จับตา ‘สภา’ เคาะร่าง พ.ร.บ.ครู คืนชีพ ‘ผู้แทนครู’ ร่วมบอร์ด ก.ค.ศ.
| การศึกษา
จากนี้ต้องจับตาการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หลังวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 3 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยมีการแก้ไขรายละเอียดจากร่างที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบไปก่อนหน้านี้
ทำให้ร่างกฎหมายต้องถูกส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข
ซึ่งหากไม่มีข้อขัดแย้งในรายละเอียดการปรับปรุงจะดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
แต่หากยังมีความเห็นต่างอาจมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาหาข้อยุติอีกครั้ง
แม้ยังไม่ถือว่าร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่สาระที่ปรากฏจากการพิจารณาของทั้งสองสภาสะท้อนชัดว่า กฎหมายฉบับนี้กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2560 และการนำ “ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” กลับเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ผ่านระบบการเลือกตั้ง

นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า เท่าที่ดูไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องปรับแก้เพิ่มเติม เพราะรายละเอียดต่างๆ ผ่านการพิจารณาของสภาฯ มาแล้ว โดยหลักการใหญ่ยังคงเหมือนเดิม
ประเด็นหนึ่งที่มีการปรับแก้ คือองค์ประกอบของ ก.ค.ศ. รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้าราชการครูที่ตกเป็นบุคคลล้มละลาย
โดยร่างใหม่แยกกรณี “บุคคลล้มละลายทั่วไป” ออกจาก “บุคคลล้มละลายทุจริต” อย่างชัดเจน โดยผู้ที่เป็นบุคคลล้มละลายจะไม่สามารถเข้ารับราชการได้
แต่หากข้าราชการที่รับราชการอยู่แล้วถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายโดยไม่ได้เกิดจากการทุจริต จะไม่ต้องพ้นจากราชการ ขณะที่กรณีล้มละลายทุจริตยังคงเข้าสู่กระบวนการให้ออกจากราชการตามกฎหมาย
หัวใจของการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้อยู่ที่การยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2560 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างการบริหารงานบุคคลครูในช่วงที่ผ่านมา
เพราะเมื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าว จะเปิดทางให้มีผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลับเข้ามาเป็นกรรมการ ก.ค.ศ.โดยมาจากการเลือกตั้ง

รศ.ดร.สุรวาท ทองบุ อดีต ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ และประธานคณะทำงานปรับปรุงแก้ไขรายมาตราของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 กล่าวว่า โดยภาพรวมสามารถยอมรับการแก้ไขของวุฒิสภาได้ และต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบ เพื่อให้กฎหมายมีผลใช้บังคับโดยเร็ว
แม้วุฒิสภาจะปรับลดจำนวนกรรมการ ก.ค.ศ.จากร่างของสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ถือเป็นประเด็นที่ติดใจ เพราะสิ่งสำคัญกว่าจำนวนกรรมการ คือการนำตัวแทนครูที่มาจากการเลือกตั้งกลับเข้าสู่ ก.ค.ศ.อีกครั้ง โดยร่างของสภาผู้แทนราษฎรเดิมกำหนดกรรมการโดยตำแหน่ง 9 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน และผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 12 คน
ขณะที่วุฒิสภาปรับเหลือกรรมการโดยตำแหน่ง 7 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน และผู้แทนข้าราชการครูฯ จากการเลือกตั้ง 9 คน รวมเป็น ก.ค.ศ.จำนวน 25 คน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน และปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธาน
นอกจากการปรับโครงสร้าง ก.ค.ศ.แล้ว ร่างกฎหมายยังเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารงานบุคคลในหลายด้าน โดยกำหนดให้ ก.ค.ศ.สามารถแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญได้ คณะละไม่เกิน 15 คน รวมทั้งปรับระบบการสรรหาผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นอำนาจของเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือเลขาธิการ กพฐ.
อีกเรื่องคือการแก้ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โดยกรณีโรงเรียนไม่มีผู้อำนวยการหรือผู้บริหารไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากสถานศึกษาอื่นเข้ามารักษาการแทนได้ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของระบบเดิมที่ต้องพิจารณาบุคลากรภายในสถานศึกษาเป็นหลัก
ส่วนประเด็นที่ยังมีความเห็นต่างระหว่างร่างของสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา คือ “อำนาจสอบครู” โดยร่างของสภาฯ เดิมต้องการให้ อ.ก.ค.ศ.เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด
ขณะที่วุฒิสภาแก้ไขให้ ก.ค.ศ.เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน และสามารถมอบหมายให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการแทน
รศ.ดร.สุรวาทไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าไม่จำเป็นต้องรวมอำนาจการสอบไว้ที่ ก.ค.ศ. เพราะ ก.ค.ศ.ยังคงสามารถกำหนดมาตรฐานกลาง หลักสูตร และวิธีการสอบได้ หากต้องการควบคุมมาตรฐานหรือป้องกันการทุจริตก็สามารถกำหนดให้ใช้ข้อสอบชุดเดียวกันและสอบพร้อมกันทั่วประเทศ ขณะที่การดำเนินการสอบควรกระจายให้ อ.ก.ค.ศ.รับผิดชอบในระดับพื้นที่
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สุรวาทระบุว่า แม้ไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ต้องการให้กลายเป็นอุปสรรคจนทำให้กฎหมายล่าช้า และเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรให้ความเห็นชอบร่างที่วุฒิสภาแก้ไข เพื่อให้กฎหมายมีผลใช้บังคับโดยเร็ว
ทั้งนี้ บทเฉพาะกาลกำหนดให้ ก.ค.ศ.และ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีการจัดตั้งองค์ประกอบใหม่แล้วเสร็จ โดยต้องดำเนินการภายใน 180 วัน
จึงต้องจับตาการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรในขั้นตอนต่อไป
เพราะหากสภาฯ เห็นชอบร่างตามที่วุฒิสภาแก้ไข จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคลครู จากโครงสร้างที่ไม่มีตัวแทนครูตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 16/2560
กลับมาเป็นระบบที่เปิดพื้นที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามี “เสียง” ผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง
และหากกฎหมายเดินหน้าจนมีผลบังคับใช้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนั้นไม่ใช่เพียงการจัดโครงสร้าง ก.ค.ศ.ชุดใหม่
แต่คือสนามเลือกตั้งผู้แทนครู ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า การคืนตัวแทนครูเข้าสู่ ก.ค.ศ.ครั้งนี้จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่แท้จริง
หรือกลายเป็นการเปิดประตูให้ระบบวิ่งเต้นและผลประโยชน์กลับเข้ามาอีกครั้ง…
