ปมร้อนรัฐรื้อ ‘ภาษีบาป’ กีฬาไทยผวางบฯ ‘หด’ วิกฤตที่ต้องเฝ้าระวัง
เขย่าสนาม | เงาปีศาจ
วิกฤต และความท้าทายใหม่กำลังคืบคลานเข้าสู่วงการกีฬาไทย หากรัฐบาลไทยมีการพิจารณาปรับลด หรือยกเลิกการจัดสรรภาษีสรรพสามิตจากสุรา และยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” ที่เคยจัดส่งเข้าสู่ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) โดยตรงแบบอัตโนมัติ 2% มาอย่างยาวนาน
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านงบประมาณครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวเลขในบัญชีของรัฐบาล แต่คือการสั่นคลอนรากฐานของโครงสร้างระบบนิเวศกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับเยาวชนท้องถิ่นไปจนถึงเหรียญทองในมหกรรมกีฬาระดับโลก
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ คือ “ท่อน้ำเลี้ยงหลัก” ในการส่งนักกีฬาทีมชาติไทยออกไปเก็บตัว ฝึกซ้อม และแข่งขันในต่างประเทศเพื่อเก็บคะแนนสะสมอันดับโลก (World Ranking) สำหรับโควต้าโอลิมปิก พาราลิมปิก เอเชี่ยนเกมส์ ซีเกมส์ ฯลฯ
การตัดงบส่งแข่งขันต่างประเทศ หากงบประมาณส่วนนี้ลดลงอย่างกะทันหัน สมาคมกีฬาต่างๆ จะขาดงบส่งนักกีฬาเข้าร่วมรายการสะสมคะแนน ทำให้โอกาสในการคว้าสิทธิ์ไปแข่งโอลิมปิก หรือเวทีระดับโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เงินกองทุนฯ ถูกนำไปใช้จ้างโค้ชต่างประเทศที่มีฝีมือ รวมถึงการเบิกจ่ายอุปกรณ์วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการฟื้นฟูร่างกาย การขาดงบประมาณจะทำให้ศักยภาพทางกายภาพและเทคนิคของนักกีฬาไทยตามหลังชาติต่างๆ ในเอเชีย
เบี้ยเลี้ยง และการเก็บตัวที่หยุดชะงัก สวัสดิการ เบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อม และเงินรางวัลอัดฉีดของนักกีฬาและผู้ฝึกสอนจะล่าช้าหรือถูกตัดทอน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขวัญ กำลังใจ
โครงสร้างการพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างอย่างน้อย 8-10 ปี การตัดงบภาษีบาปจะส่งผลกระทบต่อรากฐานกีฬาระดับเยาวชนอย่างรุนแรง
การแข่งขันระดับเยาวชน และการเฟ้นหาดาวรุ่ง กีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาแห่งชาติ และรายการชิงแชมป์ประเทศไทยในแต่ละประเภทกีฬา ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักกีฬารุ่นใหม่ จะต้องลดขนาดการจัดงาน ลดเงินสนับสนุนจังหวัดเจ้าภาพ หรืออาจต้องยกเลิกบางรายการ
สมาคมกีฬาขนาดเล็ก และกีฬาคนพิการได้รับผลกระทบหนักที่สุด สมาคมกีฬาขนาดใหญ่ เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน อาจพอมีสปอนเซอร์ภาคเอกชนเข้ามาอุ้มชูได้ แต่สมาคมกีฬาขนาดเล็กและกีฬาคนพิการ ที่พึ่งพางบประมาณจากกองทุนฯ สูงถึง 80-90% จะตกอยู่ในภาวะอัมพาต ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆ ได้เลย
การส่งเสริมกีฬาในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญผ่าน Sports Tourism และการเป็นศูนย์กลางการจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติ
การสูญเสียสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพอีเวนต์ระดับโลก งบประมาณจาก “ภาษีบาป” มักถูกนำไปใช้เป็นค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ และงบประมาณจัดการแข่งขันรายการระดับโลกในไทย เช่น โมโตจีพี, วอลเลย์บอลเนชั่นส์ลีก หากงบประมาณถูกตัด ไทยอาจสูญเสียสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ ซึ่งส่งผลเสียต่อรายได้จากการท่องเที่ยว
อีกประการคือ การชะลอตัวของอุตสาหกรรมสินค้า และการบริการกีฬา เมื่อกิจกรรมกีฬาในประเทศลดลง ความคึกคักของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา รวมถึงธุรกิจกีฬาจะซบเซาตามไปด้วย
เดิมทีเงินจากภาษีบาป 2% จะวิ่งเข้ากองทุนกีฬาโดยตรง ทำให้กองทุนกีฬามีความยืดหยุ่นในการอนุมัติงบประมาณที่ทันท่วงทีต่อโปรแกรมการฝึกซ้อมและการแข่งของนักกีฬา
หากรัฐบาลเปลี่ยนให้งบประมาณส่วนนี้กลับไปอยู่ในระบบงบประมาณแผ่นดินรายปีผ่าน สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง แน่นอนว่าต้องเจอปัญหาความล่าช้าทางระบบราชการ ปฏิทินการแข่งขันกีฬาโลกไม่ได้อิงตามปีงบประมาณของรัฐบาลไทย การต้องรออนุมัติงบตามระบบราชการปกติจะทำให้เบิกจ่ายเงินไม่ทันการแข่งขัน นักกีฬาอาจต้องสำรองจ่ายเอง หรือพลาดการแข่งขันสำคัญเพราะไม่มีงบประมาณเดินทาง
ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ งบประมาณกีฬาจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละปี ทำให้ไม่สามารถวางแผนพัฒนานักกีฬาระยะยาว 4-8 ปี ตามวงรอบปฏิทินกีฬาโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากการตัดงบภาษีบาปเป็นนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วงการกีฬาไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน
การสร้างรูปแบบร่วมทุน สมาคมกีฬาต้องลดการพึ่งพารัฐ และเร่งสร้างมูลค่าการตลาด เพื่อดึงดูดสปอนเซอร์ภาคเอกชนอย่างจริงจัง
การจัดตั้งโมเดลหารายได้ใหม่ ใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด การขายสินค้าที่ระลึก และการจัดกิจกรรมแบบจัดเก็บค่าสมัคร เพื่อสร้างกระแสเงินสดสำรองของสมาคม
การจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาล และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ต้องคิดใหม่ทำใหม่ใน “กีฬาหวังผล” ที่ไทยมีศักยภาพสูงในเวทีโลกอย่างคุ้มค่าสูงสุดอาจจะไม่ได้ส่งแข่งขันตามใจสมาคมกีฬาเหมือนเดิมอีกต่อไปสำหรับซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์
การตัดงบ “ภาษีบาป” ที่สนับสนุนกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดงบประมาณแผ่นดิน แต่คือ การถอยหลังเข้าคลองของระบบการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ผ่านกีฬาของประเทศไทย
ผลกระทบจะไม่เพียงส่งผลให้จำนวนเหรียญรางวัลในระดับนานาชาติลดลงเท่านั้น แต่ยังทำลายโครงสร้างการสร้างอาชีพนักกีฬา และชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจกีฬาไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณากลไกงบประมาณทดแทนที่มีความยืดหยุ่นและมั่นคงไม่แพ้กัน ก่อนที่จะตัดสินใจตัดท่อน้ำเลี้ยงสำคัญนี้
ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานด้านกีฬาของชาติ และในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ บอกว่า กองทุนฯ ได้รับเงินงบ “ภาษีบาป” ซึ่งเป็นเรื่องของการส่งเสริมให้คนสุขภาพดีตามภารกิจของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยในส่วนนี้ก็เล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์คุ้มค่าจริงๆ และยังส่งเสริมวงการกีฬาไทยไปสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งก็ถือว่าเงินที่ได้มานั้น มีแนวทาง และทิศทางการใช้งบประมาณที่เป็นประโยชน์
ส่วนการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขการจัดสรรเงินบำรุงดังกล่าว เป็นเพียงการเริ่มต้น เราคงไม่ได้ห้ามเรื่องการเสนอร่างกฎหมายแก้ไข เพราะว่าเป็นส่วนที่นิติบัญญัติต้องเสนอแก้ไขเป็นกฎหมาย แต่ว่าเสนอแล้วก็จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้เป็นกฎหมายกำกับในเรื่องดังกล่าว ซึ่งไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินงบประมาณ เงินภาษีบาปก็ยังจะส่งตรงมายังกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ แต่ว่าจะให้กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติจัดทำคำของบประมาณผ่านสำนักงบประมาณในแต่ละปีงบประมาณ แล้วพิจารณาผ่านสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นร้อนในการสังคายนางบ “ภาษีบาป” เป็นประเด็นร้อนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมันคือ ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ของวงการกีฬา ถ้าแค่เปลี่ยนกรรมวิธีในการของบประมาณคงไม่กระทบอะไร
แต่ถ้างบประมาณที่เคยได้รับ “หด” จากการหั่นของสำนักงบประมาณ หรือเลวร้ายสุดคือ งบประมาณก้อนนี้หายไป…
วงการกีฬา จะถอยหลังลงคลองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก…!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
