เมื่อสามีอุด ชู้จึงงัด : สงครามจุกอุดแห่งวิวัฒนาการ
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ในแมงมุมบางชนิด เรื่องเซ็กซ์นั้นฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายคุมเกม ในหลายๆ กรณีแมงมุมตัวเมียคือผู้ที่กำหนดว่าจะยอมให้ตัวผู้ผสมพันธุ์นานเพียงใด จุกอุดจะถูกสร้างขึ้นสำเร็จหรือไม่ และจุกอุดนั้นจะมีประสิทธิภาพเพียงใด
และถ้ามองในส่วนของโครงสร้าง จุกอุดของแมงมุมก็มีได้สารพัดรูปแบบ
บางชนิดเกิดจากปลายเอมโบลัสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะถ่ายสเปิร์ม
บางชนิดเกิดจากสารคัดหลั่งหรือน้ำเชื้อที่แข็งตัว
และในกรณีที่สุดขั้ว ตัวผู้บางชนิดอาจทิ้งอวัยวะสืบพันธุ์เพดิพัลป์ไว้เกือบทั้งชิ้นปักคาอยู่บนช่องสืบพันธุ์ของสาวแมงมุม
สำหรับตัวผู้ จุกที่อุดได้แน่นย่อมเป็นแต้มต่อ ที่จะช่วยขัดขวางไม่ให้มีตัวผู้ตัวอื่นเข้ามาวุ่นวายข้องแวะกับตัวเมียของมัน ลดการแข่งขันกันของสเปิร์ม และช่วยเพิ่มโอกาสที่ทายาทที่จะออกมานั้นจะเป็นของพวกมัน
แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์ต่ออีกฝ่ายเสมอไป
ที่น่าสนใจก็คือในการสร้างจุกอุดช่องสืบพันธุ์ของแมงมุมสาว ก็ตัวฝ่ายหญิงนี่แหละที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากจนขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเพราะถ้ามองในเชิงวิวัฒนาการ ในกรณีนี้ฝ่ายหญิงคือฝ่ายที่เสียโอกาส
ลองจินตนาการดูว่าถ้าตัวผู้ใส่จุกอุดไว้แน่นทำให้พวกมันหมดโอกาสในการที่จะผสมพันธุ์กับตัวผู้รายอื่นๆ ซึ่งไม่แน่ว่าคุณภาพสเปิร์มอาจจะดีกว่า เยอะกว่า แข็งแรงกว่าของสามีที่มาอุดรูของเธอไว้ก็เป็นได้
การเอาจุกมาอุดช่องสืบพันธุ์ของเธอจึงถือเป็นกลยุทธ์ที่ตัดโอกาสที่ฝ่ายหญิงจะมีลูกได้เพิ่มมากขึ้นจากสเปิร์มของตัวผู้ตัวอื่นๆ ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน
คำถามคือแล้วทำไมฝ่ายหญิงถึงยอมช่วย…สร้างจุกขึ้นมาอุดตัวเอง
ประเด็นนี้น่าสนใจ
แต่ในเรื่องนี้สิ่งที่ต้องคิดคือมันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบสองฝ่ายคุยกันง่ายๆ แต่เป็นการแข่งขันทางวิวัฒนาการที่มีผู้เล่นอย่างน้อยสามราย ได้แก่ ตัวผู้เจ้าของจุก ตัวเมียเจ้าของระบบสืบพันธุ์ และตัวผู้รายถัดไปซึ่งต้องการเข้ามาแทนที่ แต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ที่อาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกันได้ตามสถานการณ์
ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนคลุมเครือ บางทีอาจจะเป็นรักสามเส้า สี่เส้า ห้าเส้า หรืออาจจะมากกว่านั้น
ขณะที่ตัวผู้รายแรกพยายามสร้างจุกให้แน่นและทนทานที่สุด เพื่อปิดประตูไม่ให้คู่แข่งเข้ามากล้ำกรายคู่ภรรยาของมัน
ตัวเมียอาจวิวัฒน์กลไกที่ช่วยรักษาอำนาจในการเลือกคู่ของตน
ส่วนตัวผู้ที่มาทีหลังก็อาจวิวัฒน์ความสามารถในการแทรกผ่าน ดัน หรือกำจัดจุกของเจ้าของเดิมออกไป
นี่จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายอย่างง่ายๆ
คำถามสำหรับสปีชีส์ก็คือหากมีจุกอุดอุดรูอยู่ก่อนแล้ว ต้องทำยังไงที่จะให้หลุด นี่เป็นประเด็นวิวัฒนาการที่พูดกันได้ไม่จบสิ้น
ในกรณีของหนูบ้าน จุกอุดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสิ่งที่เอาไว้ “อุดรู” จนตัวผู้รายอื่นไม่สามารถเข้ามาผสมพันธุ์ได้ แต่เป็นเหมือน “อุปสรรคทางกายภาพ” ที่ทำให้การผสมพันธุ์ครั้งต่อไปยุ่งยากและใช้เวลานานขึ้น
เพื่อทดสอบเรื่องนี้ แอนเดรียส ซัตเตอร์ (Andreas Sutter) และแอนนา ลินด์โฮล์ม (Anna K. Lindholm) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซูริก นำหนูตัวเมียที่เพิ่งผสมกับตัวผู้ตัวแรกไปจับคู่กับตัวผู้รายที่สอง โดยเปรียบเทียบระหว่างตัวเมียที่ยังมีจุกอุดสมบูรณ์ กับตัวเมียที่นักวิจัยพยายามเอาจุกออกให้มากที่สุด แม้ในหลายกรณีจะเอาออกได้เพียงบางส่วนก็ตาม
ผลการทดลองที่ได้ระบุชัดว่า “จุกอุดไม่สามารถหยุดไม่ให้ตัวผู้ตัวถัดมาเข้ามาผสมพันธุ์ได้อย่างเด็ดขาด”
เพราะแม้จุกจะยังอุดอยู่ในช่อง ตัวผู้รายใหม่ก็ยังทู่ซี้สอดใส่เข้าไปได้อยู่ดี และส่วนใหญ่ยังคงซั่มกันจนเสร็จ
เพียงแต่เมื่อเผชิญกับจุกที่ยังสมบูรณ์ พวกมันต้องพยายามผสมหลายช่วงมากขึ้น แต่ละช่วงสั้นลง และใช้เวลานานกว่าจะหลั่งน้ำเชื้อออกมาได้
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ จุกไม่ได้ปิดประตูตาย หากแต่ทำให้ผู้มาใหม่ต้องยืนงัดกลอนอยู่นานขึ้น
การเสียเวลาเพียงไม่กี่นาทีอาจดูไม่สลักสำคัญ แต่ในสนามแข่งขันของสเปิร์ม เวลาอาจมีราคากว่าที่คิด
นับตั้งแต่วินาทีที่ตัวผู้ตัวแรกหลั่งอสุจิ สเปิร์มของมันก็เริ่มเคลื่อนผ่านระบบสืบพันธุ์ของตัวเมีย ยิ่งมีจุกอุดมาช่วยถ่วงเวลาให้คู่แข่งหลั่งช้าลงเท่าใด สเปิร์มของเจ้าของจุกอุดก็ยิ่งมีเวลาครองสนามอยู่ตามลำพังนานขึ้นเท่านั้น
ความได้เปรียบนี้สะท้อนออกมาในสัดส่วนการเป็นพ่อของลูก
ทีมวิจัยพบว่า เมื่อระยะห่างระหว่างการหลั่งของตัวผู้รายแรกกับตัวผู้รายที่สองยาวขึ้น ตัวผู้รายแรกมีแนวโน้มเป็นพ่อของลูกในสัดส่วนที่สูงขึ้น
และเมื่อจุกถูกเอาออก สัดส่วนความเป็นพ่อของตัวผู้รายแรกก็ลดลง
ดังนั้น หน้าที่สำคัญของจุกอุดในหนูจึงอาจไม่ใช่การล็อกกุญแจให้แน่นเสียจนไม่มีใครสามารถทะลวงผ่านเข้าไปได้
แต่อาจเป็นแค่ “การถ่วงเวลา” ซื้อเวลาให้เจ้าของจุก ให้มีเวลาเดินหน้าไปก่อนก็แค่นั้น
ในสนามที่ผู้แข่งขันปล่อยสเปิร์มออกวิ่งไม่พร้อมกัน การได้ออกตัวก่อนเพียงเล็กน้อยก็อาจเปลี่ยนผลการแข่งขันได้
อย่าลืมว่าในสมรภูมิแห่งการสืบพันธุ์นี้ ผู้ที่มาทีหลังก็คือผู้แพ้

แต่ตัวอย่างที่พีกที่สุดในการทลายจุก อาจไม่ใช่หนู หรือแมงมุม หากแต่เป็นลีเมอร์หางแหวน
ทำไมน่ะหรือ ก็เป็นเพราะน้ำเชื้อของลีเมอร์หางแหวนตัวผู้นั้นขึ้นชื่อลือชามากเรื่องการจับตัวเป็นก้อนแข็ง หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ไม่ช้าไม่นาน น้ำเชื้อของลีเมอร์จะจับตัวแข็งกลายเป็นจุกอุดอย่างรวดเร็วและอุดรูช่องคลอดของตัวเมียจากภายใน
ปัญหาคือ ในช่วงติดสัด ลีเมอร์หางแหวนตัวเมียมักจะเข้าผสมพันธุ์กันกับตัวผู้มากกว่าหนึ่งตัว และในหลายครั้งการผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ยกต่อยก
ชัดเจนว่าลีเมอร์หนุ่มไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเมียจะมีจุกอุดหรือไม่
พวกมันมองข้ามการมีอยู่ของจุกอุดไปอย่างสิ้นเชิง และเดินหน้าดุ๊บดิ๊บกันอย่างดุเดือดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ในปี 2003 จอยซ์ เอ. พาร์กา (Joyce A. Parga) ซึ่งขณะนั้นศึกษาวิจัยอยู่ที่ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเทกซัส ณ ออสติน เฝ้าสังเกตการผสมพันธุ์ของลีเมอร์หางแหวนที่หากินอย่างอิสระบนเกาะเซนต์แคเทอรีนส์ รัฐจอร์เจีย เธอบันทึกคู่ผสมพันธุ์ที่มีการสอดใส่สำเร็จ 22 คู่ และพบการดันจุกเก่าออกถึง 9 ครั้ง
น่าสนใจ … เมื่ออวัยวะเพศของตัวผู้รายถัดไปสอดเข้าไปลึกและเกิดการขยับเป็นจังหวะ จุกที่ตัวผู้รายก่อนฝากไว้อาจถูกดันให้เคลื่อนออกมา แล้วหลุดออกจากช่องคลอดในจังหวะที่ตัวผู้รายใหม่ถอนอวัยวะเพศ ที่สำคัญ ในเหตุการณ์ทั้งเก้าครั้ง ตัวผู้ที่ดันจุกของคู่แข่งออกยังสามารถผสมพันธุ์ต่อไปจนหลั่งน้ำเชื้อได้สำเร็จ
เจ้าของเดิมปิดประตูไว้สนิทก่อนลาจากไปก็จริง แต่ผู้มาใหม่ไม่ได้เสียเวลาหากุญแจ มันงัดกลอนเก่าทิ้งไป แล้วใส่กลอนใหม่ของตัวเองเอาไว้แทนเสียเลย
นี่เป็นหลักฐานเชิงพฤติกรรมที่งดงามของการแข่งขันระหว่างตัวผู้หลังการผสมพันธุ์ หรือที่เรียกว่า postcopulatory male-male competition การแข่งขันไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อตัวผู้รายแรกหลั่งน้ำเชื้อ แต่ยังดำเนินต่อไปภายในระบบสืบพันธุ์ของตัวเมีย อวัยวะเพศของตัวผู้จึงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำส่งสเปิร์ม หากยังทำหน้าที่เชิงกล ช่วยเคลื่อนย้ายหรือกำจัดสิ่งกีดขวาง (จุกอุด) ที่คู่แข่งฝากไว้ก่อนหน้าได้ด้วย

ในปี 2006 พาร์กา มูรัต มากา (Murat Maga) และเดโบราห์ โอเวอร์ดอร์ฟฟ์ (Deborah J. Overdorff) นำจุกของลีเมอร์หางแหวนมาศึกษาอย่างละเอียดด้วยเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง เพื่อสร้างภาพสามมิติและวัดขนาดของจุกแต่ละก้อนอย่างแม่นยำ
จุกเก้าก้อนที่นำมาศึกษามีปริมาตรตั้งแต่ประมาณ 1,700 ถึง 5,000 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ก้อนใหญ่ที่สุดจึงมีปริมาตรเกือบสามเท่าของก้อนเล็กที่สุด ความแตกต่างเช่นนี้นำไปสู่คำถามที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า หากตัวผู้สร้างจุกได้ใหญ่กว่า มันจะช่วยกันคู่แข่งได้ดีกว่าหรือไม่
ฟังดูสมเหตุสมผลดี แต่ข้อมูลกลับไม่ยอมเล่นตามบท จุกที่ใหญ่กว่าไม่ได้ทำให้ตัวผู้รายถัดไปต้องใช้เวลานานขึ้นอย่างชัดเจนในการดันมันออก และจุกที่ค้างอยู่ในช่องคลอดนานกว่าก็ไม่ได้เล็กลงอย่างเห็นได้ชัดตามสมมุติฐานที่ว่ามันอาจค่อยๆ สลายตัวไปตามเวลา
แต่สิ่งที่พวกเธอค้นพบกลับทำให้งงยิ่งกว่าเดิม ขนาดของจุกนั้นแปรผกผันกับจำนวนครั้งที่ตัวผู้ขึ้นคร่อมก่อนจะหลั่ง พวกที่ขึ้นคร่อมเพียงไม่กี่ครั้งก่อนหลั่งมีแนวโน้มจะสร้างจุกขนาดใหญ่กว่า ส่วนตัวผู้ที่ต้องขึ้นคร่อมหลายครั้งก่อนเสร็จกิจมักทิ้งจุกขนาดเล็กกว่า
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด และขนาดของจุกจะส่งผลต่อความสำเร็จในการเป็นพ่อมากน้อยเพียงใดก็ยังบอกไม่ได้เช่นกัน บางครั้งวิวัฒนาการก็โยนปริศนาไว้บนโต๊ะ แล้วก็เดินจากไปหน้าตาเฉย

เรื่องยังไม่จบ ในปี 2010 พาร์การายงานพฤติกรรมประหลาดอีกอย่างหนึ่งของลีเมอร์หางแหวน เรียกว่า “การขึ้นคร่อมหลังการหลั่ง” หรือ post-ejaculatory mounting หลังจากผสมพันธุ์และหลั่งน้ำเชื้อเรียบร้อยแล้ว ตัวผู้บางตัวจะกลับขึ้นคร่อมตัวเมียอีกครั้ง ทั้งที่อวัยวะเพศไม่ได้แข็งตัว ไม่มีการสอดใส่ และไม่มีการขยับเชิงกรานเป็นจังหวะแบบการผสมพันธุ์จริงๆ
เรียกได้ว่าไม่ได้กลับมาฟีเจอริ่ง เพียงแต่ขอขึ้นเวทีอีกสักรอบ
พฤติกรรมนี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นการเฝ้าคู่แบบหมาหวงก้าง คือปฏิบัติภารกิจเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ยอมลงจากสนาม
อย่างไรก็ตาม การขึ้นคร่อมหลังการหลั่งไม่ได้ป้องกันตัวเมียจากการไปผสมกับตัวผู้รายอื่นอย่างเด็ดขาด และไม่ได้ทำให้ตัวผู้ได้ผสมพันธุ์เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
มีหลักฐานอยู่บ้างว่าพฤติกรรมนี้อาจช่วยยืดเวลาที่จุกหรือสเปิร์มของตัวผู้คงอยู่ภายในระบบสืบพันธุ์ของตัวเมีย เพราะตัวผู้บางส่วนที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวมีจุกค้างอยู่นานกว่าปกติ
แต่ผลยังไม่ชัดเจนพอจะสรุปว่า นี่คือเหตุผลหลัก
ที่น่าสนใจคือ ตัวเมียมักแสดงท่าทางยั่วยวนเชื้อเชิญให้ลีเมอร์หนุ่มกลับไปขึ้นคร่อม พฤติกรรมนี้จึงไม่ได้เกิดจากความพยายามควบคุมของตัวผู้เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม การที่ตัวเมียเป็นฝ่ายเชื้อเชิญก็ยังไม่ได้หมายความว่าเธอต้องการที่จะช่วยรักษาจุกอุดโดยตรง แต่อาจเป็นผลจากแรงจูงใจทางเพศหรือกลไกทางพฤติกรรมอย่างอื่นซึ่งยังต้องศึกษาต่อไป
สมรภูมิแห่งรักของลีเมอร์หางแหวนจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
เพราะเกมนี้ไม่มีฝ่ายใดควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ ตัวผู้พยายามสร้างและรักษาศรีภรรยาของตัวเองโดยการสร้างจุกอุดไปอุดช่องคลอดของตัวเมีย
ตัวผู้รายถัดไปพยายามดันจุกอุดนั้นออก เพื่อให้ตัวเองสามารถฟีเจอริ่งได้อย่างสะดวก
ในขณะเดียวกัน ตัวเมียก็ยังมีบทบาทในการเลือก ยอมรับ ปฏิเสธ หรือกระตุ้นพฤติกรรมของตัวผู้แต่ละรายให้เข้ามาหาและมีเซ็กซ์ด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นในลีเมอร์หางแหวนจึงเป็นภาพใหญ่ของทั้งการแข่งขันของสเปิร์ม (sperm competition) และความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ทางการสืบพันธุ์ของแต่ละเพศที่ซ้อนทับกันอยู่ (sexual conflict) การหลั่งน้ำเชื้ออาจดูเหมือนฉากจบของการผสมพันธุ์ แต่ในสนามวิวัฒนาการ คำว่า “เสร็จกิจ” อาจเป็นเพียงเสียงระฆังเริ่มต้นของยกต่อไปเท่านั้น
อย่างที่บอก สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร
