ภูเขาสถิตของผีบรรพชน (1) : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ชาว “อาหม” ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์กลางของถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ในเขตรัฐอัสสัม ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีภาษาพูดเป็นของตนเอง เรียกว่า ภาษาอาหม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มภาษาย่อยไท-พายัพ ในกลุ่มภาษากัม-ไท ตระกูลภาษาขร้า-ไท
และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ชนชาวอาหมจะเปลี่ยนไปพูดภาษาอัสสัม และภาษาตระกูลอินโดยูโรเปียน ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในรัฐอัสสัม และประเทศอินเดียเป็นหลักแล้วก็ตาม แต่โดยรากฐานแล้ว คนเหล่านี้ก็คือชนชาติที่พูดภาษาไทกลุ่มหนึ่ง
ภาษาอาหมนั้นมีความใกล้ชิดเป็นอย่างมากกับภาษาไทคำตี่ ที่กลุ่มชนผู้ใช้ภาษานั้นกระจายตัวอยู่ในรัฐอรุณาจัลประเทศ และรัฐอัสสัม ในอินเดีย กับรัฐกะฉิ่น รวมไปถึงพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา และภาษาไทใหญ่ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างน่าสนใจ
ในเอกสารโบราณ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “พงศาวดาร” ของชาวอาหม ที่เรียกกันว่า “อาหมบุราณจี” ที่มีรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับนิยายการสร้างโลก ประวัติต้นตระกูลกษัตริย์อาหม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมไปถึงพระราชประวัติของกษัตริย์แต่ละพระองค์นั้น ได้ระบุไว้ว่า ชาวอาหมได้อพยพออกจากอาณาจักรปง (Kingdom of Pong) อันเป็นเมืองของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทโบราณ ที่ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศเมียนมา แถบเมืองโมกอง (Mogaung, บางทีเรียก เมืองกอง) ข้ามภูเขาปาดไก่ (ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมียนมาเช่นกัน) แล้วเข้ามายังเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร (ทิเบตซึ่งเป็นดินแดนต้นน้ำสายนี้เรียก แม่น้ำยาร์ลุงซางโป แต่ส่วนปลายของแม่น้ำเมื่อไหลผ่านจากรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย เข้าไปยังประเทศบังกลาเทศจนออกสู่ทะเลเรียก แม่น้ำยมุนา) ก่อนที่เจ้าหลวงเสือก่าฟ้า จะเป็นปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรอาหมขึ้นเมื่อ พ.ศ.1773
เมื่อพิจารณาจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ดังนี้แล้ว จึงไม่แปลกอะไรที่ชาวอาหมจะมีทั้งความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” และความเชื่อเรื่อง “ผี” เช่นเดียวกับกลุ่มคนชาวไต-ไท โดยทั่วไป ซ้ำยังมักถูกอธิบายว่าเป็นความเชื่อแบบเก่าแก่ ที่ว่ากันว่าเปลี่ยนแปลงไปจากคติความเชื่อ และพิธีกรรมดั้งเดิมค่อนข้างน้อยอีกต่างหาก
โดยทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่า ชาวอาหมได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในภูมิประเทศที่ค่อนข้างจะปิด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกลุ่มคนชาวไต-ไทกลุ่มอื่นๆ ซ้ำยังรับเอาศาสนาใหญ่จากอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่องช้ากว่าชนกลุ่มอื่นที่พูดภาษาตระกูลเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ชาวอาหมจึงยังคงรักษาแนวคิด คติความเชื่อ และประเพณีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของกลุ่มชนที่พูดภาษาไทเอาไว้ได้มากที่สุด (ส่วนเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือเปล่า ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
อะไรที่ชาวอาหมเรียกว่า “ผี” นั้น เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และบรรพชนที่ตายไปแล้วอยู่เสมอ
ในหนังสืออาหมบุราณจี (หลักๆ แล้วผมนำข้อมูลจากบทความ “ความเชื่อและพิธีกรรมของชาวไทยอาหมจากการอ่านอาหม-บุราณจี ภาษาไทย” ของ อ. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ อ.เรณู วิชาศิลป์ เมื่อ พ.ศ.2528 แต่ได้ปรับเปลี่ยนชื่อเฉพาะให้ใช้ตามอักขรวิธีปัจจุบัน) ระบุว่า “ฟ้า” (บางครั้งเรียก ฟ้าตือจึ้ง) เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง และเป็นผู้สร้างผู้ครองเมืองฟ้า ที่ชื่อว่า “เลงดอน” (ฟ้าเหนือหัว) ขึ้นมา
เลงดอนได้ส่ง “ขุนหลวง” และ “ขุนหลาย” มาครองเมืองมนุษย์พร้อมกับ “ชาวเมืองฟ้า” จำนวนหนึ่ง โดยขุนหลวง ขุนหลาย เป็นบรรพชนของ “เสือก่าฟ้า” ขุนหลวงผู้เป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรอาหม ส่วนชาวฟ้าที่ลงมาด้วยกลายเป็นต้นตระกูลของ “คนไท” แต่เมื่อคราวนั้นบนเมืองมนุษย์ก็มีคนชาติอื่นอยู่มาก่อนแล้วด้วย
ในอาหมบุราณจีเรียกเมืองฟ้าว่า “เมืองผี” โดยนอกจากบนเมืองฟ้า หรือเมืองผีนั้น จะมีเลงดอน และชาวฟ้าคนอื่นๆ ซึ่งเป็นบรรพชนของของทั้งกษัตริย์ และชาวไทอาหมทั้งปวงแล้ว ก็ยังเป็นที่สถิตของทั้งผี หรือเทวดาอีกหลายองค์
ซึ่งมีทั้งเทวดาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ฟ้าสางดิน แสงกำฟ้า (เทวดาแห่งสายฟ้า) งี่เงาคำ (หรือฟ้าบดร่มสางคำ) เจ้าสายฝน นางแสงดาว ย่าแสงฟ้า (เทวดาแห่งปัญญา) ขุนเดือน ขุนวัน แลงแสง ลาวขรึ (เทวดาแห่งการก่อสร้าง) ผีเถื่อน (เถื่อน หรือดง ในภาษาอาหมแปลว่า ป่า) ผีไฟ สายลม ผีตามทุ่ง นางอ้ายดอกคำแดง ผีขุงชั้นหมอก ผีขุงชั้นขุงเหมือย ผีดอย เป็นต้น
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า “ผี” ในที่นี้ก็หมายถึง “เทวดา” ในความหมายในภาษาไทยปัจจุบันนั่นเอง
ในอาหมบุราณจี ภาคส่วนที่เป็นตำนาน และเล่าถึงเรื่องราวในเมืองฟ้า คือเมืองผี ซึ่งนักวิชาการไทยเรียกกันว่า “ภาคสวรรค์” นั้น ได้กล่าวถึงกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ชื่อ แสงก่อฟ้า ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงไปว่า
“แสงก่อฟ้า…ตายเป็นด้ำผีเรือนช่วยคุ้ม”
หมายความว่า เมื่อกษัตริย์ที่ชื่อแสงก่อฟ้าสิ้นพระชนม์ลงไป ก็ได้กลายเป็น “ผีเรือน” ช่วยคุ้มครองลูกหลาน ทั้งนี้ คำว่า “ด้ำ” ในภาษาอาหม แปลว่า “คนที่ตายไปแล้ว” และคือคำเดียวกับภาษิตที่ว่า “ผีซ้ำด้ำพลอย” ของไทยด้วย
ในขณะเดียวกัน อาหมบุราณจีส่วนที่ว่าด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งนักวิชาการไทยเรียกว่า “ภาคพื้นดิน” ก็ระบุว่า กษัตริย์อาหมจะต้องประกอบพิธี “เมด้ำเมผี” คือการบูชาผี บูชาด้ำ โดยมีใจความตอนหนึ่งระบุด้วยว่า
“เจ้าฟ้าจึงมาเมืองมาตักแขก (คือ การสักการบูชา-ผู้เขียน) ผีด้ำที่ว่านี้”
ชาวอาหมยังมีความเชื่ออีกด้วยว่า บรรพชนที่เพิ่งเสียชีวิตจากไปเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนนั้น จะยังคอยปกป้องลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าตายไปนานมากแล้ว ก็จะจากไปอยู่ยังเมืองฟ้า คือเมืองผี ไม่ได้ลงมาคอยช่วยเหลือลูกหลานอีก
ด้วยเหตุดังนั้น พิธีศพจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับชาวอาหมนั่นเอง

(ภาพจาก พงศาวดารไทอาหม เล่ม 2, ถ่ายถอดและแปลโดย เรณู วิชาศิลป์ ได้รับทุนสนับสนุนจาก the Toyota Foundation พ.ศ.2539)
ตามประเพณีโบราณของชาวอาหมนั้น จะปลงศพผู้ตายด้วยการฝังลงในพื้นดิน
อิบนุ มุฮัมมัด วาลี อะห์มัด (Ibn Muhammad Wali Ahmad) หรือที่ผู้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอาหมมักจะรู้จักกันในนามปากกาของเขาคือ ชิฮาบุดดิน ตาลิช (Shihabuddin Talish) เสมียน (Munshi) นักบันทึกประวัติศาสตร์ และกวีชาวเปอร์เซีย ที่ได้เข้าร่วมอยู่ในกองทัพแห่งจักรวรรดิโมกุล ที่นำทัพโดย มีร์ จุมลา (Mir Jumla) ซึ่งเป็นข้าหลวงแห่งแคว้นเบงกอล ในช่วงระหว่างเรือน พ.ศ.2205-2206 โดยตาลิชได้ทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกรายงานอย่างเป็นทางการให้กับจักรวรรดิ ได้บันทึกถึงประเพณีการฝังศพของพวกอาหมเอาไว้ด้วย
ตาลิชระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นศพของเจ้าฟ้า หรือคนธรรมดา ประเพณีของพวกอาหมจะปลงศพด้วยการฝัง ด้วยการหันศีรษะของผู้ตายไปทางทิศตะวันออก และมีการใส่เครื่องเซ่นสรวงบูชาร่วมลงไปด้วยเหมือนกัน
แต่เฉพาะกลุ่มคนที่เป็นเจ้าฟ้านั้น จะมีการฝังทั้งภรรยา และคนรับใช้ลงไป ร่วมกับตะเกียง และน้ำมันปริมาณมาก พร้อมคนที่ทำหน้าที่ถือตะเกียงร่วมลงไปพร้อมผู้ตาย
แถมตาลิชยังบอกไว้ด้วยว่า ในสงครามครั้งนั้นพวกโมกุลยังได้ขุดที่ฝังพระศพของกษัตริย์อาหมจำนวน 10 แห่ง และได้ทรัพย์สมบัติไปมากมายอีกด้วยต่างหาก
เฉพาะการฝังพระศพของกษัตริย์นั้น จะฝังไว้ที่ “เจ้รายดอย” (Charaideo) ซึ่งชาวอาหมถือว่าเป็นราชธานีแห่งแรกของพวกเขา (คำว่า “เจ้” ในที่นี้ มีผู้สันนิษฐานว่าตรงกับคำว่า “แจ้ห่ม” อันเป็นชื่อของอำเภอหนึ่งใน จ.ลำปาง โดยคำว่า “แจ้” ในที่นี้มีความหมายว่า “เมือง”) และถึงแม้ว่าจะมีการย้ายราชธานีไปที่อื่นในภายหลัง แต่ก็ต้องนำพระศพของกษัตริย์มาฝังไว้ที่นี่เป็นการเฉพาะ
อนึ่ง หากพวกอาหมได้รับชัยชนะในศึกสงครามแล้ว พวกเขาก็จะนำศีรษะของข้าศึกศัตรูมาฝังไว้ที่เจ้รายดอยด้วยอย่างน่าสนใจ
โดยปกติแล้ว ชาวอาหมเรียกสถานที่ฝังศพว่า “ป่าเห้ว” (ตรงกับคำว่า “เลว” ในภาษาไทย) หรือ “สวนผี” ซึ่งเป็นคำเรียกรวมๆ หมายถึง “สุสาน” หรือ “ป้าช้า” (ควรสังเกตด้วยว่า คำว่า ช้า ใช้คู่กับคำว่า เลว เช่น เลวทรามต่ำช้า)
แต่หากเป็นสถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์จะมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “ม่อยด้ำ” แปลตรงตัวว่า “เนินดินของผีด้ำ” โดยผู้ที่ได้แปลอาหมบุราณจีออกมาเป็นภาษาไทยอย่าง อ.เรณู วิชาศิลป์ ได้แปลคำนี้ไว้ว่า “ดอยผี”
นักวิชาการตะวันตกเรียก “ม่อยด้ำ” ตามคำศัพท์วิชาการว่า “tumulus” คือเนินดิน หรือเนินหินใช้สำหรับฝังศพ หลายครั้งที่ภายในเนินดิน และภายในเนินหินเหล่านี้จะมีห้องที่กรุด้วยหิน แต่บางครั้งก็ทำจากอิฐ แต่เฉพาะที่มีการใช้หินในการก่อสร้างก็จะนับว่าเป็นวัฒนธรรมหินตั้ง (megalithic culture) ได้ด้วย
ข้อความตอนหนึ่งในอาหมบุราณจีระบุว่า เมื่อคราวที่เจ้าเสือใหญ่ฟ้างำเมือง (ชื่อฮินดูคือ ลักษมีสิงห์ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2312-2325) สิ้นพระชนม์กษัตริย์องค์ต่อมาได้เผาพระศพตามประเพณีฮินดู ที่เพิ่งเข้ามามีอิทธิพลในกลุ่มของชาวอาหมไม่นานนัก การประชุมเพลิงกระทำขึ้นที่ริมแม่น้ำใส แล้วจึงนำกระดูกและเถ้าถ่านไปไว้ที่ข้างยุ้งข้าว
แต่ภายในปีเดียวกันนั้นเอง ก็กลับต้องมีการนำ “นักบวชฮินดูทั้งหลายมารวมกันทำพิธีโหวาอย่างใหญ่โตล้างบาปตามธรรมเนียมฮินดูที่แจ้ม่วน…ก็นำกระดูกและเถ้าของเจ้าเสือใหญ่ฟ้าฝังไว้ในหลุมที่ก่อด้วยอิฐ” (อาหมบุราณจีข้อที่ 317)
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เจ้าของนามปากกา น.ม.ส. (พ.ศ.2420-2488) ทรงเคยอ่านเรื่องนี้แล้วได้อธิบายขยายไว้ในคำนำหนังสือ “ประชุมเชิญขวัญ” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2472 ว่า เป็นเพราะเมื่อเผาพระศพเจ้าเสือใหญ่ฟ้างำเมืองแล้ว บ้านเมืองอาหมเกิดภาวะฉุกเฉิน จึงต้องปั้นพระศพขึ้นใหม่ แล้วทำพิธีเรียกขวัญ บวงสรวงเทวดา แล้วจึงนำอัฐิไปฝังในม่อยด้ำตามอย่างความเชื่อเดิมนั่นเอง
ผมไม่แน่ใจนักว่า กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาจากที่ใด แต่การที่ในอาหมบุราณจีระบุว่า ต้องนำกระดูกและเถ้าถ่านที่เผาแล้วตามพิธีแบบพราหมณ์-ฮินดู ไปฝังไว้ใหม่ หลังทำพิธีล้างบาปนั้น ย่อมชวนให้คิดไปในทิศทางที่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงอธิบายเพิ่มเติมไว้แน่ โดยเฉพาะเมื่อชาวอาหมนั้นเชื่อว่าบรรพชนที่เพิ่งเสียชีวิตจากไปเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนนั้น จะยังคอยปกป้องลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่
การฝังศพของผู้ตายอย่าง เจ้าเสือใหญ่ฟ้างำเมือง ซึ่งเคยเป็นกษัตริย์ แต่ได้กลายไปเป็นผีบรรพชน คือ ผีด้ำ ไปแล้วนั้น จึงย่อมมีระบบระเบียบวิธีการจัดการตามความเชื่อเพื่อเป็นหลักประกันทางจิตวิญญาณของผู้คนในสังคมอาหมอยู่แน่ การฝังพระศพในห้องก่ออิฐใต้เนินดินใหญ่ ที่เรียกว่า “ม่อยด้ำ” คือ “ดอยผี” ที่เจ้รายดอย อันเป็นราชธานีแห่งแรกของชาวอาหม จึงย่อมมีนัยยะสำคัญต่อความเชื่อดังกล่าวอย่างลึกซึ้ง (มีต่อ)
