เสียงที่มักไถ่ถามกันในวงธุรกิจขณะนี้คือ การค้าการขายเป็นอย่างไร
และเศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริงหรือ!!
ส่องข้อมูลกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จากเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณการไว้จะเติบโต 1.6% ขยับเป็นเติบโต 1.9% ในเดือนตุลาคมนี้
อิงปัจจัยความเสี่ยงที่ไทยต้องเฝ้าระวัง 2 ส่วน
คือ ปัจจัยภายนอก ตั้งแต่อุปสรรคทางการค้า ราคาพลังงาน และความผันผวนตลาดการเงิน ซึ่งจะกระทบการส่งออก ต้นทุนการผลิต และการลงทุน
กับปัจจัยภายใน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs การลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ ผลิตภาพและการยกระดับความสามารถในการแข่งขันยังไม่มาก
โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ออกมาสอดรับ ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัวเกิน 2%
บ้างก็เชื่อว่าจะขยายตัวถึง 2.4-2.5%
หันถามนักธุรกิจอย่างชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) ระบุว่า เป้าหมายเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.0-2.2% ในปี 2569 และเกิน 2.4-2.5% ในปี 2570 มองว่าไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่ประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาระยะสั้น แม้มีเหตุการณ์น้ำท่วม ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการโยกงบประมาณไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยหลังน้ำลด อาจไม่ได้เป็นตัวแปรชี้ขาดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ประเด็นโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งคุณภาพระบบการศึกษา ประสิทธิภาพของระบบราชการ ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจติดอยู่ในระดับต่ำต่อไป
อีกทั้งระบุว่า โจทย์ “เศรษฐกิจไทย” จะพลัสได้อย่างไรนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นแค่บางช่วงเวลา และผลลัพธ์มักเป็นเพียงชั่วคราว “ก็เหมือนกับการที่เราไปช่วยคนตกปลา เขาอาจมีอาหารกินในวันนั้น แต่สิ่งที่ยั่งยืนกว่าคือการสอนให้เขาตกปลาเป็น เพราะจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว” ชลัมพลกล่าว
และว่า ดังนั้น หากต้องการให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เน้นเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถ คือรากฐานของการเติบโตที่แท้จริงในระยะยาว
ขณะที่แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สะท้อนว่า เป้าหมายเศรษฐกิจปี 2569 คาดโต 2.0-2.2% และปี 2570 โตเกิน 2.5% นั้น ไม่ได้อยู่ที่การคำนวณข้อมูลและการวิเคราะห์ปัจจัยบวกและลบ
แต่อยู่ที่การออกแบบนโยบายอันแยบยลด้วยยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ และมีขีดความสามารถในการลงมือทำอย่างมีผลิตภาพและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เพื่อพลิกโฉมหน้าการบริหารเศรษฐกิจประเทศไทย
สิ่งสำคัญที่สร้างดุลยภาพเศรษฐกิจไทย ต้องมุ่งขยายตัว สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ กับการวางยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ปรับ 3 โครงสร้าง
ตั้งแต่โครงสร้างหนี้ครัวเรือน มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงแหล่งทุนง่าย บ่มเพาะวินัยทางการเงิน ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ ฯลฯ
ส่วนโครงสร้างหนี้สาธารณะ รัฐต้องบริหารเงินกู้ มุ่งสร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถประเทศ ปรับโครงสร้างพื้นฐานทันต่อเหตุการณ์โลก ฯลฯ
และโครงสร้างเศรษฐกิจอาจใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส ภาครัฐ” One Stop Services (OSS) เป็นศูนย์รวมมาตรการและช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน ข้อเสนอแนะ ที่สำคัญต้อง Scale up และ Skill Up เกษตรกร แรงงาน และเอสเอ็มอี
สำหรับไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่ยาวิเศษรักษาสารพัดโรคเศรษฐกิจที่ป่วยเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
ด้านวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า อย่างไทยช่วยไทยพลัส ควรใช้เป็นมาตรการเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญวิกฤตหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน
ไม่ควรพึ่งพามาตรการลักษณะนี้เป็นเครื่องมือหลักอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นภาระงบประมาณและจะเสี่ยงต่อความไม่ยั่งยืนเพิ่มขึ้น
ดังนั้น รัฐบาลควรใช้ไทยช่วยไทยพลัสควบคู่กับนโยบายอื่น โดยเฉพาะ Reinvent Thailand เปลี่ยนแรงกระตุ้นระยะสั้นให้เป็นการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าเศรษฐกิจควรโตอย่างน้อยเกิน 2%
หากถามฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย จะตอบมาว่า
“ทุกวันนี้ได้รับการร้องทุกข์จากผู้ประกอบการไม่ใช่แค่กลุ่มอาหาร การค้า แต่รวมถึงภาคบริการ เจอปัญหาเหมือนกันคือ กำลังซื้อหดหายไปมาก จะเห็นการลดสาขาหรือคิดจะปิดกิจการมากขึ้น จากปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานานหลายปีกำลังจะดีขึ้น แต่ก็มาเจอเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำเติม บางรายเจอท่วมสร้างความเสียหายต่อร้านและอุปกรณ์ บางรายไม่เจอท่วมแต่ลูกค้าเจอท่วม คนมากินข้าวนอกบ้านลดฮวบกว่าครึ่ง ขณะนี้ช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินและความช่วยเหลือจากภาครัฐก็ไม่ได้ทันสถานการณ์แท้จริง แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรมาดันให้เศรษฐกิจดีขึ้น”
อีกอาชีพ ธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นดัชนีชี้วัดกำลังใช้จ่ายได้ดี สุทธิชัย พนิตนรากุล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ ยืนยันถึงกำลังซื้อวันนี้ว่า รายได้วันนี้ต้องดูว่าทำเลที่ตั้งอยู่ที่ใด หากอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าหรือในศูนย์การค้าอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าสาขาที่เปิดตามอาคารหรือริมถนน สถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 ถือว่าหนักและกินวงกว้างกว่าที่คาดการณ์ไว้ และผลกระทบของน้ำท่วมครั้งนี้ เจ้าของธุรกิจบางส่วนน่าจะใช้เวลาฟื้นตัวนานถึงปี 2570
“เมื่อตลาดรวมธุรกิจหลายธุรกิจติดลบหรือบวกในอัตราต่ำแค่ 1-2% ก็สะท้อนไปยังตัวเลขโตทางเศรษฐกิจไทยได้ว่าดีจริง หรือแต่ภาพลวงตา” สุทธิชัยกล่าวตบท้าย
แล้วประชาชนอย่างเราๆ รู้สึกอย่างไร!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
