ลูกค้าไม่สามารถเข้าไปเลือกหยิบจับข้าวของเครื่องใช้ขนมนมเนยในร้านได้เหมือนก่อน ใครอยากได้อะไรก็ตะโกนถามว่ามีหรือเปล่า หรือใช้มือชี้เอา ถ้ามีป้าจะหยิบออกมาให้ ไม่มีรอยยิ้มเหมือนก่อน
มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าเศร้าใจ
5.
มันเป็นเช่นนั้นเอง
“เร็วๆ มาช่วยกันหาหน่อย เจ้าโอลีฟมันหายไปไหนก็ไม่รู้” เสียงโวยวายลั่นมาจากหลังบ้าน ทำให้ผมต้องลนลานละจากจอโทรทัศน์ซึ่งกำลังมีการอภิปรายชำแหละพฤติกรรมของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลอย่างถึงพริกถึงขิง
ผมลืมตัวพุ่งออกมาหลังบ้านจนเจ็บแปลบหัวเข่าที่มีผ้าพันทั้งสองข้าง สามวันก่อนมันบวมเป่งจนหมอสั่งให้งดวิ่ง ภรรยาชี้มือชี้ไม้หน้าถอดสี เดินงุ่นง่านหาแมวสายพันธุ์เปอร์เซียที่ปกติผูกเชือกให้นั่งเล่นบนแทงก์น้ำหลังบ้าน แต่ตอนนี้มีแต่เชือก ไม่มีแมวอยู่ตรงนั้น
“เชือกที่ล่ามไว้มันขาด ไม่รู้ว่าโอลีฟเตลิดไปไหน” หญิงที่ขลุกอยู่ๆ กับการเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวแทบทั้งวันบอกด้วยความร้อนใจ
ผมไปเดินวนอยู่รอบแท็งก์น้ำซึ่งอยู่ใกล้กับรั้วหลังบ้าน เชือกผูกแมวกับแทงก์น้ำยังอยู่ แต่ไม่มีเงาร่างของเจ้าโอลีฟจอมซน มันอาจจะกระโจนข้ามรั้วออกไปนอกบ้าน ด้วยมันเป็นแมวที่ชอบป่ายปีน ในบ้านมุ้งลวดหน้าต่างถูกมันห้อยต่องแต่งฉีกขาดจนต้องไปเปลี่ยนเป็นแบบสายเอ็นแล้ว 2 บาน ผมเอาเก้าอี้ไม้มาตั้งริมรั้ว ชะโงกหน้ามองข้ามรั้วออกไปยังพื้นที่ที่ยังไม่ได้ก่อสร้างอะไร ช่วงหน้าฝนหญ้าขึ้นสูงเกือบถึงเข่า ใกล้ๆ รั้วบ้านมีกล้วยอยู่หย่อมหนึ่ง เลยออกไปเป็นที่ดินถมแล้ว ปลูกมะม่วงไว้เป็นแถว ผมเพ่งมองในพงหญ้า เห็นไหวๆ เหมือนมีตัวอะไรเดินอยู่ อาจจะเป็นเจ้าโอลีฟก็ได้ จึงรีบกระโจนจากรั้วสูงกว่า 2 เมตรลงไปทันที
เสียงดังตั๊บเมื่อก้นและแขนข้างซ้ายกระแทกพื้น แขนปวดร้าวไปถึงไหล่ เจ็บจนหน้าเหยเก พยายามใช้มือขวายันพื้นลุกขึ้นยืน ตอนนี้รู้สึกร้าวไปทั้งตัว แต่เกรงว่าเจ้าโอลีฟจะเตลิดหนีไปไกล จึงกัดฟันวิ่งตามไปคว้าตัวไว้ได้ขณะที่มันกำลังมุดเข้าไปซุกในพงหญ้าโคนกอกล้วย รีบตะโกนให้ภรรยามารับที่ริมรั้ว พอส่งแมวพ้นมือ ร่างทรุดกองกับพงหญ้า ปวดร้าวแขนลงก้นกบ ปวดจนน้ำตาเล็ดลุกไม่ไหว ต้องหงายหลังนอนกับพื้น แหงนมองทองฟ้า ตาพร่ามัว ภาพที่เห็นมีแต่ยักษ์แต่มาร แต่พอหลับตาลง ภาพของหญิงอ้วนคนนั้นมาลอยอยู่ตรงหน้าพร้อมเสียงไซเรนรถกู้ภัยแสบแก้วหู
“ตายแน่…ตายแน่…”
ผมพยายามตั้งสติให้ใจสงบ ยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้น สังขารมันเป็นเช่นนั้นเอง แต่จิตยังคงคิดวุ่นวายในเรื่องราวของผู้คนบนถนนสายนี้
